FAST&FURIOUS:HOBBS& SHAW
เร็ว…แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์
คอลัมน์ หนังเด่น
เร็ว…แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์ – ชื่อของหนังไม่ใช่ Fast 9 แต่เมื่อพิจารณาที่ลำดับการออกฉายที่ออกฉายหลัง Fast and Furious 8 น่าจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนังภาค 9 ของหนังชุด Fast

การมาของ Hobbs & Shaw เป็นการตอกย้ำว่าหนังชุดนี้มีการเติบโตและขยายขอบเขตทั้งในด้านทุนสร้าง รายได้ และเรื่องราว
จากตัวเลขทุนสร้างภาคแรกแค่ 38 ล้านดอลลาร์ กลายมาเป็น 250 ล้านของภาค 8 และจากรายได้ระดับ 200 ล้านของภาค 1-3 เป็นกว่า 1,500 ล้านของภาค 7

สำหรับ Hobbs & Shaw นั้น ผมประเมินว่าต้นทุนสร้างน่าจะอยู่ราวๆ 200 ล้าน บวกลบ ซึ่งเมื่อไปค้นข้อมูลบางแหล่งรายงานว่าอยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้ยังไม่สามารถสรุป แต่น่าจะไปถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ได้
ที่น่าสนใจก็คือ การขยายขอบเขตของเรื่องราว จากเรื่องแก๊งรถซิ่งที่ออกแนวอาชญากรรม กลายและขยายไปเป็นแนวอื่น

เช่นใน Fast 8 มีเรื่องราวเกี่ยวกับหัวรบนิวเคลียร์ และใช้ฉากเหตุการณ์หลายประเทศ (อาทิ คิวบา และรัสเซีย) ภาคนี้ก็เช่นกัน
ผมมองว่า Hobbs & Shaw ก้าวไปอีกหลายขั้น เมื่อมองในแง่แนวของหนังจนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการผสมเรื่องราวหลายแนว
ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการสร้างตัวละครผู้ร้ายให้มีลักษณะครึ่งคน ครึ่งเครื่องจักร ทำให้ดูคล้ายว่านำหนังคนเหล็กมาผสม
ประกอบกับมีการกล่าวถึงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงองค์ประกอบทางกายภาพ เช่น ห้องแล็บ และศูนย์ปฏิบัติการล้ำยุค ทำให้ดูเหมือนหนังไซไฟ

ในขณะเดียวกันการสร้างเรื่องให้เกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างประเทศ (ซึ่งมีผลไปถึงฉากสถานที่) ทำให้ดูเหมือนหนังสายลับ
และเมื่อมองที่การแก้ไขสถานการณ์ร้ายแรงระดับโลก ฮ็อบส์ กับชอว์ จึงมีหน้าที่ไม่ต่างจากเจมส์ บอนด์
หรืออาจกล่าวได้ว่า Hobbs & Shaw เป็นการผสมกันของบอนด์ กับคนเหล็ก โดยลดทอนความเป็นหนังรถซิ่งจนแทบไม่มีเหลือ

เมื่อนับช่วงการไล่ล่าบนท้องถนน ซึ่งเน้นเสน่ห์และแรงดึงดูดของรถยนต์และความเร็ว ผมนับได้ช่วงเดียว แต่ต้องยอมรับว่าฉากรถจักรยานยนต์ลอดใต้ท้องรถนั้นเป็นฉากเด็ดของหนัง
น่าเสียดายที่หนังใช้ประโยชน์จากฉากการไล่ล่าระหว่างรถกับจักรยานยนต์น้อยเกินไป

ตรงนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนดูจำนวนไม่น้อยผิดหวัง
ส่วนอีก 2 ช่วงใหญ่นั้น เป็นการไล่ล่าบวกการต่อสู้ โดยช่วงสุดท้ายทำได้ใกล้เคียงกับความเป็นหนังภาคต่อของ Fast

การใช้บทพูด เพื่อย้ำความไม่ชอบหน้ากันของ 2 ตัวละครเอก อาจเรียกเสียงหัวเราะได้ในฉากแรกๆ แต่หลังจากนั้นบอกได้คำเดียวว่า “เยอะเกิน”
และน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนัง “ยาวเกิน” ด้วย
โดย – กฤษดา