พลอย ชิดจันทร์ เปิดใจดราม่า บังคับลูกทำงานแลกเงิน-เหมือนให้ลูกล้างจาน ลูกก็ไม่ได้อยาก แต่เป็นการฝึก
จากกรณีดราม่าที่คุณแม่คนสวย พลอย ชิดจันทร์ ออกมาเคลียร์ว่าไม่ได้บังคับลูกๆถ่าย TikTok แลกเงิน ล่าสุด ( 19 พ.ค. ) คุณแม่สุดสตรองได้เปิดใจกับ ข่าวสดออนไลน์ อีกครั้งถึงความตั้งใจทั้งหมดที่ให้ลูกๆถ่ายทำ พร้อมยืนยันไม่ได้บังคับ มันก็เหมือนให้ลูกล้างจาน ลูกก็ไม่ได้อยากล้าง แต่มันเป็นการฝึก

“จริงๆมันก็มีหลายมุมมองหลายแง่มุม บางคนก็บอกว่าแบบนี้สอนลูกดีจังเลย คนเห็นด้วยกับเราก็มี บางมุมเค้าก็อาจจะเป็นห่วงอ่ะแหละ เข้าใจในหลายๆคอมเมนต์ รู้สึกว่าก็ชี้แจงไปในอีกคลิปแล้วก็เล่าให้ฟังแล้วว่าจริงๆประเด็นที่เด็กๆถ่ายติ๊กตอกก็ไม่ได้บังคับอะไรขนาดนั้น มันเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ พลอยมองในมุมของเราที่ให้ลูกทำก็ดีกว่าอยู่บ้านดูทีวีหรืออยู่เฉยๆ ทำตรงนี้เค้าก็ได้เห็นความอดทนด้วยได้ทำงานด้วย เราให้เงินเค้า เค้าก็รู้คุณค่าของเงิน เวลาจะใช้ก็จะคิดมากขึ้น
แล้วก็ในคลิปหรือคอนเทนท์ที่ให้เด็กๆถ่ายทำก็เป็นคลิปที่สอนเค้าไปในตัว จะเป็นแบบพี่ชายดูแลน้องสาวก็จะสอนให้เขาเป็นสุภาพบุรุษ ดูแลน้องๆ ดูแลผู้หญิง ก็จะเป็นแบบสอนโดยการที่ใช้อะไรที่ใกล้ตัวเขามาสอน จริงๆอาจจะต้องไปดูติ๊กตอกของน้องด้วยว่า จริงๆแล้วพลอยให้ถ่ายให้เล่นมันไม่ใช่เล่นแบบสนุกสนานอย่างเดียวนะมันเป็นการสอน คอนเทนท์ที่พลอยอยากจะทำก็คืออยากจะเป็นคอนเทนท์ที่ได้ให้แง่คิดแล้วก็สนุกตาม ที่สำคัญให้รู้สึกว่ามีแง่คิดอะไร”
ส่วนตัวน้องเองเค้าก็แฮปปี้ที่จะทำตรงนี้อยู่แล้ว “คือเด็กๆจะบังคับมันบังคับไม่ได้อยู่แล้วค่ะ มันก็มีบางวันที่เค้ารู้สึกว่าไม่อยากถ่ายก็มี วันที่อยากถ่าย ฟิตๆ ก็มีเหมือนกัน มันเป็นอะไรที่เราจะต้องฝึกฝนเค้าไปในตัว ให้เค้ารู้จักทำงานเป็นทีม คือจะเอาที่เค้าว่าอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าพี่บอกว่ามันยังไม่ผ่านนะต้องอีกนิดต้องพยายามอีกหน่อย เค้าก็ต้องพยายาม และบางทีมันก็ต้องทำหลายครั้งต้องอดทนต้องไปถ่ายที่เอาท์ดอร์อยู่ร้อนๆกลางแจ้งกลางแดด เค้าก็ต้องอดทนตรงนี้ ก็ต้องฝึกให้เขาอดทนทำงานเป็นทีมด้วย”

ชิโน่/ชิต้าร์/ชิลีน/ชิลลี่
ในอีกมุมหนึ่งในวัยนี้ เค้าก็อาจจะอยากจะเล่นใซุกซน แต่เค้าต้องมาทำงาน ตรงนี้คุณแม่คิดว่ายังไง ” เค้าก็เล่นนะไม่ใช่ทำงานจนไม่มีเวลาเล่น คือเราก็จะถ่ายเสาร์-อาทิตย์ หลักๆ อาจจะอาทิตย์ละวัน อย่างเป็นวันธรรมดาก็ช่วงเย็น ตอนนี้เรียนออนไลน์เรียนที่บ้านอยู่แล้วก็อาจจะพอมีเวลา วันนี้จะถ่ายน้องสักคน วันละสองสามคลิปก็แล้วแต่เวลาที่ว่าง ถ้าวันไหนน้องไม่อยากถ่ายก็คือไม่ถ่าย จริงๆก็อยากจะสอนเขาแหละ บางทีมันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สอนว่า ทำแล้วต้องรับผิดชอบนะ จะทำก็ต้องตั้งใจ แต่เค้าก็ได้เล่นของเค้าไปตามเรื่องตามราว”
ในมุมของการทำงานคุณแม่ดุไหม “ไม่ดุนะ แม่ไม่ได้ไปเฝ้าตลอด ค่อนข้างจะปล่อยให้ทำงานเต็มที่ ไม่ใช่ว่าเราจะไปกำกับลูกตลอด ไม่เลย ส่วนใหญ่ก็จะให้เค้าทำเองกับพี่ๆทีมงานมากกว่า ”
เห็นว่ามีบัทเจตให้น้องๆด้วย “ใช่ค่ะ ถ้าถ่ายก็ได้คลิปละ 200 เราไม่ใช่จะสปอยล์ว่าให้ถ่ายให้ทำอะไรก็ได้เงิน คือตรงนี้ที่ให้ที่เค้าถ่ายทำ เค้าได้เงินมา เค้าจะได้รู้ว่าเงินมันหายากนะ แล้วเงินตรงนี้ก็จะให้เค้าเอาไปโรงเรียน ไปซื้อของ ซื้อขนม ซื้อของเล่นหรืออะไรที่เค้าอยากจะซื้อ คือเงินไปโรงเรียนก็จะไม่ให้แล้วนะ เพราะว่าลูกได้จากตรงนี้แล้ว ไม่งั้นมันจะเหมือนสปอยล์ว่าเงินไปโรงเรียนก็ได้ ทำงานตรงนี้ก็ได้เงินอีก ก็จะได้เงินเยอะแยะ เราก็จะไม่ใช่อย่างงั้น เราก็คือให้ตรงนี้แล้ว เพราะฉะนั้นอยากได้อะไรอยากซื้ออะไรอยากกินขนมอะไรเราก็ไม่ซื้อแล้ว เราก็ให้เขาเอาเงินตรงนี้ไปซื้อเอง”
มันเกิดกระแสลบแบบนี้ขึ้น ในความรู้สึกของคนเป็นแม่ “ในมุมของเรา เราเข้าใจในทุกคอมเมนต์ เค้าก็เป็นห่วงแหละ เป็นห่วงลูกเรา เป็นห่วงเรา เป็นห่วงเด็กๆ ซึ่งเราก็เข้าใจเลย แล้วก็พยามจะระวังด้วย จริงๆเค้าอาจจะไม่ได้ดูติ๊กตอกของน้องด้วยแหละ ก็เลยไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำคือแบบไหน ติดโซเชียลหรือเปล่า จริงๆมันก็ไม่ได้ขนาดนั้น เราเองก็ไม่ได้ให้ลูกเล่นหรือว่าดูโซเชียลสักเท่าไหร่ ก็ถ่ายแชร์คลิปไป ซึ่งเราก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย เป็นคลิปสอนที่ดูแล้วก็สนุกสนาน แล้วก็ได้ความรู้ด้วย “

มีการตั้งเกณฑ์การทำงานไหมว่าวันหนึ่งจะต้องกี่คลิป “พี่ก็กำหนดให้ได้อาทิตย์ละ5คลิปก็ดีแล้ว แต่บางทีมีก็ลงหรือว่าบางทีไม่มีก็ไม่ลง แล้วแต่แต่ละคนด้วย เพราะว่าเด็กๆบังคับไม่ได้หรอก ก็ต้องแล้วแต่เขาด้วย มีสต๊อกอยู่บางคนอย่าง ชิลลี่ ก็มีเรื่อยๆก็จะเป็นคลิปสั้นๆ เพราะว่าเป็นเด็กช่างพูดช่างถามช่างสงสัย เป็นคลิปน่ารักๆ ก็จะถ่ายได้ง่ายและถ่ายได้เร็ว วันหนึ่งเป็น 10 คลิปก็ยังมี บางวัน7-8คลิป ก็จะมีสต๊อกเยอะหน่อย เพราะว่าลูกแต่ละคนไม่เหมือนกัน”
ด้านคอนเทนท์ต่างๆคุณแม่เป็นคนคิด “ก็มีพี่ๆทีมงานครีเอทีฟช่วยกันคิดช่วยกันหาไอเดียมาทำอะไรดี”
ในมุมของเด็กเค้าก็จะมีงอแง มีวิธีกระตุ้นยังไงบ้าง “ในการทำงานจริงๆก็ต้องบอกเขา ก็บอกเค้าแค่ว่าต้องทำต้องถ่ายเฉยๆ แต่ว่าถ้าจริงๆเค้าไม่พร้อมแล้วเค้าไม่อยาก ก็ไม่ได้บังคับก็ตามใจเค้า ถ้าวันนี้เค้าไม่ถ่ายก็พรุ่งนี้แล้วกัน ก็ตามนั้นค่ะ มันไม่ใช่งานซีเรียสหรือเป็นงานลูกค้าที่ว่าจะต้องทำเลย แต่ว่าเวลาที่ไปทำงานเป็นงานของลูกค้า อย่างล่าสุดที่น้องๆไปถ่ายโฆษณามา อันนี้ก็จะต้องคุยกันให้ลูกเข้าใจว่ามีทุกคนรอนะ งานต้องเสร็จนะ เวลามันมีจำกัดเราจะไปเสียเวลาคนอื่นไม่ได้ อันนี้ก็พยายามปลูกฝังเค้าให้เป็นค่อยไป ”
แสดงว่าตอนนี้มองเห็นแล้วว่าน้องๆแต่ละคนมีแววไปทางไหน “จริงๆก็ยังไม่ได้ชัดเจนอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ เค้าก็มีความเปลี่ยนไปเรื่อยๆด้วยแหละเด็กอ่ะ พลอยว่าแต่ตอนนี้ถ้าเห็นว่าแววใคร ทำงานง่ายขายของเก่งพูดกับกล้องได้เก่งก็จะเป็นชิลลี่ และเวลาเล่นอะไรเค้าก็จะดูเป็นธรรมชาติ จะเป็นมุก คือเค้าเป็นคนที่ติดตลกเวลาที่เค้าทำอะไรมันก็ดูออกมาเป็นธรรมชาติ น่ารักดีไม่ต้องอะไรมากเลย ”
ยืนยันว่าด็กๆเค้าแฮปปี้ไม่เป็นอย่างดราม่า ” ค่ะเด็กๆเค้าไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ก็แฮปปี้อยู่ค่ะ อย่างล่าสุดถามลูกว่า หม่ามี้ให้ถ่ายให้ทำอย่างนี้ทำอีกไหม เค้าก็บอกถ่ายทำ เค้าก็รู้สึกว่าถ่ายทำแล้วก็ได้เงินด้วยเค้าก็แฮปปี้ เหมือนเราฝึกลูกให้รู้จักคุณค่าของเงินฝึกเขาให้อยากหาเงินขยันตั้งแต่เด็กๆ”

ย้อนกลับไปถึงดราม่าครั้งแรก ประโยคไหนที่เราเห็นแล้วเรารู้สึกว่าต้องออกมาอธิบาย “ตรงนี้จริงๆมันก็มีหลายคอมเมนต์ เค้าอาจจะมองในมุมที่ไม่เข้าใจเราอ่ะ ว่าทำไมต้องบังคับให้ลูกทำแบบนี้ด้วย ทำไมไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งมันก็หลายอย่างหลายคอมเมนต์ที่พลอยก็ไม่ได้เอามาต้องเครียดหรือว่ากังวล หรือเพราะในมุมที่เราจะอธิบายไม่เคลียร์ เค้าเลยเข้าใจไม่ตรงกับเรา เราก็เลยรู้สึกว่าอยากจะอธิบายมากกว่า ว่าที่เราให้ลูกทำมันมีผลดียังไงบ้าง ในมุมของเราเราคิดยังไง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงเรา เป็นห่วงน้องๆ ในคอมเมนต์จริงๆมันก็มีทั้งให้กำลังใจและสิ่งดีๆ บางคนก็เปรียบเทียบว่าก็เหมือนบังคับให้ลูกล้างจาน ลูกก็ไม่อยากทำแต่ว่ามันก็เป็นการฝึกลูก
คือเด็กกว่าจะโตมันก็ต้องผ่านอะไรเยอะแยะ และเราเองก็ไม่ได้จะเลี้ยงเค้า โอ๋เค้าหรือดูแลเขาซะอย่างเดียว มันก็มีอีกพาร์ทหนึ่งในการสอนลูกแต่ก็ไม่ได้โหดร้ายที่จะให้เขาทำงานอะไรขนาดนั้น ก็ขอบคุณคอมเมนค์ที่เป็นห่วงมากกว่าค่ะ “
แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้นอยด์อะไรมากหลังจากโดนในอย่างจากโดนคอมเม้นต์ในเชิงลบ “เรื่องการเลี้ยงลูกในแต่ละบ้านมันเป็นอะไรที่เซนซิทีฟ เวย์ของแต่ละบ้านหรือแม่ที่เหมือนกันก็อาจจะคิดไม่เหมือนกัน มันก็มีวิธีการแตกต่างกันไปพลอยก็ไม่รู้ว่าวิธีของพลอยผิดหรือถูก เพราะอย่างบ้านเราทำแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกเสมอไปนะ ทุกอย่างทุกเรื่องมันมีหลายมุมมอง หลายแง่มุม แต่เราเลือกว่าอะไรสำหรับลูกเรา เรารู้สึกว่าประโยชน์ที่ลูกจะได้หรือสิ่งดีๆที่ลูกจะได้ตรงนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะทำ มันก็มีมุมที่ทุกคนเป็นห่วงในมุมที่มันดี หรือมันไม่โอเค ก็อาจจะมี แต่เราก็จะรับฟังแล้วก็พยามระวังแล้วกันค่ะ”
ในกรณีดารามีลูกก็จะมีชาวเน็ตมาช่วยเลี้ยงลูกตรงนี้ มีความคิดเห็นยังไงบ้าง “พลอยโอเคนะ รับฟังได้คอมเมนต์มาได้ เค้าก็บอกลูกเริ่มโตแล้วไม่ห่วงเหรอ ว่าเค้าจะคิดยังไงเวลามีคนอื่นมาคอมเมนต์บางอย่างบางเรื่องที่เราแชร์ไป เพราะว่าเป็นธรรมชาติทุกคนโตขึ้นมาก็ต้องมีทั้งแฮปปี้และไม่แฮปปี้ ร้องไห้บ้างหัวเราะบ้าง มันมีหลายแง่มุม พลอยว่าเก็บไว้เป็นความทรงจำได้
แต่ถ้าจะมองมุมเซนซิทีฟในสถานแบบนั้นมันก็คิดไปได้ แต่เราก็คิดในแง่บวก มันก็เป็น1ในไลฟ์สไตล์ ชีวิตคนมันก็มีอะไรแบบนี้ ถ้าเราเข้าใจลูกเราเข้าใจมันก็เป็นหนึ่งในการใช้ชีวิตและการดำเนินชีวิต มันไม่ใช่สิ่งที่เราแชร์ไปในวันนี้ ลูกเราจะเป็นแบบนี้ทุกวัน มันก็ไม่ใช่ อย่าไปจริงจังซีเรียสอะไรกับมันเลยก็ดูเป็นธรรมชาติของเด็กไป สองคนมันก็เป็นแบบนี้เดี๋ยวเค้าเติบโตไป เค้าก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ”
เลี้ยงลูกท่ามกลางกระแสที่คนสามารถวิจารณ์ได้ก็เรียกว่าโอเค “ใช่ ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ แล้วมันก็จะผ่านไป”บันเทิง – พลอย ชิดจันทร์ เปิดใจเรื่อง บังคับลูก ๆ ถ่าย TikTok
