แม่ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ นักร้องเพลงลูกทุ่ง ฉายาราชินีลูกทุ่งไทย เจ้าของรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน 2 ครั้ง เมื่อปีพ.ศ. 2508 จากเพลง “กลับบ้านเถิดพี่” และ พ.ศ. 2522 จากเพลง “โธ่ผู้ชาย” วันนี้อยู่ในวัย 77 ปี เปิดใจกับ “ข่าวสด” ถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า
“ความรู้สึกในตอนนั้น แม่ตื่นเต้นมาก ปลาบปลื้มใจ พอรู้ว่าตัวเองจะได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่าน คืนนั้นนอนไม่หลับเลย ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับรางวัลจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน หลังจากนั้นตั้งปณิธานในใจของตัวเองเลยว่าจะทำความดีตอบแทนแผ่นดินไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และแม่ก็ทำมาตลอดจนถึงปัจจุบันนี้ แม่ไม่คิดว่าพระองค์ท่านจะจากพวกเราไป หลังทราบข่าวพระองค์ท่านสวรรคต ตกใจทำอะไรไม่ถูก แม่กินไม่ได้นอนไม่หลับเลย แม่รักท่านมาก แม่ตั้งใจไว้ทุกข์ให้พระองค์ท่าน 1 ปี แม่ไปทำบุญให้พระองค์ท่าน นั่งปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ และจะเข้าไปแสดงความอาลัยต่อหน้าพระบรมศพหลังจากครบ 100 วันก่อน เพราะตอนนี้มีประชาชนเข้าไปจำนวนมาก ให้เขาได้แสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่านก่อน”
“แม่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานครั้งแรกเมื่อปี 2508 จากเพลง ‘กลับบ้านเถิดพี่’ ครั้งนั้นแม่เพิ่งเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ได้เพียง 9 เดือน แต่ไม่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเพราะแม่ไม่รู้จักสวนอัมพร ไปสวนอัมพรไม่ถูก เพราะเราเป็นเด็กบ้านนอกเพิ่งเข้ามากรุงเทพฯไม่นาน พอเปิดทีวีขาวดำดูเห็นพระองค์ท่านถือแผ่นเสียงมามองซ้ายมองขวาไม่เห็น แม่ก็เลยนั่งกราบพระองค์ท่านหน้าทีวี”
“ต่อมาแม่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ครั้งที่ 2 ปี 2522 จากเพลง ‘โธ่ผู้ชาย’ ครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวงเป็นครั้งแรก ตอนนั้นตื่นเต้นมากจนเป็นลม ปลื้มปิติมากที่ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแม่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 ตอนที่แม่ไปงานมูลนิธินักเรียนไทยในอเมริกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายได้จากการเล่นคอนเสิร์ตครั้งนั้นนำมาถวายในหลวง 2 ล้าน แม่ได้เข้าไปกราบฝ่าพระบาทพระองค์ท่าน ท่านก็ตรัสถามว่าไปอเมริกาเจอคนไทยเยอะไหม แม่ตอบว่า เจอเยอะค่ะ พระองค์ตรัสถามอีกว่าเจอนักเรียนเยอะไหม แม่ก็ตอบว่า เจอเยอะค่ะ ท่านบอกอีกว่า ถ้าไปอีกบอกเขานะให้เขากลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ให้กลับมาอยู่เมืองไทย เมืองไทยของเราอุดมสมบูรณ์
พระองค์ท่านตรัสมาแบบนี้ ท่านห่วงคนไทย ท่านเหนื่อยมา 70 ปีแล้ว อย่างแม่เดินสายเล่นคอนเสิร์ตร้องเพลงมาแล้ว 72 จังหวัดยังไม่ลำบากเหมือนพระองค์ท่านเลย โครงการต่างๆ ที่พระองค์ท่านทำไว้อยากให้ช่วยกันสานต่อ อีกทั้งคำสอนต่างๆ ที่มอบให้กับพสกนิกร ท่านทรงห่วงใยประชาชนมากเหลือเกิน ในชีวิตสามัญชนคนหนึ่งรู้สึกชื่นใจที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสเข้าใกล้พระองค์ท่านขนาดนี้”
ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้พระองค์ท่านไหม “ทำความดีมาตลอด เงินเดือนที่แม่ได้จากศิลปินแห่งชาติ แม่ไม่เคยเอาเงินนี้มาใช้เลย นำเงินทำบุญตอบแทนแผ่นดินถวายพระราชกุศล ตอนที่พระองค์ท่านพระชนมายุครบ 70 ปี เพื่อถวายให้กับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลรามาธิบดี”
ความประทับใจที่มีต่อพระองค์ท่านและยึดหลักคำสอนมาใช้ในชีวิต เจ้าของฉายา“ราชินีลูกทุ่งไทย” กล่าวว่า “ท่านทรงเหนื่อยพระวรกาย แต่ท่านไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอะไร ท่านอยากเห็นประชาชนของท่านมีความสุขอยู่อย่างพอเพียง พอกิน พอใช้ จะได้ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินเขา ทำมาหากินในครัวเรือน รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย แม่ดำเนินรอยตามที่ท่านสอนมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนกระทั่งเดี๋ยวนี้แม่อายุ 77 ปีแล้ว แม่ทำตามสิ่งที่พระองค์ท่านสอนมาตลอด คำสอนของท่านฝังในจิตใจของแม่มาตลอด และแม่ก็จะสอนลูกศิษย์ให้รู้จักการประหยัด รู้จักให้ รู้จักพอเพียง อย่าเกลียด อย่าโกรธ ทำอะไรอย่าหวังสิ่งตอบแทนจากใคร ทุกวันนี้แม่อยู่ได้เพราะประชาชนที่ให้แม่มา เราไม่เคยลืมประชาชน ไม่ลืมครูบาอาจารย์ ไม่ลืมพ่อแม่ พระมหากษัตริย์ กตัญญูต่อบุพการี ตอบแทนแผ่นดิน ทำอะไรได้ก็ควรทำ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะ แม่ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ ราชินีลูกทุ่งไทยในอดีต เล่าถึงในหลวง ก็จะร้องไห้ออกมาตลอดเวลา






