“จอย บียอนด์” ยอมรับ! คบเจ้าสัวหมื่นล้าน 30 ปี วอนขอสิทธิ์ดูแลสามีป่วยอัลไซเมอร์ หลังถูกกีดกัน เผยสาเหตุไม่จดทะเบียนสมรส

เปิดใจน้ำตาคลอ! “จอย บียอนด์” หทัยทิพย์ สีสังข์ เคลียร์ชัดไม่ได้โลภสมบัติ ตั้งโต๊ะแถลงร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกหลานชายเจ้าสัวหมื่นล้านกีดกันไม่ให้เจอสามีที่คบกันมากว่า 30 ปี ถูกเปลี่ยนกุญแจบ้าน-ตัดเงินเลี้ยงดู วอนขอโอกาสกลับไปดูแลในบั้นปลายชีวิตตามที่เคยสัญญากันไว้
จอย เผยว่า “เมื่อประมาณย้อนไป 30 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นที่จอยเล่นภาพยนตร์เรื่อง ธรณีกรรแสง แล้วก็ได้พบกับท่านเจ้าสัว เราก็ตกลงเป็นแฟนกัน แล้วก็อยู่กินกันมาจนถึง ณ ตอนนี้ มีความสุขกันดี ไม่ว่าในเรื่องของการทำอะไรในการตัดสินใจของเขาๆ ก็ปรึกษาจอย ส่วนจอยถ้าจะเล่นภาพยนตร์หรือว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับวงการบันเทิง ในการเรื่องการแต่งตัว ในการเลือกภาพยนตร์ที่จะเล่น ก็ต้องปรึกษาเขา เพราะมันเหมือนกับว่าเขาคือหุ้นส่วนชีวิตของเรา
ชีวิตก็มีความสุขดีค่ะ เพราะว่าเราอยู่กันแบบไม่ได้ออกสื่อ แต่ว่าเปิดเผยในเรื่องของทางญาติๆ เขา แล้วก็ทางญาติๆ จอย เพราะว่าช่วงนั้นจอยอายุประมาณ 20 กว่า แล้วก็ไม่ได้ สะดวกที่จะยังเปิดเผยว่าเรามีสามีแล้ว และเขาก็เป็นนักธุรกิจ เราก็ต่างตกลงกัน มีความสุขดีเรื่อยมา จนมาถึงในระยะ 4-5 ปีหลัง

มันมีคนๆ หนึ่งก็คือหลานเขานะคะ คือท่านเจ้าสัวเริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ ซึ่งปกติจอยก็ดูแลท่านในเรื่องของการทานอาหาร การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย เพราะว่าท่านจะมีเรื่องของเบาหวานอยู่แล้ว ทีนี้พอมาเกิดปัญหาตรงนี้ เราเริ่มดูแลเพิ่มขึ้น ไปศึกษาในเรื่องของอาหาร ในเรื่องของสุขอนามัย ในเรื่องการทานอะไรที่ไม่มีความหวาน ไม่ให้น้ำตาลเยอะ พักผ่อนให้เพียงพอ หรือการออกกำลังกาย ก็ดูแลเพิ่มขึ้น
แต่ทีนี้บางครั้งเราต้องไปทำงาน เพราะว่าเราก็มีร้องเพลงบ้าง ไปต่างจังหวัดบ้าง คุณคนนั้นบอกว่าเดี๋ยวจะกลับไปอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่เขา แล้วก็เห็นว่าการดูแลตรงนี้เกิดจากเขาคนเดียวนะคะไม่ใช่ญาติทั้งหมด ก็ทำให้เราสบายใจขึ้น เพราะว่าเขาไม่ได้เป็นคนอื่น เรารู้จักมักคุ้นกันดี เพราะว่ามัน 20-30 ปี ก็โอเคไม่ว่าเขาจะอยู่บ้านไหน เราก็สามารถไปได้
แต่ทีนี้มันเกิดการที่ว่า เขาบอกประตูรีโมทเสีย ก็ต้องเปลี่ยน พอเปลี่ยนประตูรีโมทเสร็จ เราก็ขอกุญแจไว้ดอกหนึ่ง แต่เขาบอกว่ามันมีแค่ดอกเดียว ก็ไม่เป็นไร ถ้าเกิดจะมาจะเข้าแต่ละครั้งก็โทรบอกเด็กที่บ้าน ทีนี้จะเข้าจะออกจอยก็โทรหาเขา แล้วพอในช่วงสุดท้ายจอยก็กลับมาจากทำงาน ก็จะเข้าบ้านปกติ ก็โทรบอกเด็กที่บ้าน เด็กที่บ้านบอกว่าเขาต้องขอโทษจริงๆ เพราะว่าเขาไม่สามารถให้เราเข้าบ้านได้ เพราะคุณคนนั้นสั่งไว้ว่ามีอะไรให้บอกเขา แล้วพอได้รับคำตอบเสร็จถึงจะเข้าได้
มันแปลกๆ นิดหนึ่ง เพราะคนที่บ้านบอกว่า ต้องขออนุญาตคุณคนนี้ก่อน จอยก็โทรหาเขา เขาบอกว่าเขาไม่อนุญาตให้เข้าแล้ว โดยให้เหตุผลว่าเพราะว่าเขา (สามี) รักคุณมาก ผมอยากให้เขาลืมคุณ เป็นประโยคที่หนูงง แล้วไปเจอกันที่ไหนเขาก็ไม่ต้องทัก คือเราไม่รู้ว่าความรู้สึกอย่างนี้มันแปลว่าอะไร แล้วหนูก็ ขับรถกลับบ้าน
ทุกๆ ครั้งในการที่ต้องโทรหาหรือต้องติดต่อกัน ติดต่อเขาไม่ได้ เพราะว่าเวลาที่เขาเข้าบ้าน เขาจะปิดเน็ตของสามีเรา เหมือนเป็นเครื่องเปล่าเลยค่ะ ปิดเน็ตสัญญาณโทรไม่ได้ เข้าบ้านไม่ได้ หนูพยายามที่จะไปบ้านเขา แต่ก็เข้าไม่ได้ เพราะว่าถ้าเข้าไป เขาจะหาว่าบุกรุก ไปเฝ้าหน้าบ้านบ้าง ขับรถผ่านบ้าง เคยไปรอที่โรงพยาบาล เพราะว่าเขาจะต้องไปตรวจสุขภาพ ก็ไม่เจอ เพราะหลังจากที่พูดอย่างนี้เสร็จ ก็ไม่สามารถจะเจอเขาได้ตรงไหน ก็ตามหากันอยู่สักพักหนึ่ง

จนเมื่อเดือนที่แล้วไปเจอท่าน เพราะจอยรู้ว่าท่านคงไปทานข้าวประจำๆ ที่เราเคยไปทานกัน โชคดีที่ได้เจอท่าน แล้วก็เจอเพื่อนของท่านด้วย ประมาณ 6-7 คน แล้วเจอคุณคนนั้นด้วย ท่านก็เดินได้นะคะ ต้องบอกนิดหนึ่งว่าท่านไม่ได้ติดเตียง ท่านไม่มีภรรยาและไม่มีลูก เราก็อยู่กับท่านมาตั้งแต่แรกเลย
ทีนี้พอจอยเจอแล้ว ท่านก็บอกว่าหายไปไหนมา เราก็บอกว่าจอยอยากจะเข้าไปหา แต่ว่าเข้าไปไม่ได้ เพราะว่าคุณคนนี้เขาไม่ให้เข้า จอยเข้าไม่ได้ ท่านก็ถามว่าแล้วทำไมเธอเข้าไม่ได้ล่ะ เธอจะมาเมื่อไหร่เธอไม่ต้องบอกใคร คือท่านอาจจะจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง เพราะว่ายังมีความจำอยู่ 30-40% ยังไม่ได้เป็นศูนย์ ท่านยังเดินได้อยู่
แต่ในความรู้สึกของจอย การเป็นระดับเจ้าสัว ภาพลักษณ์สำคัญ ตอนที่อยู่กับจอย จะให้ท่านเป็นคนที่แต่งตัวดีๆ ใครเห็นก็ต้องเคารพ แต่ตอนนี้การแต่งตัวท่านเปลี่ยนไป ใส่เสื้อยืดธรรมดา ใส่เสื้อกั๊กตัวหนึ่ง แล้วก็เดินเหมือนคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของใคร
จอยเลยมีความรู้สึกว่า วันนี้ที่มาบอกทุกคนในเรื่องที่ปกปิดมา 30 ปี ถือว่าบอกในเรื่องส่วนตัวให้ทุกท่านฟัง เพื่อที่จะแลกกับความสุขของสามีกลับมา ตอยอยากดูแลท่านให้ดีกว่านี้ เพราะเราสัญญากันตั้งแต่แรก ตอนที่เราอยู่ด้วยกัน เขาดูแลเราดี แล้วเมื่อบั่นปลาย เราก็ต้องดูแลเขาดีเหมือนกัน มันไม่ได้เกิดจากการที่หนูจากไปโดยธรรมชาติ มันเกิดจากการที่มีคุณคนนั้นกีดกันไม่ให้จอยเข้า จอยอยากจะอธิบายให้ญาติๆ เพื่อนๆ แล้วก็ท่านฟัง เลยอยากจะกลับมาดูแลท่าน เหมือนกับสัญญาที่เราสัญญากันไว้ว่าตลอดไป”
ถูกกีดกันมานานแค่ไหน? “เป็นหลักเดือนค่ะ 8-9 เดือน แต่หมายถึงว่าท่านป่วยมาประมาณ 3-4 ปีให้หลัง ที่ทำให้เราติดต่อกันยากขึ้น”

ซึ่งตอนนี้สิ่งที่เราต้องการสิทธิ์ในการดูแล? “ใช่ค่ะ อยากดูแลเขา จอยอยากให้เขาฟังเพลงที่ชอบ แต่งตัวที่เขาอยากทำ อยากไปเที่ยวไหน นั่งรถที่เขาชอบ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องนั่งให้ใครเอาไปเอามา มันเหมือนไม่ใช่ที่เขา ต้องมีการพูดคุย เพราะว่าโรคนี้เหมือนคุณพ่อหนู การพูดคุยกัน ฟื้นฟู การได้ออกกำลังกาย ขา หรือ มือ จะทำให้สุขภาพดีขึ้นหรือยาวนาน”
แนวโน้มที่จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน? “ตอนนี้จอยตอบไม่ได้เลยนะคะ เพียงแต่ว่าจอยอยากทำหน้าที่ในส่วนตรงนี้ แล้วสามารถทำยังไงได้บ้าง”
แสดงว่าตอนนี้มีปัญหาเดียวคือหลาน คนในครอบครัวคนอื่นไม่มีปัญหา? “คนอื่นไม่มี น่ารักทุกคนค่ะ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ทั้งญาติ ทั้งหลาน ทุกๆ คนดีหมดเลย ยกเว้นคุณคนนี้คนเดียว”
จอยอยู่ในฐานะสามีภรรยากันมากับท่านแบบนี้ตลอดใชไหม? “มาตลอด ต่อเนื่องเลยค่ะ (มีทะเบียนสมรสไหม?) “ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เพราะยังไงเขาไม่ได้มีภรรยา และลูก เราก็คือแฟน คือมันก็มีความรู้สึกว่าสบายใจ เราไม่ได้คิดว่าจะไปยึดที่กระดาษใบเดียวนะคะ”
ทางหลานชายคนนั้นก็ทราบว่าเราเป็นภรรยากันใช่ไหม? “เขารู้ เพราะทุกครั้งเขาเป็นคนถ่ายรูปให้ เราไปเที่ยวเมืองนอกด้วยกัน เราไปทำกิจกรรมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในครอบครัว งานแต่งงานในบ้านเขา เราก็อยู่ในสถานะภรรยา ในครอบครัวเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานตรุษจีน งานอะไร จอยก็ยังเป็นคนไปแจกเงินข้างๆ เจ้าสัว ทางตรงนั้นเขารู้หมดอยู่แล้ว”
อยู่บ้านหลังเดียวกัน? “อยู่บ้านหลังเดียวกัน ถ้ามาอยู่บ้านเรา เขามาอยู่ด้วย แต่ทีนี้พอเริ่มอัลไซเมอร์ เขาก็ต้องกลับไปอยู่ตรงนั้น เหมือนกับว่าเป็นญาติ เราก็ให้ไป เพราะบางทีเราไม่อยู่ ยังไงญาติก็ดูแลดีกว่า ถ้าเราจ้างมา เราคิดแค่นี้”
ญาติเขามีแนวโน้มเข้าข้างเราไหม? “ญาติคนอื่นจอยว่าเขาไม่ได้เข้ามายุ่งตรงนี้ เหมือนกับว่าต่างคนต่างอยู่ของใครของมัน แต่เขาไม่เคยมองดูถูกหนู ไม่เคยที่จะรังเกียจ เพราะเราไปเที่ยวด้วยกัน เรานั่งทานข้าวด้วยกัน เราเข้าไปในตระกูลเขาแบบเปิดเผยในตระกูลเขาและตระกูลเรา”
สถานะเราคือชัดเจนว่าเป็นแฟน เป็นภรรยา? “ใช่ค่ะ แล้วเวลาวันเกิดของจอย ไปที่โรงแรม เขาก็ไป วันเกิดของเขา เราก็ไปบ้านเขา เขามาบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นท่านๆ ในสังคมก็รู้จักจอย”

ตามข่าวบอกว่าที่มีเหตุการณ์แบบนี้ เพราะมีเรื่องของทรัพย์สมบัติมาเกี่ยวข้อง? “ตรงนี้จอยไม่สามารถตอบได้ว่าเหตุผลของเขาคืออะไร แต่แค่อยากรู้ว่าเราผิดอะไร แล้วทำไมจอยถึงไปหาท่านไม่ได้ แล้วท่านก็ยังรักจอยเหมือนเดิม เราก็บอกว่าขอเข้าไปหาท่าน แล้วฟังจากปากท่านว่าไม่ต้องการเราแล้วได้ไหม เขาบอกไม่ต้อง เพราะเขาอยากให้ลืม เพราะว่าอัลไซเมอร์ ถ้าเกิดว่าเราไม่มีการทบทวนบ่อยๆ มันก็จะลืม จอยไม่เข้าใจว่าเหตุผลคืออะไร”
ไม่ได้พูดคุยญาติๆ คนอื่นเลยเหรอกับท่าทีกีดกันแบบนี้? “จอยไม่ได้ไปติดต่อญาติเขา เพราะปกติจะเจอกันในงานแต่งงาน งานเลี้ยง แต่ละท่านก็ผู้ใหญ่กว่าจอย ท่านเจ้าสัวก็อายุเยอะ พี่น้องเขาก็อายุเยอะกว่า แล้วเขาบอกว่าไม่ต้องไปยุ่งกัน เพราะส่วนใหญ่คนนี้เขาทำธุรกิจ บ้านใครบ้านมัน”
หลานชายใช้อาการอัลไซเมอร์มาเป็นเครื่องมือในการกีดกันไหม?
ทนาย “อันนี้เราก็ไม่ทราบในเจตนาของเขา”
จอย “ไม่ทราบในเจตนาเขาเลยว่าเขาคิดยังไง”
แต่ว่าถ้าในมุมของทนาย สิทธิ์ในการดูแลท่านเจ้าสัว จะสามารถเป็นพี่จอยเหมือนก่อนหน้านี้ได้ไหม?
ทนาย “สิทธิ์ของการเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย หรือไม่เป็นตามกฎหมายก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรส หรือไม่จดทะเบียนสมรส ก็มีหน้าที่ปกป้อง ดูแลซึ่งกันและกันอยู่แล้วครับ”
หมายความว่าพี่จอยสามารถดูแลท่านเจ้าสัวในฐานะภรรยาได้ แม้จะไม่มีทะเบียนสมรส?
ทนาย “ความเป็นสามีภรรยา มันไม่ได้ตัดหน้าที่ตรงนั้นลงไป ทะเบียนสมรสไม่ได้มาเป็นกรอบในการที่จะกีดกันไม่ให้ต่างฝ่ายดูแลซึ่งกันและกัน”
แล้วมันต้องผ่านกระบวนการของกฎหมายก่อนไหม เราถึงจะสามารถคุยกันได้?
ทนาย “คือการดูแลในฐานะสามีภรรยา ก็สามารถดูแลกันได้ตามปกติ ตามที่เราปฏิบัติกันเป็นกิจวัตรกันอยู่แล้ว”
แล้วโอกาสที่หลานชายกีดกันแบบนี้ มันผิดในเรื่องของกฎหมายไหม? ทนาย “อันนี้ต้องไปดูข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แล้วก็หลักฐานที่เกี่ยวข้อง ว่าผิดหรือไม่อย่างไร”
ทนายคิดว่าเรื่องนี้จะสามารถคุยกันได้ไหม? ทนาย “คุยกันได้ เป็นทางออกที่ดีในการคุยกันครับ”
ที่ผ่านมาเคยมีสัญญาณไหมว่า มันจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น? “จอยเชื่อว่ามันเริ่มมี เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ระวัง ประตูเสีย มันก็เปลี่ยนได้ หรืออาจจะไม่ว่างว่าเขาต้องพาท่านไปโรงงาน ก็เดี๋ยวค่อยเจอ แต่เพราะเราจะไม่คิดไง จะคิดว่าเราเป็นบุคคลที่เป็นญาติเขาไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าเรื่องราวจะหักมุมว่าตัดไปเลย แต่เหตุผลที่เขาพูดมามันทำให้เราแคลงใจว่าเหตุผลแค่ลืม แต่จอยสงสารท่าน อยากให้มีความสุข ท่านทำงานมาขนาดนี้”
มองว่าสิทธิ์ในการดูแลในฐานะภรรยาต้องดีกว่าคนอื่นอยู่แล้ว? “จอยมั่นใจว่าอย่างนั้น เพราะว่ามันต้องดูแลในเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย อาหารนี่จอยจะต้องคัดว่ามีน้ำตาลไหม ไขมันเยอะไหม ต้องระวังทุกอย่าง ”

กับหลานชายเคยมีปัญหากันมาก่อนไหม? “ไม่เคยมีเลย แล้วเราที่เจอกันครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนที่สร้างโรงงานด้วยกัน เขาก็บอกว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่จอยไม่รู้ว่าสาเหตุตรงนี้คืออะไร แต่ก็ไม่อยากรู้หรอกว่าสาเหตุคืออะไร แต่อยากรู้ว่าทำไมถึงเข้าไปดูแลต่อไม่ได้ ไม่ได้เป็นคนที่ไปทำอะไร อย่างเช่นที่ทุกท่านถามว่าไม่จดทะเบียน ถ้าจอยเป็นคนที่อยากจะจดทะเบียน จอยบอกเขาตั้งแต่แรกแล้ว
จอยไม่ได้มากอบโกย เราทำหน้าที่ดูแลเขาตรงนี้ จอยก็มีความสุขแล้ว จอยถามทุกท่านว่า 30 ปีนี่ถ้าเกิดอยากจะทำอะไรเนี่ย มันคงจะมหาศาลแล้ว แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอย่างนั้น แล้วท่านก็ชอบนิสัยเราว่าเป็นคนไม่เว่อร์ เปิดเผย หรือทำอะไรกับใคร เราไม่รู้ว่าในส่วนนี้ ทำไปแล้วญาติๆ เขา ตระกูลเขาชอบไหม เกิดเป็นเรื่องราว เขาให้เราอยู่แบบนี้ เราก็อยู่แบบนี้ แต่ว่ามันมีปัญหาในเรื่องความรักของเรา มันก็เลยทำให้ไม่เข้าใจ มันเกิดคำถาม แต่ใดๆ ก็แล้วแต่นะคะ เราอยากกลับไปดูแลท่านให้มีความสุขที่สุดในบั้นปลาย เท่าที่เราสัญญากันไว้ แค่นั้นเอง”
คิดว่าเรื่องทรัพย์สินของท่าน มันมีส่วนที่ทำให้เกิดวันนี้ขึ้นไหม? “อันนี้ให้เป็นหน้าที่ของทุกคนคิด จอยไม่กล้าคิด แล้วก็ไม่กล้าจะพูดออกไป เพราะไม่รู้ในใจเขา อาจจะรักมากกว่าเรา หรือมีแผนอะไร ไม่ทราบเลยในเจตนานะคะ ต้องให้ทุกท่านคิดเอง จอยไม่กล้าคิดค่ะ”
ที่ผ่านมาท่านเจ้าสัวเคยยกสิ่งของ หรือมอบอะไรต่างๆ ให้พี่จอยด้วยความรัก ด้วยความสมัครใจบ้างไหม? “ใช่ ปกติก็จะเป็นวันเกิด วันครบรอบอะไรแบบนี้ เที่ยวเมืองนอกกัน ให้อะไรที่เป็นตามแบบทั่วไปบ้าง เป็นจิวเวลรี่บ้าง เขาดูแลดีค่ะ”
คิดว่าสิ่งนี้ทำให้อีกฝ่ายมองว่าเป็นต้นเหตุไหม? “อาจจะนะคะ แต่ว่าไม่แน่ใจ”
กลัวสังคมจะมองเราในทางที่ไม่ดีว่าถ้าไม่มีเรื่องสมบัติ จะมาคุยกันตรงนี้ทำไม? “อย่างที่จอยบอกเลย จอยทำไปได้ตั้งแต่ปีแรกๆ ตอนหลงๆ กันแล้วล่ะ เราคงไปขอเขานานแล้วนะคะ ทุกคนจะบอกว่าไม่มีใครที่ทำอะไรหละหลวมแบบจอยหรอก เขาคงรัดกุมตรงนั้น ตรงนี้ไปแล้ว แต่เราแค่มีเงินเดือนพอเลี้ยงพ่อแม่ เราก็ดีใจแล้ว เราไม่ได้อยากได้ตรงนี้ต้องนี้ ไม่ได้คิดขนาดนั้น ไม่งั้นจอยรวยไปแล้ว (เสียงสั่น)”
คิดว่าที่ผ่านมาในฐานะภรรยา เราบกพร่องตรงไหนไหม?
“จอยมั่นใจว่าไม่นะคะ ตั้งแต่แต่งตัว ทานข้าว จนเข้านอน จอยคิดว่าไม่”
ณ ตอนนี้คือเรียกร้องสิทธิ์อะไรบ้างไหม? “จอยก็อยากจะดูแลท่านให้ดีกว่านี้ จอยว่าเรื่องอื่นๆ มันเป็นเรื่องที่มันตามมาได้นะคะ มันไม่ใช่เรื่องเป็นเมน แต่ว่าเวลาที่เราเห็นเขาแต่งตัวหรืออยู่ในลักษณะอันนี้ จอยคิดว่าน่าจะดีกว่านี้ เพราะตอนที่เราไปเที่ยวด้วยกัน เขาจะมีความสุขมาก แล้วเขาก็เป็นคนที่แต่งแบรนด์เนม แต่งหล่อ มันเหมือนผู้ชายคนนึงอายุเยอะๆ ทั่วๆ ไป (ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว?) ก็ประมาณใกล้ 80 แล้วค่ะ”
เราเตรียมจะดำเนินการทางกฎหมายยังไงต่อไปเพื่อแย่งสิทธิ์ในการดูแลท่าน? “ตอนนี้ยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น ตอนนี้คือขอให้ได้ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป เราพร้อมและก็มีเวลาพอ เพราะว่าในอาทิตย์นึงที่เราอยู่กับเขา จอยใช้เวลาว่างที่ไปเล่นละครต้องสั้น MV ต้องวันเดียวจบ หรืองานรีวิวมันก็จะแค่สั้นๆ เพราะเรารู้ว่าหน้าที่เราคืออะไร”
ตลอดชีวิตในวงการ คนจะมองว่าเป็นภรรยาเจ้าสัวหมื่นล้าน? “ที่ผ่านมาจอยก็กลัวว่าคนอื่นเขาจะคิดอย่างนั้น มันทำให้เราใช้ชีวิตมันลำบากขึ้น จอยเลือกที่จะไม่บอกใคร เราก็สบายๆ จะได้ไม่เป็นจุดสนใจ แต่ก็ไม่ได้คิดปิดบัง แต่ว่าเขาจะคิดต่างๆ นานา ว่าเราน่าจะเป็นไอ้นั่นไอ้นี่ เหมือนเขานินทาเรา แต่เขาจะนินทาว่าจอยเป็นหนึ่ง เป็นสอง ก็ปล่อยเขานินทาไป เพื่อความสบายใจของสามีเรา แต่ ณ วันนี้ต้องบอกก็คือบางคนคิดไปต่างๆ นานาว่าเราเป็นอะไรต่อมิอะไร”
ในเรื่องนี้ทางข้อกฎหมาย เราเจรจาอะไรได้บ้าง? ทนาย “การดำเนินการทางกฎหมายต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง พยานหลักฐานครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จะต้องไปดูข้อเท็จจริง พยานหลักฐานก่อน ถึงจะให้ความเห็นได้ว่าแนวทางไปยังไงได้ ส่วนเรื่องของการเจรจา การพูดคุย มันสามารถทำได้กันทุกฝ่ายอยู่แล้วครับ”
หมายความว่าต้องมีหลักฐานว่าฝ่ายนั้นดูแลท่านไม่ดีจริงๆ? ทนาย “คือเรื่องการจะดูแลคนที่มีบุญคุณ มันเป็นหน้าที่ของภรรยาของทุกคนนั่นแหละ แต่ว่าการที่จะเข้าไปดูแลใคร แล้วอีกคนนึงเขากีดกันตรงนี้ ถือว่าเหมือนไม่ได้ให้โอกาสอีกคนได้ทำหน้าที่ในฐานะที่เขาเป็นภรรยาครับ”
พอมีข่าวออกมา มีการพูดคุยเพิ่มขึ้นกับทางฝั่งนั้นบ้างไหม? “มี ทางฝ่ายนั้นติดต่อมาบ้าง แต่ไม่ได้มากับตัวจอยโดยตรง แต่มาจากทางอื่น แต่ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของการคุยกับท่านทนายดีกว่า เพราะตอนนี้เราพยายามจะคุยกับเขาแล้วเขาไม่คุยกับจอยเลย แล้วไม่อยากจะเข้าไปทะเลาะกัน ส่วนจะคุยต่อไป หรือจะติดต่อไหมอันนี้เดี๋ยวต้องรอดูค่ะ เพราะว่าแค่อยากเจอท่าน และอยากให้สบายใจ สิ่งไหนที่เขาชอบ สิ่งไหนที่ทำ คืออยากให้ทำไปเลย เขาทำงานมาขนาดนี้ ทำไมต้องไปจำกัดความสุข ในความรู้สึกเรา มันน่าจะทำอะไรได้เต็มที่”
แล้วถ้าเกิดมันเจรจากันไม่ได้ คิดว่าจะใช้กฎหมายในการคุยกันยังไงบ้าง?
ทนาย “ให้มันผ่านขั้นตอนแต่ละเรื่องไปก่อนครับ ยังไม่สามารถที่จะไปพูดอะไรล่วงหน้าได้ ครับ”
ข้อสิทธิ์ทางกฎหมาย ระหว่างภรรยากับสามีที่อยู่กันมา 30 ปี ไม่มีใบทะเบียนสมรส ใครจะเป็นสิทธิ์อันดับแรก? ทนาย “อันนี้ผมขอเลี่ยงให้ความเห็นทางด้านกฎหมายนะครับ แต่ความเป็นภรรยาก็ต้องดูแลกัน ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมของสังคมไทย เขาเป็นภรรยาคนหนึ่ง เป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลกัน ว่าสามีภรรยาจะคุ้มครองดูแลกัน
เพราะฉะนั้นคนที่ดูแลจะได้รับประโยชน์มากที่สุด ภรรยาก็ได้ดูแล ส่วนเขาเห็นว่าทางท่านผู้ใหญ่คนนี้เป็นคนที่มีบุญคุณกับเขา เขาก็อยากดูแลด้วย คนที่ได้รับประโยประโยชน์มากที่สุดก็คือท่านผู้ใหญ่นี่แหละครับ ไม่ควรที่จะ กีดกัน เพราะว่าการดำเนินการเหล่านี้ คนที่เสียประโยชน์ไปก็คือท่านผู้ใหญ่”
อยู่ด้วยกันมา 30 ปี มีหลักฐาน หรือว่ากระบวนการไหนบ้าง ที่จอยเข้าไปดูแลได้? ทนาย “ทุกวันนี้สามารถดูแลได้อยู่แล้วครับ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะมองว่ายังดูแลได้ไม่เต็มที่ ทางนี้มองว่าเขาสามารถดูแลได้ดีกว่านั้น เพราะฉะนั้นควรให้โอกาสทางคุณจอย ไม่ควรที่จะมากีดกัน”
ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา จอยอยู่บ้านเดียวกับท่านตลอดไหม? “เราก็จะมีบ้านของจอยด้วย ท่านก็จะมาอยู่ แต่หลังโควิดก็ต้องกลับไปอยู่บ้านคุณแม่เขา คือเป็นรวม มีญาติอยู่หลายหลัง แล้วก็มองว่าการที่มีญาติ ถ้าเราไม่อยู่ เขาก็จะดูแลแทนเราได้แค่นั้นเอง แต่ว่าไม่ว่าบ้านหลังไหน จอยก็นอนได้หมดเลยค่ะ”
ถ้าเกิดสุดท้ายแล้วพูดคุยกันไม่ลงตัว พร้อมจัดการไหม? “มันต้องเป็นลำดับไป”
มีเดดไลน์ไหม ว่ากำหนดเมื่อไหร่? “ไม่แน่ใจเลยค่ะ เราก็ลองดูก่อนว่าได้ไหม”
ถ้าเกิดว่ามันมีการจัดตั้งผู้ดูแลมรดก หรือว่าทำพินัยกรรม? ทนาย “อันนี้เวลาศาลพิจารณาเรื่องนี้ก็ต้องดูพยานหลักฐานครับ แล้วผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะไปยื่นคำร้องด้วย ต้องเป็นผู้ที่ เอ่อ กฎหมาย ให้สิทธิ์ไว้ถึงจะยื่นได้ครับ”
ในกรณีที่ท่านป่วยเป็นอัลไซเมอร์ มันมีผลต่อการจัดตั้งไหม? ทนาย “ตรงนั้นมันต้องไปพิสูจน์กันว่าถึงขนาดที่มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนไร้ หรือว่าคนเสมือน หรือว่าจะแต่งตั้งผู้อนุบาล ศาลจะต้องเป็นคนพิจารณาครับเรื่องนั้น”
จอยสามารถเปิดภาพ เปิดข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ได้ไหม เพื่อแบบแสดงตัวตนว่า เราเป็นภรรยาจริงๆ? “ได้ แต่ขอไม่ตรงนี้ได้ไหม แต่มีรูปถ่ายไปเที่ยวด้วยกัน ดำรงชีวิตอยู่ในบ้านด้วยกัน แต่ถามว่าถ้าสุดท้ายแล้วเราเข้าไปไม่ได้จริงๆ เราพร้อมจะเปิดไหม จริงๆ ไม่ต้องเปิดให้เขาดูหรอกค่ะ เพราะเขาเป็นคนส่งให้หนูเอง พอเราไปเที่ยวด้วยกัน เขาเป็นคนถ่ายให้เอง เขารู้อยู่แล้ว ทุกอย่างเขารู้อยู่แล้ว แค่ตัวจอยไม่รู้ว่าทำไมถึงเราดูแลควบคู่กันไปไม่ได้แค่นั้นเอง”
วันนี้ได้ออกมาเปิดเผยว่าเราเป็นภรรยาเจ้าสัว ความลับที่เราเก็บเอาไว้ ได้ปลดล็อกอะไรไหม? “เผื่อมีใครเข้าใจผิด ที่ปิดๆ บังๆ ลับๆ มาอย่างงี้ อย่างน้อยก็สบายใจ ที่เราไม่ได้ทำผิดกฎอะไรของใครนะ เพียงแต่ว่าในตอนนั้นมันไม่ได้เหมือนโซเชียลตอนนี้ มันอาจจะเรื่องปกปิด พูดง่ายๆ อายุ 20 กว่า ฉันมีสามีแล้ว มันก็ยังไม่แก่ แต่ตอนนี้เราก็แก่แล้ว เราอาจจะบอกได้ แต่ถ้ามันไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ จอยก็คิดว่าคงไม่ได้มานั่งบอกตรงนี้หรอก”
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ท่านเจ้าสัวเคยให้เป็นเงินเดือน หรืออะไรบ้างไหม? “ให้ปกติอยู่แล้วค่ะ สามีต้องให้อยู่แล้ว แต่จอยไม่อยากได้เป็นเงินเดือน จอยบอกว่ารวมไปเลย ปีนึงเลย เพราะเวลาเป็นก้อน เราสามารถเอาไปให้ครอบครัวได้ เราก็ประหยัดเอา จะได้เป็นปี จอยบอกเขาเองว่าจอยขอเป็นปี เพราะว่าอันนี้อยากให้พ่อไว้ เพราะเวลาเป็นเดือนแล้วมันน้อย ไปซื้ออะไรใหญ่ๆ ไม่ได้ ทีนี้พอรวมเป็นก้อนใหญ่ แล้วโดนตัดชึ้บเลย ตอนนี้ก็โดนตัดไปแล้ว 2 ครั้ง ที่ไม่ได้ หมายถึงในปี แล้ววันเกิดที่ปกติจะต้องได้”
ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้เจอท่านมา เงินตรงส่วนนี้เคยได้ก็โดนตัดไปแล้ว? “โดนตัดไปแล้วค่ะ โดนตัดพร้อมกับไม่ต้องเข้าบ้านนั่นแหละ”
รายได้ตรงนี้มันกระทบกับเราเยอะไหม? “เหมือนเราไปทำงานสักที่หนึ่ง แล้วบอกว่าตกลงโดนไล่ออกนะประมาณนั้นน่ะ มันค่อนข้างช็อก ที่ว่าวันนี้เป็นวันที่จอยไม่ได้เจอเขาแล้ว 30 ปีมันเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดแล้ว เรียกว่ามันกึ่งจะบ้า กึ่งเสียใจ น้ำตามันตกข้างใน แล้วเราต้องทำอะไรต่อ มันหลายๆ เหตุผลอยู่ในใจของเรา แต่บางครั้งเราต้องไปร้องเพลงเพื่อสนุก ไม่รู้จะไปอธิบายให้ใครฟัง เพราะว่าตลอดระยะเวลาไม่เคยเล่าให้เพื่อนคนไหนฟังเลย”
จอยกับท่านเจ้าสัวไม่ได้มีทายาทด้วยกัน? “ไม่มีค่ะ เคยทำแล้ว แต่ไม่ติด เพราะว่าท่านเป็นเบาหวาน”
ถ้าวันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากจะเรียกร้อง ทำใจไว้ไหม? “ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีสองอย่างเสมอ ก็คงจะต้องไปตามนั้นแหละ เราไม่รู้ว่าอะไรยังไงต่อ แต่แค่อยากได้เจอเขาก่อนที่อะไรมันจะดูแย่ลงไปกว่านี้”
อยากพูดอะไรกับสามี และหลานของเขาไหม? “จอยเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความรักนะคะ แล้วก็อยากให้ความรักสมหวังตลอดไปอย่างที่เราเริ่มต้นมีความรักกัน สงสารจอยเถอะ (ร้องไห้) ถ้าเกิดว่าคุณคนนั้นมีครอบครัว แล้วต้อง ตกอยู่ในสภาพแบบจอย ขอความกรุณาให้ได้เจอเขา อย่าทำแบบนี้กับเราเลยนะคะ อย่างน้อยเราเป็นผู้หญิงที่ไม่มีพิษมีภัย ไม่มีการจะเข้าไปทำลายอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ขอทำหน้าที่ เหมือนกับที่ทำปกปิดมาเป็นเวลานาน ให้ท่านมีความสุขก่อนท่านจะอะไรไปตามสัญญา ก็พอใจแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ”