กระทบหนักทุกรอบ ฟลุค จิระ โอด! ปิดคลินิก 14 วัน แบกรับภาระ “ค่าเช่า-สต๊อก-พนักงาน” วอนรัฐบาลเห็นใจ-ให้เงินช่วยเหลือนายจ้าง
เจอพิษโควิดเล่นงานหนักมาตั้งแต่รอบแรก รอบ2 จนมาถึงระลอกที่3 สำหรับดาราหนุ่ม ฟลุค จิระ ด่านบวรเกียรติ เมื่อล่าสุดต้องปิดคลินิกเสริมความงาม CENTRAL CLINIC ทั้ง 2 สาขาในกรุงเทพฯ หลังมีคำสั่งรัฐ เป็นเวลา 14 วัน ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19
งานนี้ทำเอา หนุ่มฟลุค เครียดหนักถึงกับโพสต์ข้อความภาพในไอจีว่า “คืนนี้คงนอนไม่หลับ ค่าเช่าเอย สต๊อกเอย พนักงานเอย” พร้อมแปะแคปชั่น “สั่งปิด แต่ค่าใช้จ่ายยังวิ่ง..” ก่อนที่ แอปเปิ้ล สีสะเหงียน ภรรยา จะออกมาโพสต์ระบายถึงความเดือดร้อนกับภาระที่สามีต้องแบกรับ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด ฟลุค จิระ ได้เปิดใจกับทาง “ข่าวสดบันเทิงออนไลน์” ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมวอนให้รัฐบาลช่วยเหลือ เห็นใจ และเข้าใจหัวอกนายจ้างบ้าง เพราะยังต้องดูแลพนักงานทุกคนต่อไป
ถามถึงเรื่องที่ออกมาโพสต์ในไอจี หลังคลินิกเสริมความงามของตัวเอง(Central Clinic – เซ็นโทรล คลินิก)ในกรุงเทพฯ ต้องปิด 14 วัน ตามคำสั่ง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดระลอก3?
“ระลอก3 ไม่ต่างจากระลอก1 และ2 เลยครับ เราต้องปิดคลินิก ซึ่งคลินิกเป็นแหล่งที่มาของรายได้ เท่ากับว่าพอปิดปุ๊บเป็นศูนย์บาทเลย อย่างที่ผมพิมพ์ไปแหละว่า สั่งปิด แต่ค่าใช้จ่ายยังวิ่ง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เราต้องดูแลพนักงาน ผมไม่ได้อยากที่จะทอดทิ้งเขา เราไม่ได้มองพนักงานเป็นค่าใช้จ่าย แต่มองเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ผ่านมาเราต้องมีมาตรการที่เร่งด่วนไปที่พนักงานก่อน ก่อนที่เขาจะรู้สึกเคว้งคว้าง”
“อย่างตัวเราพอเจอคำว่าปิดร้านผู้ประกอบการมันกระทบทันที ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ ทีนี้แล้วต้องทำยังไง ปิดกี่วัน ค่าของ ค่าเช่า สต๊อกที่มีต้องทำยังไงต่อล่ะ ตรงนี้พนักงานก็ต้องรู้สึกเหมือนกัน ถ้าปิดร้านแล้วจะมีรายได้มั้ย จะถูกเลิกจ้างหรือเปล่า คำถามเหล่านี้มันขึ้นมาในหัว ฉะนั้นหน้าที่ของเราต้องให้ความมั่นใจเขาว่าเราไม่เลิกจ้างพวกเขานะ เดี๋ยวจะมีอะไรเพื่อเยียวยาพวกเขานะ เพื่อให้ผ่านตรงนี้ไปด้วยกัน”
“ผมต้องมีอะไรเหล่านี้บอกพนักงานทุกวันตั้งแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาปีกว่าแล้ว ประคองกันมาตลอด มันไม่ได้ว่าพอโควิดหายไปปุ๊บแล้วทุกอย่างมันดีขึ้นเลย มันค่อยๆ ไต่ระดับดีขึ้นๆ พอมาระลอก2 ก็ตกลงไปอีก เราก็ไต่ระดับขึ้นไปใหม่ รอบที่3 มาซ้ำอีกแล้ว มันถึงเซ็งแค่นั้นเอง”
“แล้วที่ผมพิมพ์ไปคือไม่ได้อะไร ไม่ได้ต่อว่าใคร ผมบ่นเฉยๆ ว่ามันเป็นแบบนี้อีกแล้ว ซึ่งก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจเยอะมาก บางคอมเมนต์ก็มีพูดถึงประมาณว่า…นายอย่าบ่นเลย นายยังดี คนอื่นเจอหนักกว่านาย คนอื่นไม่มีข้าวกิน อันนี้เลยเป็นที่มาของโพสต์ที่สองที่แอปเปิ้ล(สีสะเหงียน)โพสต์ชี้แจง”
“สิ่งที่ผมบ่นคือบ่นในฐานะของผู้ประกอบการ มันไม่ใช่ว่าคนที่ได้รับผลกระทบจะเป็นลูกจ้างอย่างเดียว ยิ่งมีเยอะเวลาล้มมันก็ล้มดัง แหล่งลงทุนที่ลงทุนไปมันเยอะ เวลาหายก็หายไปทีเยอะ ฉะนั้นมันเปรียบเทียบกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนนั้นดีกว่าคนนี้ คนนี้จะต้องอยู่สบายกว่าอีกคนนี้ แต่ละคนมีความลำบากแตกต่างกันออกไป”
“แอปเปิ้ลก็เลยโพสต์ชี้แจงค่อนข้างที่จะละเอียดในนั้นมีทั้งเนื้อหาของค่าเช่า พนักงาน การช่วยเหลือเยียวยาที่เราเคยทำมา เพราะบางคนก็จะตั้งคำถามว่าคุณมีเยอะคุณไม่ให้สังคมบ้างเหรอ ซึ่งเราก็เคยให้กันเยอะแยะเพลงแต่ว่าเราไม่เคยบอกใคร อย่างที่เปิ้ลเขียนไปว่าเราก็เคยบริจาคชุด PPE เป็น 100 ชุด”
ตอนนี้แบกรับภาระในส่วนไหนบ้าง? “แน่นอนก็คือค่าเช่า บางที่เขาลดหย่อนให้ แต่บางทีก็ไม่ได้ลดหย่อน หน้าที่ของเราก็คือพยายามต่อรองไปเรื่อยๆ แล้วที่สำคัญก็คือพนักงานที่ยังต้องอยู่กันครบ ซึ่งผมพยายามประคองอย่างนี้มาตั้งแต่รอบแรก ไม่เอาใครออกเลย ไม่มีจ้างออกด้วย รวมถึงให้ความช่วยเหลือทุกทาง รวมถึงประกันโควิดด้วยผมทำให้พนักงานทุกคน รู้ว่าเขากังวลไง เรายังทำให้ตัวเองเพราะเรายังกังวลว่าเราปลอดภัยแค่ไหน แต่ถ้าดันเกิดพลาดติดเชื้อขึ้นมาแล้วมันจะต้องใช้ค่ารักษาเท่าไหร่ไม่รู้ ตรงนี้เราจะรับไหวมั้ย เพราะฉะนั้นเราก็ทำให้พนักงานทุกคน”
“ผมเครียดมากเพราะนอกจากครอบครัวที่ต้องดูแลแล้ว ก็คือคนทั้งองค์กรผมต้องดูแลเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยผุดไอเดียใหม่จากคุณแม่และน้าสาวของแอปเปิ้ลที่คิดขึ้นมาว่า พนักงานที่ต้องอยู่บ้านไม่ได้ทำงานจะกินยังไง ให้สั่งแกร็บหรือไลน์แมนทุกวันก็เปลืองตังค์ ออกไปเซเว่นก็กังวลจะติดเชื้ออีก ล่าสุดก็เลยทำกล่องกำลังใจให้เขา แพ็กของกินของแห้งเข้าไปเยอะๆ แบบให้อยู่บ้านได้ 14 วัน แต่ครั้นจะให้รายได้พวกเขาเต็มๆ ไปเลย 100% โดยที่ไม่ได้ทำงาน แล้วผมก็หารายได้ไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว โอ้โห! บริษัทก็ถือว่ากระทบเยอะ”
คลินิกปิดไปทั้งหมดกี่สาขา? “ตอนนี้ปิด 2 สาขาที่กรุงเทพฯ ส่วนสาขาที่จ.อุดรธานี ยังเปิดอยู่ แต่เราก็เคยเจอสถานการณ์ที่หนักคือรอบแรกตอนนั้นต้องปิดทุกสาขา แล้วก็ไม่รู้ว่าเปิดเมื่อไหร่ด้วย ตอนนี้ก็เหมือนกับว่าเราผ่านสมรภูมิรบมาแล้ว อันนี้เป็นการรบรอบที่3 เราก็ต้องมานั่งคิดนั่งเครียดอีก ที่ผมโพสต์ว่าผมนอนไม่หลับเพราะผมนั่งคิดว่าผมจะทำยังไงให้ผ่านตรงนี้ไปได้อีก แต่เราไม่ได้ท้อใจหรือว่าจะยอมแพ้ เพราะเรายอมแพ้ไม่ได้เนื่องจากคนข้างหลังเรายังมีอีกเพียบเลย”
อีกเรื่องหนึ่งที่เครียดคือตัวยาที่สต๊อกมาซึ่งพอปิดคลินิก 14 วันจะทำให้ยาหมดอายุ? “ยิ่งบางอย่างเปิดใช้แล้วคือมันต้องใช้ให้หมด รวมถึงบุ๊กที่เรานัดลูกค้าเอาไว้ล่วงหน้าประมาณสัปดาห์หนึ่ง พอเรารู้ว่าต้องหยุดวันเสาร์ แต่วันจันทร์เราต้องปิด วีกหน้าบุ๊กนัดเพียบหายหมดเลย น้ำยาที่เราเคยเปิดไว้แล้วและต้องรู้ว่าจะใช้ในสัปดาห์หน้าคือไม่ได้ใช้เลย เสียหมดเลย เพราะว่าพอเปิดแล้วมันมีอายุการใช้งานของมัน สุดท้ายก็ต้องแก้ไขด้วยการฉีดให้พนักงาน”
ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับตัวยาเนี่ยประมาณเท่าไหร่ได้? “ผมไม่อยากประเมินเท่าไหร่เลยครับ(หัวเราะ) เอาเป็นว่ามันก็มีจำนวนหนึ่ง แล้วก็มันไม่ใช่เรื่องน้ำยาที่เปิดแล้ว แต่มันเป็นเรื่องสต๊อกของที่เราซื้อมาสต๊อกด้วย เพราะว่าทุกครั้งเราจะต้องมีเซฟตี้สต๊อก จัดซื้อของเราทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันศุกร์เราสั่งของแล้วเบิกแล้วจ่ายแล้ว ผมก็จ่ายเงินไปเลยเพื่อซื้อสต๊อกเพียบมาเลย แล้วพอวันเสาร์ถึงมารู้ว่าอีก 2 สัปดาห์จะไม่ได้ใช้มัน เท่ากับว่าซื้อมาก็ไม่ได้ใช้เลย”
อยากเสนอให้รัฐบาลช่วยเยียวยาผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง? “ตอนนี้มาตรการรัฐไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ ช่วยแบ่งเบาเรามาตั้งแต่รอบแรกมีทั้งลดภาษีเงินได้ ประกันสังคมที่ช่วยแบ่งจ่าย จ่ายช้าให้เรา อันนั้นดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าบางอย่างที่เกิดขึ้นอันนั้นมันคือรายได้ที่เขาได้ เขาก็เอาน้อยลงเฉยๆ แต่ผมไม่ได้มีรายได้เพิ่ม แล้วจะทำยังไงให้เรามีรายได้เพิ่มให้มาบ้าง”
“ตอนนี้ทุกมาตรการที่ออกมาคือคุณจ่ายน้อยลง แต่รายรับเราจะไม่มีอยู่แล้วแต่เรายังต้องจ่าย ถึงจะจ่ายน้อยลงแต่ก็ต้องจ่ายไง แล้วจะไปหาจากไหนจ่ายในเมื่อรายรับของเราไม่มี ถ้าเกิดมองไปอีกทางหนึ่งคือช่วยพนักงานช่วยลูกจ้างในการให้เงินเขา อุดหนุนชดเชยให้เขา อยากให้มีให้ทางนายจ้างบ้างก็จะดีเพราะว่านายจ้างแบกรับทุกอย่างนะครับ”
“บางคนบอกว่านายจ้างมีต้นทุนเงินทุนเยอะ เงินทุนจะเยอะแค่ไหนมันก็หมดได้เหมือนกัน แล้วถ้าเกิดหารายได้ไม่ได้เขาจะยืนอยู่ได้ยังไง ผู้ประกอบการไทยตอนนี้ถึงได้เซกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นรูปธรรมได้ก็คือมีอะไรที่ให้มาก็พอครับ ไม่ต้องว่าเก็บน้อยลง แต่ให้เพิ่มขึ้นอย่างนี้เราก็จะอยู่ได้”







