ปิดท้ายปี ย้ง ทรงยศ ส่งเพลงตรงชีวิตผ่านหนัง HUMAN ERROR เจเจ-กัปตัน-ไอซ์

ปิดท้ายปี – เป็นโปรเจ็กต์ที่นาดาว บางบอก จัดขึ้นตามโปรเจ็กต์คนสร้างหนัง หนังสร้างเพลง โดยมีคุณย้ง ทรงยศ เข้ามาเป็นผู้กำกับ ให้กับโปรเจ็กต์ที่มีชื่อว่า “HUMAN ERROR” เป็นการดึงตัวศิลปินจากนาดาว ทั้ง 3 คนมาร่วมโปรเจ็กต์ ได้แก่ เจเลอร์ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, กัปตัน ชลธร คงยิ่งยง และไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต มาร่วมทำเพลง และหนังในไตรมาส 3 เดือนสุดท้าย ซึ่งก็มีการถ่ายทำถึงนิวยอร์ก โดยเพลง เพลงแรกที่ถูกปล่อยตัวออกไปก่อนใคร คือเพลง EMPTY KING ทั้งนี้ ผู้กำกับยอดฝีมือ อย่างย้งทรงยศ ก็ได้นำศิลปินทั้งสามมาสัมภาษณ์ในงาน เปิดโปรเจ็กต์พิเศษ HUMAN ERROR ALBUM ที่นาดาวบางกอก สุขุมวิท31

โปรเจ็กต์ “HUMAN ERROR” เกิดขึ้นมาได้ยังไง?
ย้ง : “เริ่มต้นจากแกรมมี่มีโปรเจ็กต์ที่เขาอยากทำ ชื่อโปรเจ็กต์ว่าเพลงสร้างหนัง หนังสร้างเพลงครับ ที่จะชวน 12 ศิลปินมาทำ 12 เพลงในแต่ละเดือน แล้วก็สนใจว่าในสามเดือนสุดท้ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อยากชวนน้องๆนาดาวที่น้องเพลงได้ ก็คือเจเจ, กัปตัน แล้วก็ไอซ์ ตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสดี พอหลังจากนั้นจบโปรเจ็กต์ไนน์บายนายแล้วน้องได้โอกาสทำงานเพลงต่อ ก็ถามเด็กๆแต่ละคนว่าสนใจโปรเจ็กต์นี้ไหม ทุกคนสนใจก็เลยได้เข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้ทางแกรมมี่ครับ ทีนี้พอเอาน้องๆไปร่วมในโปรเจ็กต์ทำเพลงกับแกรมมี่แล้ว แกรมมี่ก็เลยถามต่อว่า นาดาวสนใจไหมที่จะมาช่วยทำหนังสั้นเอ็มวี เพราะว่าน่าจะรู้จักตัวตนของน้องดี แล้วโปรเจ็กต์นี้มันเป็นซิงเกิลที่น้องๆเติมแอดติจูดแล้วก็ความคิดลงไปในเพลง ประเด็นที่จะพูดออกไป”

ปิดท้ายปี

โปรเจ็กต์คนสร้างหนัง หนังสร้างเพลง

ในส่วนของเพลงและภาพยนตร์เราแบ่งการทำงานยังไง?
ย้ง : “จริงๆอย่างที่บอกเพลงสร้างหนัง หนังสร้างเพลง แล้วโปรเจ็ต์นี้มันเป็นโปรเจ็กต์ที่แกรมมี่ชวน 9 ศิลปินแรก จะเป็นศิลปินที่เขาเป็นคนในวงการทำเพลงทำดนตรีกันอยู่แล้ว นี่แหละก็เป็นโอกาสที่ดี จะได้ผลักดันให้น้องได้ลองทำงานกับมืออาชีพจริงๆ ที่โตกว่า หมายถึงว่าอยู่ในโปรเจ็กต์เดียวกันนะครับ ทีนี้พอเรารู้ว่าศิลปินท่านอื่นเป็นมืออาชีพทั้งหมดแล้วก็มีโปรดิวเซอร์ที่จะไปทำเพลงกับน้อง พี่รัฐ Tattoo Colour ก็เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงในวงการ ตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่าโปรเจ็กต์นี้ตอนทำเพลงน่าจะเป็นการทำเพลงที่ยังไม่มีกรอบ หรือโจทย์ใดๆ ให้น้องอินพุดเพลงกับพี่รัฐ ทำเพลงๆนี้ขึ้นมาแบบที่เป็นตัวของเขาเองอย่างเต็มที่ครับ เมื่อเพลงเสร็จแล้วเราค่อยมาดูว่า เราฟังเพลงเขาเราอยากจะทำเป็นหนังสั้นแบบไหน อยากจะเล่าอะไร อยากจะขยายพาร์ตอะไรออกมา แล้วก็อยากทำเอ็มวีแบบไหน”

เจเจ : “ผมก็เหมือนเป็นเด็กฝึกงานครับ เราก็ถือเป็นน้องใหม่ทั้งในตัวโปรเจ็กต์แล้วก็ในวงการเพลงด้วย ปกติแล้วคนก็จะจำเราในฐานะนักแสดงมากกว่า ตอนนี้คือเราก้าวเข้ามาเป็นศิลปินแบบจะว่าเต็มตัวก็ได้ มันก็มีความกดดันทั้งความตื่นเต้น”

ปิดท้ายปี

ผมแต่งเพลงเองแปดสิบเปอร์เซ็นต์

ไอซ์ : “ของผมหลักๆตอนแรกก็ดีใจ ด้วยความที่เราชอบการทำงานด้านดนตรี ด้านเพลงอยู่แล้วเราเหมือนกลับว่าเราได้กลับเข้าไปในสตูดิโออีกรอบที่เราเคยสนุกมากๆ แล้วเรารู้ว่าพี่รัฐจะมาทำเพลงให้ เราก็ชอบผลงานของพี่เขาอยู่แล้วมากๆ Tattoo Colour เราฟังมาตั้งนานแล้ว ตื่นเต้น ดีใจครับ ตอนแรกที่รู้

กัปตัน : “จริงๆดีใจมากๆแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นโปรเจ็กต์ที่เราอยากทำมากๆ พอเราได้คุยเราได้รู้ว่าเราจะมีส่วนร่วมในการทำเพลง รวมถึงว่าเราได้เล่นหนังสั้นของพี่ย้ง ทรงยศ ด้วยเรารู้สึกว่ามันเป็นโปรเจ็กต์ที่เราได้นำเสนออะไรใหม่ๆ นำเสนอตัวตนของพวกเราทั้งสามคนผ่านเพลงเป็นครั้งแรกครับ ก็เลยรู้สึกว่าดีใจมากๆครับ”

ฝึกฝนกันนานแค่ไหน?
กัปตัน : “แต่ละคนก็จะมีแนวทางของตัวเอง ในการฝึกซ้อมอยู่แล้วครับผม เจเจก็ทำแร็ป”

เจเจ : “แร็ป ผมชอบครับ(ยิ้ม) เรารู้สึกว่า เราได้ก้าวเข้ามาในโปรเจ็กต์นี้ แล้วแต่ละคนพยายามฝึกฝนในด้านของตัวเองที่ตัวเองชอบแล้วก็เอาไปใส่ในเพลง ซึ่งเพลงก็จะเอาไปรวมในแนวเพลงของพี่รัฐอีก รู้สึกว่ามันเป็นส่วนผสมที่มันลงตัว ทำให้เราเหมือนได้ฝึกฝนผ่านตัวชิ้นงาน ทำให้เราพัฒนาขึ้นไปอีก”

แต่ละคนอินพุดอะไรเข้าไปในเนื้อเพลง?
เจเจ : “ทั้งเนื้อเนื้อเรื่อง ทั้งเนื้อร้องทุกคนจะมีส่วนร่วมในเนื้อร้อง ทำนองหมด คือด้วยความที่เรายังใหม่เลยแบบเกิดการแก้เยอะมากเพื่อที่จะให้เพลงมันออกมาดีที่สุด ผมจะเล่าเรื่องกับคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ว่ายังขาดความรักครับ

ไอซ์ : “ของผมจะเล่าเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เขารัก ไม่ได้ไปในเชิงที่จะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วย ในเชิงที่แบบว่าเราอยากจะเป็นคนที่ดีที่สุดไม่ว่าใคร หรือว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้น”

ปิดท้ายปี

ตื่นเต้นมากครับ

กัปตัน : “ของผมจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่า ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยมองความรักว่า ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามมาตลอด แต่ว่าวันหนึ่งความรักมันทำให้เราเจ็บช้ำจนสีของเขามันกลายเป็นสีขาว ดำ

ตอนนั้นคิดนานไหมว่าจะทำให้ไปสู่ภาพยนตร์ยังไง?
ย้ง : “ต้องย้อนไปนิดนึง พี่จะอยู่ในกรุ๊ปที่คุยกันตั้งแต่วันแรกๆ คือในกรุ๊ปจะมีพี่รัฐ มีน้องๆ แล้วก็มีพี่อยู่ เขาก็ถามว่า น้องๆมีอะไรน้องเขียนมาให้พี่อ่านหน่อย เขียนไดอารี่ส่วนตัว บันทึกความทรงจำ ประสบการณ์ช่วงวัยของพวกเขาให้รัฐฟัง ก็เลยได้อยู่ของทุกรายละเอียดของการทำเพลง พอถึงคิวตัวเองที่จะต้องมาทำหนังนะ ตอนนั้นรู้สึกว่าในพาร์ตเพลงมันเป็นประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาในวัยนี้ ตอนทำหนังไม่อยากทำหนังเท่ากับเพลง รู้สึกว่าอยากเอามุมมองตัวเองที่ฟังเพลง เหมือนเอาเพลงๆนี้ไปขยายในหนังสั้น พูดในมุมมองที่โตขึ้นในมุมมองของเราด้วย เริ่มต้นที่ส่วนตัวน้องเขาอยากพูดประเด็นที่เขาพูดกับแฟนๆ ตัวผมเองก็อยากใส่แอดติจูดของเราไปต่อการฟังเพลงนี้ของน้องๆในมุมของเรา มันเหมือนตอนเราทำหนังสั้นเราอยากพูดถึงสิ่งๆนี้ กับน้องๆสามคนนี้”

ทำไมเราถึงเลือกฉากหลังเป็นที่นิวยอร์ก?
ย้ง : “ให้พูดตรงๆนะครับ โปรเจ็กต์นี้เวลาทำเพลงมันก็ไม่ได้มีอะไรเยอะมากมาย แต่เรารู้สึกว่าบรรยากาศและกลิ่นเพลง มันมีวัยความเป็นคนรุ่นใหม่แล้วก็มีสีสีนความหลากหลายในเพลง ในดนตรี รู้สึกว่าจริงๆเวลาเราเดินทางไปทั่วโลกเราก็ชอบ เราก็รักประเทศนะ แต่เรารู้สึกว่าต้องการความแปลกใหม่ ความหลากหลาย คือผมไปที่เดียวผมต้องถ่ายมาให้ได้แบบ สามหนังสั้น พอไปนิวยอร์กเรามีสถานที่ บรรยากาศที่มันเล่าของทั้งสามเพลงนี้ได้ เลยคิดว่านิวยอร์กน่าจะเป็นเพลงที่เราเก็บบรรยากาศมาได้ครบ สร้างความแปลกใหม่ให้กับแฟนๆของน้องๆในการเสพงานนี้ครับ

ใช้เวลานานไหมกว่าจะเสร็จสิ้น?
ย้ง : “เราเขียนบทกันอยู่ประมาณสองเดือนกว่าๆ ตัวผมเนี่ยเดินทางไปนิวยอร์กก่อนประมาณครึ่งเดือน เพราะว่าเวลาเราเขียนบทกันเราเขียนจากภาพที่เราเห็น แต่ว่าพอเขียนเสร็จปุ๊บมันต้องดูที่จริงด้วย ว่าสถานที่หรือบรรยากาศเหล่านี้มันเป็นยังไง ก็ไปถึงปุ๊บส่งรูปมาให้เด็กๆพวกนี้ดูว่า ใครคิดว่าสถานที่ไหนเหมาะกับเอ็มวีใครรีบจองนะ เพราะว่าภาพมันต้องไม่ซ้ำกัน

เจเจเป็นคนแต่งเพลงเองหมดเลย?
เจเจ : “ประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ครับ คือตั้งต้นมันจะมีตัวทำนองแล้วก็มีเนื้อร้องที่เขาร้องไกด์มา คือผมก็เอาตัวทำนองของท่อนฮุกมา แล้วก็เหมือนแต่งทับไปอีกทีหนึ่งแบบว่าท่อนแร็ป ถามถึงฟีดแบ็ก (ยิ้ม)ดีพอสมควรครับ ตอนแรกเรากะว่าเราอยากจะสื่อสารสิ่งที่มันเป็นเรา สิ่งที่เราเจอมา แต่พอปล่อยออกมาก็จะมีฟีดแบ็กว่าเหมือนกันเลย เข้าใจความรู้สึกผม ซึ่งผมก็ดีใจที่พอมันเป็นเพลงแรกของเรา แล้วเขาเข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อสาร ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการทำเพลงแล้วครับ”

กัปตัน : “ผมก็ตื่นเต้นครับว่า แอบไปดูมาแล้วว่าเป็นยังไงรู้สึกว่ามันเป็นผลงานที่ผมชอบ ผมรู้สึกว่าอินไปกับมันแล้วทุกอย่างมันเล่าผ่านตัวตนของผม ผมไม่ได้ต้องสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ หรือว่าเล่นเป็นคนอื่น ผมใช้ตัวของผมจริงๆเข้าไปเล่นครับ”

ปิดท้ายปี

ผมใช้ตัวผมเข้าไปเล่น

ไอซ์ : “ตอนแรกก็ไม่ได้ตื่นเต้นมากครับ แต่พอเห็นพี่เจปล่อยไปทุกคนเขาบิ้วผมอ่ะ(หัวเราะ) ผมก็เลยตื่นเต้นตาม ตอนนี้ก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน”

เราจะต่อยอดโปรเจ็กต์ไหม หรือว่าเท่านี้ไปก่อน?
เจเจ : “ผมว่าอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ครับ หมายถึงว่าโปรเจ็กต์ “HUMAN ERROR” เป็นการปูทางของเราในการทำเพลง วงการเพลง การร้องเพลง ในอนาคตก็อาจจะเห็นเพลงเดี่ยวของเราแต่ละคน แล้วก็อาจจะมีเขาแร็ปกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ อันนี้ยังไม่ได้คุยกับพี่ย้งเลยครับ(ยิ้ม) มันก็มีความเป็นไปได้”
ย้ง : “นาดาวพร้อมซัพพอร์ตน้องในสิ่งที่น้องอยากทำ”

ปิดท้ายปี

อนาคตอาจเห็นเพลงเดี่ยว

รู้สึกกับผลงานโปรเจ็กต์ที่มาถึงทุกวันนี้มากน้อยอย่างไร?
ย้ง : “จริงๆผมมองโปรเจ็กต์นี้เหมือนเป็นผู้ใหญ่ หมายถึงแกรมมี่ให้โอกาสน้องๆในการทำงานซึ่งมันเป็นงานก้าวแรก ก้าวใหม่ๆของพวกเขาด้วยในเรื่องของการทำเพลงที่เป็นเพลงของตัวเอง เลยรู้สึกว่าในโอกาสของน้อง ในพาร์ตที่เราทำโปรดักชั่น เอ็มวี เป็นเรื่องการซัพพอร์ตน้องครับ ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าอยากให้มันเป็นโปรเจ็กต์ที่ตัวน้องๆได้พิสูจน์ตัวเองกับแฟนๆว่าเมื่อเขาเลือกเส้นทางเดินที่จะเป็นนักดนตรี เป็นคนทำเพลง เป็นนักร้อง ศิลปิน เขามาทำด้วยความตั้งใจอยากเป็นศิลปินจริงๆ ไม่ได้อยากให้คนจำภาพว่าเป็นนักแสดงที่มาร้องเพลง ก็เลยอยากให้เขาตั้งใจทำให้ได้ อันนี้คือความตั้งใจของตัวเอง แต่จริงๆไม่ได้ไปบังคับแฟนๆหรือคนดูนะครับ รู้สึกว่าตัวเขาเองที่จะทำให้แฟนๆเชื่อว่าเขาเป็นศิลปินไม่ใช่เป็นนักแสดงแล้วมาร้องเพลง

ขอบคุณรูปภาพ : jaylerr, icepariss , ccaptainch

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน