วันที่16 พค. ที่ ชั้น 5 ดิ เอ็มควอเทียร์ มีการจัดงาน “The Mall Health & Beauty Expo 2018” โดยในงานมีนางเอกสาว “ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์” มาร่วมงานหลังจบงาน นางเอกสาวได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องเตรียมไปขึ้นศาลบ่ายวันนี้ คดีเรื่องบ้าน พร้อมแจงดราม่าทั้งเรื่องกลับมาคืนดีกับพี่สาวและดราม่าเรื่องใส่ชุดไม่เหมาะสมไปดูไบ
โดยขวัญ เผยว่า “วันนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้ขึ้นศาล วันนี้เราจะต้องไปเบิกความด้วยตัวเอง เป็นคดีเรื่องบ้าน จากครั้งก่อนได้ไปอะไรกันเรียบร้อยเขาก็ต่อสู้ว่าเขาไม่ผิด เราอยากให้เคสนี้เป็นกรณีตัวอย่าง อยากบอกว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ บางครั้งเราให้เกียรติคนทำงานเราก็ต้องไปเช็คด้วยตัวของเราเองจริงๆอย่าไปเชื่อคำพูดว่าเรียบร้อยค่ะ โอเคค่ะ สวยค่ะ อย่าไปเชื่อคำหวานของคนเพราะมันคือคลิปที่รุนแรงมาก”
เรื่องบ้านเป็นคดีที่คาราคาซังมานานรู้สึกอย่างไรบ้าง
“ไม่รู้สึกอะไรแค่อยากทำให้ทุกอย่างเข็ด ไม่อยากให้เขาไปทำกับใครอีก สิ่งที่เราทำไป ถ้าในวันที่ไกลเกลี่ย เขาขอโทษหรือว่าสำนึกผิด เราก็จะไม่ดำเนินเรื่องต่อ เรื่องเงินที่เราเสียไปมันก็ส่วนหนึ่ง เราก็อยากเดินไปข้างหน้า แต่ถ้าเกิดเขาทำอย่างนี้กับคนอื่น เงินจำนวนนี้มันคือบ้านของคน ไม่ควรทำโดยเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง”
เราแค่อยากให้เขาสำนึกผิด
“ใช่ค่ะและไม่อยากให้เขาไปทำกับคนอื่นอีก เงินที่ขวัญเรียกร้องไป ไม่เท่ากับครึ่งหนึ่งที่ขวัญได้สูญเสียไป แต่ไม่ขอพูดถึงจำนวนเงิน ที่รุนแรงมันคือความรู้สึกของเรา ที่เราไว้ใจให้เขามาทำในที่ที่ปลอดภัยของเรานั้นคือบ้าน บวกกับไม่มีความรับผิดชอบใดใดเลย”
เป็นคดีอาญาหรือแพ่ง
“คดีแพ่งค่ะ ความรู้สึกในการไปสตางค์แรกก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ชีวิตไปเรื่อยๆ วันนี้ตอนเช้าเราเป็นนักแสดง ตอนบ่ายแล้วก็เป็นนักเรียน เรียนรู้การที่เราจะคุ้มครองชีวิตของตัวเราเอง”
มั่นใจในหลักฐานของเรามากแค่ไหน
“ทุกอย่างให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาของศาลแล้วกัน เพราะเราได้เตรียมหลักฐานทุกอย่างไปพร้อมหมดแล้ว ขวัญอยากให้คนที่เป็นลูกค้าหลังจากขวัญให้ทุกคนไปดูแลบ้านที่คนผู้นี้เป็นผู้รับเหมา อย่าทำผิดพลาดเหมือนอย่างขวัญ นี่ 2 ปีแล้ว ยังไม่ได้อยู่บ้านเลย การสร้างใหม่ไม่ยากเท่ากับการซ่อมแซมแล้วช่างก็ไม่มีใครอยากไปทำเพราะมันคืองานแก้”
แม่ว่าไงบ้าง
“วันนี้แม่ไปเพื่อน ให้แม่อยู่ข้างหลังวันนี้เราต้องมาเป็นกำบังให้กับคุณแม่ของเรา แล้วหลังจากนี้ก็คงมีการสืบพยานกันต่อไป ถามว่าวันนี้จะจบไหมฝันว่าเค้าคงบินไปเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไร เราก็ทำทุกอย่างเป็นไปตามเนื้อเรื่องให้มันถูกต้อง”
รู้สึกอย่างไรบ้านที่เราจะเข้าไปอยู่มีปัญหาไม่จบ
“มันคือชีวิต ไม่มีอะไรประสบความสำเร็จโดยไม่มีอะไรมาขัดขวาง ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตอนนี้การซ่อมแซมก็คืบหน้าไปเรื่อยๆ แต่ว่าพอซ่อมแซมไปเรื่อยๆ มันก็ไปเจอเรื่องอย่างล่าสุดเจอสายไฟที่ไม่ตรงสเป็คทำเสร็จก็ต้องรื้อใหม่หมดทั้งหลัง มันเป็นเรื่องบันเทิงแล้วค่ะ”
ถามถึงที่เราไปอวยพรวันเกิดพี่สาว คนก็มองว่าครอบครัวกลับมาแฮปปี้กันเหมือนเดิมแล้ว
“ก็เลือดค่ะ ยังไงก็เป็นสายเลือด อาจจะเคยมีกระทบกระทั่งกันบ้างแต่ว่าก็คือเลือดเนื้อเดียวกัน เลือดเนื้อเชื้อไขเรา ”
ได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว
“ทราบทุกเรื่องแล้วค่ะว่าอะไรผิดอะไรถูก เราเคลียร์กันมาช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ว่าเรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างก็เข้าใจในเรื่องที่มันถูกต้อง ”
เปิดอกคุยกันเลย
“ใช่ค่ะ”
กลับมาเป็นพี่น้องที่เข้าใจกันเหมือนเดิม
“ใช่ค่ะ ”
มันมีจุดไหนไหมที่ทำให้เราหันหน้ากลับมาคุยกัน
“อันนี้ขวัญไม่ขอพูดแล้วกันค่ะ เพียงแต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี เราก็เข้าใจพี่เรา แล้วพี่เราก็ไม่ได้ผิด เราคุยกันมาตลอดเรื่อยๆอยู่แล้วแต่ว่าบางอย่างคนภายนอกอาจไม่ทราบแล้วขวัญไม่สามารถพูดได้ทุกเรื่อง ”
พอกลับมาคุยกันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
“ยังไงเราก็รักกันอยู่แล้ว เพราะว่าเรามีกันแค่4คน แล้วตอนนี้คุณพ่อไม่อยู่ เราผิดเองที่เราไม่ได้หนักแน่นพอที่เราจะจับมือไปด้วยกัน”
ขวัญเป็นฝ่ายขอเคลียร์เอง
“ใช่ค่ะ เราก็คุยกับพี่เรา แต่ของขวัญวันเกิดพี่ยังไม่ได้ให้เลย เดี๋ยวค่อยให้ทีเดียวค่ะ ให้ของขวัญใหญ่ทีเดียว แต่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นอะไร แต่ว่ามีแพลนจะไปหาพี่แก้ว ”
ก่อนหน้านี้มีคนแอนตี้พี่แก้ว ขวัญจะแก้ความเข้าใจยังไง
“ก็ตอนแรกขวัญก็เข้าใจแบบนั้นเหมือนกัน แต่เรื่องภายในครอบครัวขวัญก็พูดไม่ได้ แต่ว่าเราว่าเข้าใจว่าเรื่องมันไม่มีอะไรข้นไปกว่าเลือด เพียงแต่ว่าเราอาจเข้าใจผิด ”
แม่ว่าอย่างไรบ้าง
“คุณแม่เป็นคนเดียวที่ไม่เคยแสดงออกไม่ว่าเรื่องลบหรือว่าเรื่องบวก คุณแม่เป็นคนที่นิ่งมากๆ คุณแม่ก็เหมือนเป็นเสาหลักของบ้าน เป็นศาลยุติธรรมเพราะพ่อไม่อยู่แล้วจะเอนเอียงไปไหนก็ไม่ได้ ”
พอเราจะไปหาพี่แม่ว่าอย่างไรบ้าง
“ขวัญต้องรอให้ละครปิดกล้องก่อนค่ะ ตอนนี้ใกล้ปิดแล้ว คุยกับทางพี่แก้วว่าเราจะรีบไป ”
ถามถึงดราม่าเรื่องที่ใส่ชุดไปประเทศดูไบ แล้วโดนวิจารณ์ว่าดูไม่เหมาะสม
“อันนี้ต้องอยากให้คนที่เข้าพูด หรือก่อหวอด ลองไปสถานที่ที่นั้นก่อนแล้วเขาจะเข้าใจ ว่าพื้นเพที่นั้น สถานที่ที่นั้น ยุคสมัย ทุกสิ่งอย่าง สิ่งแวดล้อม มันเป็นยังไงแล้วเขาจะแบบ แล้วเขาจะไม่พูดแบบนั้น ”
เห็นดราม่าแล้วรู้สึกอย่างไร
“เขาอาจจะไม่ทราบ แล้วคนที่ไม่ทราบเขาไม่ผิดที่เขาไม่รู้เฉยๆ ”
เราเช็ครายละเอียดแล้วเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตัว
“ใช่ค่ะ เหมือนกับว่าทุกคนมาประเทศไทยแล้วต้องใส่สไบทุกคนหรือเปล่า มันอยู่ที่สถานที่ กาละเทศะ คนที่เขาไปใช้ชีวิตที่นู้น เห็นที่นู้น เขาจะเห็นว่ามันเป็นยังไง อย่างที่บอกคนไม่ทราบไม่รู้เขาไม่ผิดหรอกค่ะ”
เราเห็นคอมเม้นต์เหล่านั้นเองหรือเปล่า
“ไม่ค่ะ ขวัญไม่ได้ส่องเปิดตลอดเวลาขนาดนั้นแต่ว่าเราก็เป็นคนมีเพื่อนเนอะ เพื่อนก็จะส่งมา ”
รู้สึกอย่างไรบ้างที่อุษามณีทำอะไรก็ผิด
“มันก็ทำให้เราสตรองมากขึ้น คือบางอย่างเวลาที่เรารู้สึกเหนื่อยเราก็มีน้ำเย็นที่อยู่ข้างๆเรา มีเหมือนวันที่เรามืดมน เราก็ยังเห็นดาวที่สุกสว่างกับเราเสมอ ”
พอเจอดราม่านี้มันทำให้เราระวังเรื่องการแต่งตัวมากขึ้นไหม
“มันไม่ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตขวัญขนาดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันคือภายนอก เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ ขวัญไปขวัญตั้งใจไปทำอะไร เรื่องราวดีๆทำไม่เห็นมีคนพูด เราเอาเครื่องสำอางเราไปต่างประเทศ ทุกคนน่าจะดีใจ ภูมิใจ ทำไม่ไม่พูด ทุกคนต้องอยู่กับการเหยียบย่ำไม่ใช่จับผิดนะ มันคือการเหยียบย่ำคนอย่างเดียวหรือ ทำไมสังคมคนไทยถึงไม่ให้กำลังใจกัน ไม่เชิดชูกัน ไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราไปยกย่องคนอื่นประเทศชาติคนอื่น แต่ว่าเรามาเหยียบย่ำกันเอง มันเป็นสิ่งที่ถูกแล้วหรือ ลองกลับไปคิดดูดีกว่า”
ขวัญไม่ได้ตอบกลับคนที่มาเม้นต์
“ไม่สนใจค่ะ อยู่เงียบๆ ดีกว่า ขวัญว่าสิ่งที่ขวัญทำตรงนั้ยขวัญมีประโยชน์มากกว่า ”
ไม่ใส่ใจ
“สะบัดบ๊อบ (หัวเราะ) ”
ยิ้มสู้ดราม่าที่ตามมา
“ไม่ได้ยิ้มสู้หรอกค่ะ ขวัญไม่ได้สบายใจกับการที่คนไม่ได้รักขวัญ ไม่ชอบขวัญหรอก เพียงแต่ว่าขวัญเลือกที่จะตัดรอนว่าอะไรเรื่องไหนควรที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตขวัญ มากกว่า”
ขอบคุณรูปไอจี ขวัญ





