บอย น้ำตาจะไหล แต่งรอบ2 อาแมนด้า ยกเป็นผู้ชายดีที่สุดในโลก เร่งปั๊มทายาท ขอสอง

บอย น้ำตาจะไหล แต่งรอบ2 อาแมนด้า ยกเป็นผู้ชายดีที่สุดในโลก เร่งปั๊มทายาท ขอสอง

แต่งรอบสอง ชีวิตเปลี่ยนหลังเป็นสามีภรรยา ทะเลาะเดินหนี ขอเรียนภาษาเพิ่มทั้งคู่ – วันที่ 28 ก.ย. ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ นักแสดงหนุ่ม บอย พิษณุ นิ่มสกุล ควงภรรยาสาว อาแมนด้า แถลงข่าวงานแต่งงานที่จัดขึ้นครั้งที่สองอย่างเป็นทางการในไทย ซึ่งทั้งสองก็ได้ให้สัมภาษณ์ถึงโมเมนต์วิวาห์ในโบสถ์ที่สวีเดน พร้อมทั้งเผยถึงความรู้สึกที่มีต่อกัน หลังจากใช้ชีวิตร่วมเป็นคู่สามีภรรยา

การแต่งงานในครั้งนี้เป็นการจัดพิธีในประเทศไทย?
บอย : “ใช่ครับ จริงๆจัดที่สวีเดนไปแล้วหนึ่งครั้ง ก็ครั้งนี้ก็เหมือนจัดให้กับสังคมเราเนาะ อยู่ในกลุ่มเรา เพื่อนๆ คนรู้จัก ผู้ใหญ่ แล้วก็ให้พี่ๆสื่อด้วย”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

ยังตื่นเต้นอยู่มั้ย?
บอย : “ก็ตื่นเต้นอยู่ครับ จริงๆคือเขาก็ตื่นเต้น ผมก็ตื่นเต้นด้วย เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ออกสื่อด้วยกัน แล้วก็ต้องมานั่งสัมภาษณ์อะไรแบบนี้ก็ค่อนข้างตื่นเต้น แล้วงานถามว่าตื่นเต้นมั้ย ตอนแรกไม่ตื่นเต้น แต่ตอนนี้ก็เริ่มตื่นเต้นล่ะ เพราะก็ใกล้เวลา”

เล่าโมเมนต์ที่จัดในสวีเดนหน่อย เห็นจัดแบบเรียบง่าย?
บอย : “ใช่ครับ เรียบง่าย เพราะว่าส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวของอาแมนด้าเขาที่สวีเดน แล้วก็เป็นครอบครัวของผม แล้วก็มีเพื่อนไปนิดหน่อย บรรยากาศที่นั่นก็จะอบอุ่นเป็นกันเอง แล้วก็งานจะเป็นแบบ sit down dinner ถึงเวลาก็จะมีสปีชของแต่ละคน ของคุณแม่ ของคุณพ่อเขา ของผมของคุณแม่ผม ของญาติๆ ก็อบอุ่นแบบง่ายๆ แล้วก็เข้าโบสถ์กันครับ”

โมเมนต์เป็นยังไงตอนที่ให้คำมั่นสัญญา?
บอย : “โมเมนต์นั้นต้องยอมรับว่าเป็นโมเมนต์ที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตพอสมควร เพราะว่าก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งเราจะได้แต่งงาน แล้วก็ได้มีคนอีกคนหนึ่งเข้ามาในคู่ชีวิต ตอนสวมแหวนยิ่งตอนอยู่ในโบสถ์ยิ่งรู้สึกว่า ทุกอย่างมันเงียบเนอะ เพราะอยู่ในพิธีที่ค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็รู้สึกตื้นตันเหมือนกันครับ ตอนที่สวมแหวน น้ำตาไหล(ยิ้ม) คือน้ำตาไหลตอนที่เขาเดินเข้ามา”

พูดถึงคำมั่นสัญญา?
บอย : “คือมันเป็นแค่คำที่แบบว่าจะรับเขาเข้ามาในชีวิตเรามั้ย แล้วเราจะรับเขาเข้ามาในชีวิตมั้ย ในช่วงนั้นก็เราเคยดูแต่ในหนังนะ แล้วก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งคนอย่างผมจะมีภรรยาเป็นต่างชาติ(หัวเราะ) เพราะว่าภาษาอังกฤษผมโคตรยากเลย แล้วพอมันมาถึงวันนี้ก็แบบ เออ…มันเป็นจริง แล้วเราดูแต่ในหนังไง ที่แบบอยู่ในพิธีแต่งงานในโบสถ์ แล้ววันหนึ่งมันเป็นของเรา เราก็รู้สึกว่ามันก็แปลกๆนิดนึง แต่ก็มีความสุขสึกแบบประทับใจ”

อาแมนด้ารู้สึกยังไง?
อาแมนด้า : “รู้สึกดีที่มีโอกาสได้ไปแต่งงานที่บ้านเกิด เพราะตัวเราเกิดที่สวีเดน”

ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยามา 3-4 เดือนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?
บอย : “ก็ดีนะครับ จริงๆแล้วผมก็ว่าการเป็นสามีภรรยามันก็ดี เราก็ต้องห่วงคนที่อยู่ข้างกายเรามากขึ้น แล้วอะไรที่เรารู้สึกสนุกสนานลั้ลลาเกินไป ก็หายไป แล้วก็ไม่ได้มีความต้องการหรือว่าอะไร แต่จริงๆเป็นคนชอบอยู่บ้านอยู่แล้วด้วย เป็นคนชอบกลับบ้านอยู่แล้ว ไม่ชอบไปลั้ลลาที่ไหน เสร็จงานก็กลับบ้าน ใช้ชีวิตกันปกติ ทำกับข้าวทานกัน ตื่นเช้าเราก็ไปทำงาน เขาก็อยู่บ้าน”

ชีวิตเปลี่ยนไหม?
บอย : “มันก็เปลี่ยนนิดหนึ่งนะ แต่ผมไม่รู้ว่าที่มันเปลี่ยน มันเปลี่ยนเพราะว่าเราแต่งงานกัน หรือว่าเปลี่ยนเพราะผมอายุ 40 เพราะผมก็มีความรู้สึกว่าวัย 30 กับวัย 40 เราเคยผ่านมา มันก็โคตรแตกต่างเลย ความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป ยิ่งวันที่มีครอบครัวมันอาจจะถึงเวลาแล้ว ก็ถือว่าเป็นชีวิตแต่งงาน 3-4 เดือนที่มีความสุขดี”

ตัวอาแมนด้าต้องย้ายกลับมาอยู่ไทยไหม หรือบินไปบินกลับเรื่อยๆ?
บอย : “ก็ตอนนี้เขาก็บินไปบินมาไปหาครอบครัวเขานะครับ แต่หลักๆจะอยู่เมืองไทยครับ”

ตอนเป็นแฟนกับตอนเป็นสามีภรรยามันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
บอย : “มันแตกต่างพอสมควรเลย ก็คือเป็นแฟนเราจะดูแลกันมากหน่อย พอเป็นสามีภรรยาเราก็ดูแลกันน้อยลง (หัวเราะ) พูดเล่น ไม่แตกต่างนะ เพราะยังไงถ้าเรายังเหมือนเดิมอยู่ ความรู้สึกมันก็ยังเหมือนเดิม ที่แบบไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรมันมาก ให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ก็จะมีปัญหาเรื่องการพูดคุยกันหน่อยหนึ่ง อย่างที่บอก ผมก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมาก แต่ก็เข้าใจเขาค่อนข้างเยอะพอสมควร ถ้าไม่งั้นก็จะไม่แต่งงานกับเขา แต่ก็มีบางโมเมนต์ที่แบบว่าอยากอธิบายมากเลย มันติดตรงปาก แต่มันอธิบายไม่ได้ มันจะทำยังไงดี เดินหนีแล้วกัน(หัวเราะ)”

ช่วงเวลาที่ทะเลาะกันหรือไม่เข้าใจกันทำอย่างไร?
บอย : “ก็นี่แหละ ก็จะเป็นการอธิบาย ใช้เหตุผลมากกว่า เขาเป็นคนค่อนข้างมีเหตุผลเยอะมาก เยอะจนบางทีเราก็งง (หัวเราะ)”

ภาษาเป็นอุปสรรคสำหรับคู่เราเยอะไหม?
บอย : “ผมว่าไม่เยอะมากครับ ไม่เยอะ เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆเท่านั้นเอง ที่เราจะแบบติดเรื่องของการอธิบายเท่านั้นเอง”

ต้องไปเข้าคอร์สภาษาไหม?
บอย : “เข้าคอร์สอยู่(ยิ้ม)”

เขาเรียนรู้ภาษาไทยมั้ย?
อาแมนด้า : “ตอนนี้ฉันกำลังเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อที่จะพูดภาษาไทย และฉันก็กำลังเรียนรู้ที่จะอ่านและเขียนภาษาไทยด้วย”

เราประทับใจอะไรในตัวเขา ถึงเลือกเขาเป็นคู่ชีวิต?
บอย : “เหตุผลหลักๆเลยคือเขาเป็นคนรักครอบครัว เขาให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวค่อนข้างเยอะพอสมควร เขารักเรา รักครอบครัวเรา เขาเป็นคนรักสัตว์ ค่อนข้างมีจิตใจดี ที่สำคัญเขาเป็นคนค่อนข้างมีเหตุผล หลายครั้งที่เรามีปัญหากัน พอเราตัดสินใจที่จะคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร มันคือการใช้เหตุผลคุยกันมากกว่าใช้ความรู้สึกตัดสิน ส่วนใหญ่คนเราจะใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาแล้วมันไม่เคลียร์ สุดท้ายปัญหานั้นก็จะกลับมาในชีวิตอีก ถ้าเราทะลาะกันโดยไร้เหตุผล อาแมนด้าเขาจะเป็นคนถ้าเขาไม่พอใจหรือติดใจอะไรเขาก็จะถามก่อนจะเคลียร์ให้จบตรงนั้นเลย ไม่เก็บสะสมหรือเอามาพูดอีก จุดนี้เป็นอะไรที่เรารู้สึกว่าเคลียร์ดี น่าจะไปด้วยกันได้ดี”

คิดว่าบอยคือเนื้อคู่ของคุณมั้ย ทำไมถึงรักเขา?
อาแมนด้า : “ใช่ค่ะ เขาเป็นคนที่จิตใจดีที่สุดในชีวิตคนหนึ่งที่ฉันเคยรู้จัก เขาเป็นคนใส่ใจคนรอบข้าง ให้เกียรติทุกคน เป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก
บอย : “โอ๊ย น้ำตาจะไหล เอาจริงๆเขาก็พูดหวานๆ บ้าง แต่ไม่ได้พูดบ่อย ถ้าไม่มีใครถามก็ไม่พูด แต่ก็จะบอกเรื่อยๆ บอกเลิฟยูก่อนจะวางสายโทรศัพท์หรือก่อนจะออกจากบ้าน”

เรื่องทายาทบ้าง?
บอย : “เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผมต้องอธิบายให้เขาฟังว่าวัฒนธรรมของเราแตกต่างกัน ของเขาจะรู้สึกว่าเรื่องลูกเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถ้าคนไทยคือความรู้สึกใส่ใจกัน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันว่าจะมีลูกเมื่อไหร่”
บอย : “ผมก็อธิบายให้เค้าฟังว่าเราใส่ใจกันนะถึงได้ถามสารทุกข์สุขดิบว่ามีลูกเมื่อไหร่ จริงๆตอนนี้ก็พยายามเลยก่อนหน้านั้นเคยไปเช็คสเปิร์มตัวเองว่ามันยังโอเคอยู่หรือเปล่า 40 แล้วนะ ได้หรือเปล่า(หัวเราะ) ก็ยังได้อยู่ ก็ลองไปเรื่อยๆลองธรรมชาติไปเรื่อยๆ ผมอยากเสกเข้าท้องตอนนี้เลยแต่มันไม่ได้ ก็ต้องธรรมชาติไป(หัวเราะ)”

ใช้ชีวิตคู่อยู่ที่ไทยส่วนใหญ่หรือเปล่า?
บอย : “อยู่ที่ไทยครับ เค้าก็บินไปบินมาครอบครัวเค้าอยู่ที่โน่นด้วยปีนึงกลับสวีเดน2-3ครั้ง”

ตั้งเป้ามีลูกกี่คน?
บอย : “จริงๆผมคิดว่าหนึ่ง แต่เค้าบอกว่าสอง เพราะผมคิดว่าดับเบิ้ลค่าใช้จ่ายคูณสอง ตายๆ งาน 3000 5000 ก็ต้องรับแล้ว เค้าบอก2คนดีกว่า เค้าจะได้เป็นเพื่อนกัน ส่วนใหญ่คนสวีดิชครอบครัวหนึ่งจะมีลูกสองคนไว้ให้เป็นเพื่อนกัน ผมว่ามันก็ดี ถ้าได้สองคนก็โอเค ชายคนหญิงคน วันหนึ่งเค้าโตแล้วมีอะไรไม่บอกเรา จะได้ไปแอบถามอีกคนได้”

อาแมนด้าล่ะมีลูกชายคนหญิงคนโอเคไหม?
อาแมนด้า : “ฉันโอเคหมดขอให้ลูกแข็งแรง แต่ฉันมีพี่น้องผู้หญิง2คน และฉันก็รักพวกเขามาก เลยคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีพี่น้องโตไปด้วยกัน เลยอยากมีลูกซักสองคน”

อแมนด้าพร้อมจะเป็นแม่หรือยัง?
อาแมนด้า : “พร้อมค่ะ เมื่อถึงเวลาก็คิดว่าน่าจะมีลูก1หรือ2คน”

ได้ไปฮันนีมูนหรือยัง?
บอย : “ไปมาแล้วครับ ไปฮาวายมา แต่ไม่ได้น้องฮาวายกลับมา น้องไฮแอท รีเจนซี่นี่ล่ะ (หัวเราะ)”

ไปฮันนีมูนเรื่อยๆเปลี่ยนบรรยากาศไหม?
บอย : “ก็บอกว่าพยายามไปเรื่อยๆ ก็ต้องลองดูไป ก็พยายามอยากให้ได้เร็วที่สุดเพราะตัวผมก็ 41 แล้ว อาแมนด้าเค้า 32 เค้ายังมีโอกาส ตอนแรกเค้าแพลน 35 โอ้โหช่วยดูลุงด้วย ตอนนั้นเราก็ 45 ตอนนั้นถ้าลูกเดิน เราคงคลานแล้ว ก็จะพยายามให้เร็วที่สุด”

ถ้าปีนี้ลูกยังไม่มาจะพึ่งการแพทย์ไหม?
บอย : “ตอนแรก ที่คุยกับอาแมนด้าผมอยากพึ่งการแพทย์เลยแต่อาแมนด้าไม่อยากกดดันตัวเอง เลยขอธรรมชาติไปก่อนซัก 3-4 เดือน ค่อยลองไปหาหมอ ช้าสุดไปหาหมอน่าจะปีหน้า”

บทความก่อนหน้านี้สลดวันสารทเดือนสิบ! ตา81ทุบยายคู่ชีวิตตายคามือ คว้าผ้าขาวม้าผูกคอตายตามอีกศพ
บทความถัดไปลดใช้โฟม-พลาสติกจัดปั่นใจเกินร้อย-Bike 4 All สนามสุดท้าย