‘เจสัน มราซ’กับวิถีชาวสวนที่ทำให้เรียนรู้เรื่องความอดทน
‘เจสัน มราซ’กับวิถีชาวสวนที่ทำให้เรียนรู้เรื่องความอดทน – กลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง พร้อมคอนเสิร์ตใหญ่ เจสัน มราซ กู๊ด ไวบ์ส ทัวร์ (Jason Mraz Good Vibes Tour) ให้แฟนเพลงได้ฟีลกู๊ด กันไปเมื่อค่ำคืนก่อน พร้อมกันนี้หนุ่มนักร้องนักแต่งเพลงอารมณ์ดี เจสัน มราซ ยังเปิดโอกาสพูดคุยอย่างกันเอง กับแง่มุมของการเป็นศิลปินที่ใส่ใจต่อโลกใบนี้

- จากการทำงานมาหลายปี ผ่านประสบการณ์หลากหลายมีอะไรที่ต่างกันไหมตั้งแต่ตอนเริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน
“ไม่แตกต่างเลย ผมเดาว่าผมคงมีความมั่นใจในตัวเอง มากขึ้น แต่อย่างอื่นแทบไม่ต่างเลยในฐานะของศิลปิน เขียนเพลงทำอัลบั้ม ออกคอนเสิร์ต มาจนถึงทุกวันนี้กว่า 20 ปีแล้ว”
- เป็นที่รู้กันว่าคุณเข้มงวดในการรับประทานอาหารมาก เวลาที่คุณเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตในประเทศต่างๆ คุณยังเข้มงวดตลอดหรือไม่
“ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็ใช่ ผมเป็น ควอลิเทเรียน เคยได้ยินกันไหม นั่นคือการกินอาหารดีมีคุณภาพ เพราะอาชีพของผมคืออยู่ตรงนี้ในวันนี้ อย่างมีสุขภาพดี และพร้อมที่จะร้องเพลง หากผมกินอาหารไม่ดีก็คงไม่สามารถมาอยู่ตรงนี้เพื่อทำงานได้”

- มูลนิธิเจสัน มราซ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 และได้สนับสนุนหน่วยงาน การกุศล รวมถึงมูลนิธิ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ และการศึกษาในเด็ก โครงการไหนที่คุณเข้าร่วมแล้วรู้สึกว่าลืมไม่ลง
“ที่ยากจะลืมที่สุดคือตอนเดินทางไปพม่าในปี 2012 เพื่อสร้างความตระหนักถึงวิกฤตการค้ามนุษย์ ผมมีโอกาสพูดคุยกับเหยื่อผู้รอดชีวิต และเมื่อได้รับรู้เรื่องราวที่น่าหดหู่ มันก็ยากที่จะลืม นอกเหนือจากงานด้านสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผมโฟกัสงานของมูลนิธิด้วยแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจในด้านต่างๆ ผมเป็นคนแต่งเพลง เป็นศิลปิน นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้คนได้มากกว่าด้วยวิธีนี้”
- รู้มาว่าคุณมีสวน อโวคาโด คุณอยากลองปลูกผลไม้ไทยบ้างไหม
“จริงๆ แล้วผมปลูกมะม่วงที่นั่นด้วย แล้วก็มี มะละกอ กาแฟ กล้วย แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าผมปลูก อโวคาโด แต่ในสวนรวมๆ แล้วมีพืชผลไม้มากกว่า 50 ชนิด”
- คุณสร้างสมดุลในชีวิตการเป็นศิลปิน กับทำสวน อย่างไร
“ผมแบ่งตามฤดูกาล เหมือนกับเกษตรกรที่มีฤดูกาลปลูก-เก็บเกี่ยว ผมเองก็มีฤดูกาลทัวร์คอนเสิร์ต เมื่อผมกลับบ้านผมจะตรงดิ่งไปทำสวนเลย มันเป็นความแตกต่างที่ยอดเยี่ยมนะ ตอนทัวร์ผมบินไปที่โน่นที่นี่ อยู่ในโรงแรม ดนตรีของผม เสียงของผม ทุกอย่างอยู่ในอากาศ แต่การทำสวนคือการอยู่กับพื้นดิน มือสัมผัสกับสิ่งที่จับต้องได้ ผมรู้สึกว่าทั้งสองอย่างเข้ากันได้ดี”
- อะไรเป็นสิ่งที่คุณชอบในการเป็นชาวสวน
“คุณอาจทำหลายๆ อย่างได้ในวันเดียว แต่คุณไม่สามารถทำทุกอย่างให้เสร็จในวันเดียว นี่คือสิ่งที่ผมชอบ มันเป็นแรงบันดาลใจ และทำให้เรียนรู้ถึงการมีความอดทน คุณปลูกมะม่วงวันนี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะได้กินในปีเดียวกัน อาจต้องรอ 5-6 ปี สิ่งนี้สอนผมเยอะมากในฐานะศิลปิน บางครั้งก็ต้องใช้เวลาเพื่อให้ผลงานได้เติบโต ซึ่งหลายเพลงและหลายโครงการที่ผมทำก็มาจากความเข้าใจที่จะอดทน และรอให้ผลงานสุกงอม”
- มีคนรุ่นใหม่และแฟนๆ จำนวนมากยกให้คุณเป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจ คุณมีคำแนะนำทั้งในฐานะศิลปินและคนคนหนึ่งที่จะบอกพวกเขาไหม
“พยายามอยู่ในจุดที่สูงกว่า ลงมือทำอย่างเต็มที่ ทำงานให้หนัก รู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ ทำงานให้หนักอีก และสนุกไปกับทุกๆ กระบวนการที่ผ่านเข้ามา การเป็นศิลปินนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณจะลงเอยที่จุดไหน แต่เป็นระหว่างการเดินทางใน สิ่งที่คุณเลือกต่างหาก นั่นคืองานหนัก นั่นคืองานจริงๆ”

- ได้กลับมาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยอีกครั้ง รู้สึกอย่างไรบ้าง และมีอะไรอยากจะบอกถึงแฟนๆ ชาวไทยบ้าง
“ขอบคุณครับ ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างถึงที่สุด ผมรู้ว่าผมอยู่ไกลจากบ้านมากๆ ดังนั้นจึงถือเป็นเกียรติที่ผมได้รับโอกาสพิเศษให้มาแสดงที่นี่”
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก ไลฟ์ เนชั่น บีอีซี-เทโร และอินสตาแกรม jason_mraz