ปัน สรณวรรธ เปิดใจเหตุแจ้งค่ายระงับ! แฟนคลับบุกถวายของถึงวัด เอะใจเริ่มมาบ่อย นั่งคุยนาน หลังบวชรู้สึกปลงมากขึ้น แต่ยังขอเดินหน้าทำหน้าที่ทางโลกให้สุดก่อน
กลับมาสร้างความสดใสให้แฟนเพลงอีกครั้งสำหรับศิลปินหนุ่มสุดฮอต “ปัน” สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม (PUN) ที่ล่าสุดได้ปรากฏตัวในงาน ‘Coke’ Zero Zero Limit Night ณ ลาน BLOCK K สยามสแควร์ หลังเข้าพิธีอุปสมบทเรียนรู้ธรรมะครั้งแรกในชีวิตนานกว่า 3 เดือน
เป็นไงบ้าง หลังจากไปบวชมา? “ครับ ก็ตอนแรกไม่ค่อยชินเลยครับ ตอนแรกเราก็ยังเรียกสลับคำอยู่ เรียกแม่ว่า โยมแม่ เรียกตัวเอง อาตมา ก็ยังสับสน ตอนนี้อยู่มาได้สักพักหนึ่งแล้วก็รู้สึกว่าเริ่มปรับตัวได้นะครับ”
การไปบวชปฏิบัติธรรม ครั้งนี้ได้อะไรกลับมาบ้าง? “ได้เยอะมากครับ ตอนนี้ก็เล่าไม่จบ เพราะว่ามันเหมือนเราไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่ มีอัตตาตัวตน ไม่มีเรา มีแต่จิตเราล้วนๆ เลยที่เราต้องดูมันไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าละอะไรออกไปเยอะ แบบได้เคลียร์สิ่งที่เป็นพิษกับจิตใจเราออกไปเยอะครับ”
เห็นบอกว่าแฟนคลับตามไปรบกวน? “อ๋อ ครับๆ ก็มีๆ ครับ มีแฟนคลับ ตอนแรกๆ ก็แถววัดที่ผมบวช จะเป็นชุมชน เป็นแบบญาติโยมผู้ใหญ่ พอผมเริ่มไปบวช เขาก็จะเหมือนพูดๆ ว่ามีพระดารามา (หัวเราะ) แล้วหลังจากนั้นก็จะมีรุ่นเจนลูกเจนหลานมาใส่บาตร แรกๆ มันก็ยังโอเค แต่พอหลังๆ เริ่มแบบว่ามาเยอะ แล้วเหมือนแบบว่าผมไม่ได้ปฏิบัติเลยครับ ก็เลยรู้สึกว่าอยากปฏิบัติ ก็เลยต้องระงับไปนิดหนึ่ง”
หลังจากนั้นเบาลงไหม หรือว่าหายไปเลย? “หลังจากนั้นก็มีมาอีก แต่ก็ค่อยๆ เบาลง เขาอยากมาถวายของ บางทีถวายเสร็จ เราไม่ได้แค่รับประเคน เราก็นั่งคุยด้วย แล้วหลายคนเขาก็จะมีปัญหาชีวิตมาปรึกษาเรา ด้วยความที่เราเป็นพระ เราก็บอกเขานะ บอกว่า อาตมาก็บวชมาได้ไม่นาน อาจจะให้คำแนะนำอะไรได้ไม่มาก แต่ว่าก็น่าจะเป็นกำลังใจให้”
ทำให้เราอึดอัดไหม เขาไม่ได้มาเพื่อทำบุญ? “เริ่มรู้สึกว่าเป็นหน้าซ้ำๆ เดิมๆ บ่อย แล้วก็อยู่นาน ก็เลยรู้สึกว่า เราเริ่มไม่ค่อยเป็นเซฟโซนละ ก็เราเลยแจ้งทางค่ายไป (ไม่ใช่สายบุญจริง?) ใช่ครับ”
มุมมองการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปไหม หลังจากบวชแล้ว? “คือผมไปได้ของดีมาแล้วกัน ได้ทั้งแบบว่าเป็นรูป หมายถึงว่าเป็นพระเครื่องก็ได้เยอะ (หัวเราะ) อันนั้นเห็นได้ด้วยตา แต่ว่าสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ก็คือเป็นเรื่องหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ผมได้ตกลงกับตัวเอง แล้วก็รู้สึกว่ามันเอาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ เหมือนเราไปได้ของดีมา ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องเป็นคนที่ปฏิบัติเองเท่านั้นถึงจะรู้ได้ด้วยตัวเอง คือเรานั่งสมาธิแล้วเราเห็นได้ด้วยตัวเองว่าสิ่งต่างๆ มันไม่เที่ยง มันเดินสู่ความเสื่อมเสมอ แล้วเราจะไปยึดติดกับอะไร เราทำงานได้ เราเป็นนักร้อง ศิลปิน เราทำตามเหตุตามปัจจัยไป เรามีฉันทะในการทำ เรามีความสุขที่ได้เกิดมาครั้งหนึ่งเป็นศิลปิน แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าในความหนุ่มสาว ความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเรา มันก็มีขาลง เราคิดได้”
ปล่อยวาง ปลงขึ้น? “ปลงขึ้นครับ (ก่อนหน้านี้คนก็กลัวว่าจะไม่สึก?) ครับ ผมชอบๆ ทางนี้มากๆ ครับ เป็นอีกทางหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตอนนี้เรากำลังเดินหน้าในทางโลกอยู่นะ ในทางการเป็นศิลปิน ผมอยากเดินไปให้มันสุด เท่าที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ วันหนึ่งถ้ามันสุดแล้วจริงๆ ผมก็อาจจะพิจารณาในทางนี้ ที่เป็นทางที่เรามองไม่เห็นด้วยตา”
ความคิดนี้มีมาตั้งแต่ก่อนบวช หรือเพิ่งเริ่ม? “หลังจากบวชครับ ตอนแรกเราบวชแล้วเราก็รู้สึกว่า เราทำอะไรอยู่นะ เราทำงานดีกว่าไหม เรานอนอยู่ที่บ้านก็ดีกว่าไหม เหมือนไลฟ์สไตล์ชีวิตมันเปลี่ยนไปหมดครับ แต่ว่ามันก็เหมือนเขาเรียกว่า ตบเราให้เราเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น ให้เรารู้สึกว่า เอ้ย ชีวิตมันก็เท่านี้แหละ ทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอ ให้เราคิดเอาไว้เสมอ ทุกครั้งที่เรากำลังมีลมหายใจ”
แล้วเราเคร่งไหม ตอนที่เราปฏิบัติธรรม? “โห ก็ตั้งใจมากๆ ครับ ก็ศึกษา แล้วก็พยายามตั้งเป้าหมายกับตัวเองครับ ตอนบวชตอนแรก ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรดี แล้วผมก็คิดกับตัวเองว่า งั้นขอสวดมนต์แล้วกัน พอสวดมนต์ให้ได้จบพระปริตร ก็คือสวดจบ หลายบทเลย ก็สวดให้ได้ แล้วเราพอเราได้บทพระปริตรเสร็จ เราก็มาฝึกสมาธิต่อ เราตั้งเป้าหมายให้ตัวเองอาจจะแบ่งเวลาให้ตัวเอง ช่วงนี้ 16:00 น. เรากวาดลานวัด เสร็จปุ๊บเราทำวัตรเย็นนะ ทำวัตรเย็นเสร็จ ภาวนานะ ก็แบ่งเวลาให้ตัวเอง”
สึกมาแล้วก็ยังปฏิบัติอยู่? “ทำอยู่ครับ ทำอยู่ บวชทั้งหมด ประมาณ 3 เดือนนิดๆ ถ้าอยู่ในพรรษาก็นับแล้ว 1 พรรษาครับ”
เป็นการบวชครั้งแรกในชีวิต? “เป็นบวชครั้งแรกในชีวิตครับ (มีแผนจะไปบวชอีกไหม?) เอาทางโลกให้สุดก่อน เพราะว่าผมก็มานั่งสะระตะกับตัวเอง แล้วรู้สึกว่าทางโลกตอนนี้ เราได้เกิดมาเป็นศิลปิน ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่าย คือเราก็ทำมาไกลอยู่ แล้วเราก็รู้สึกว่าเรายังมีของ เรายังมีบทเพลงที่เราเขียนไว้ แล้วรอให้ทุกคนได้ฟังอยู่ เราก็อยากจะทำตรงนั้นให้มันเต็มที่ แล้วถ้าวันหนึ่งแล้วมันแบบอายุมากแล้ว หรืออะไรแล้ว เราไม่มีเรื่องที่ต้องอยากจะไขว่คว้าทางโลกแล้ว เราก็อาจจะพิจารณาอีกทีหนึ่ง”
แต่พอออกมาปุ๊บ คอนเสิร์ตแรกมีเลยนะ? “มีเลย ตื่นเต้นมากครับพี่ ตื่นเต้นมาก คือเราโมโนโทนมาตลอด แล้วตอนนี้เรามานะโมโทน (หัวเราะ) แล้วเราก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นโทนใหม่ ที่แบบว่ากลับมาเป็นปันคนเดิม ก็รู้สึกว่ามันก็ท้าทายดี แล้วก็จริงๆ แล้วมันคือเรานั่นแหละ มันคือตัวเรา แต่ว่าเราแค่ไปตรงนู้นมาแล้วมันสงบเกินไป””
เขาบอกพระใหม่เนื้อหอม ตอนบวชแล้วเจอผีไหม? “ผมไม่เจอครับ แต่ว่าส่วนใหญ่มันจะเป็นการปรุงแต่งของเรามากกว่าครับ คือผมมานั่งสมาธิ แล้วผมก็จะกังวลว่า ผีจะโผล่มาตอนไหนหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายแล้ว มันก็เป็นแค่เรื่องของมโนในจิตเรา สุดท้ายแล้ว ผมก็เลยรู้สึกว่า อ๊ะ เจอก็เจอ คือแต่คงไม่เจอเร็วๆ นี้หรอก เพราะว่าเรายังไม่นิ่งพอ คือถ้าเรานิ่งพอ เราอาจจะเจอ แต่ว่าถ้าเราเจอจริง ตอนนั้นมันนิ่งแล้ว มันก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรแล้ว ก็เลยรู้สึกว่า เราขอนั่งนิ่งที่สุดแล้วกัน ถ้าจะเจอก็ขอให้เจอแบบตอนที่นิ่งที่สุด แต่ก็ไม่เจอครับ”


