ดิว อริสรา ตอบปมเปิดหน้าลูก ย้ำ! พูดในมุมตัวเอง มีปัญหาด่าเลยไม่เสียเวลาแขวะ หลังมีลูกชีวิตแฮปปี้ ปู่ย่าเห่อหลาน รับขวัญด้วยเช็คหลายใบ

เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเครื่องสำอางแบรนด์ไทย อย่าง BABALAH มา2ปีแล้ว สำหรับคุณแม่สุดแซ่บ “ดิว อริสรา” ล่าสุด (20 ก.ย.65) มีการจัดงาน BABALAH BECCA THE ICONIC BEAUTY LAUNCH เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ BABALAH BECCA UV 2WAY POEDER CAKE ที่ลานอีเดนชั้น1 เซ็นทรัลเวิลด์ สาวดิว ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ ก็มาปรากฏตัวแบบสวยสับ ซึ่งถือเป็นอีเวนต์ แรกในรอบ1ปี พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงชีวิตหลังการเป็นคุณแม่ลูก1 รวมถึงดราม่าที่ผ่านมากับประเด็น “เปิด-ปิด หน้าลูก”

เป็นคุณแม่แล้วชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน?
“มันก็แฮปปี้ไปอีกแบบหนึ่งอะ ความเป็นจริงดิวก็ไม่เคยคิด ว่าการมีลูกมันจะทำให้อิ่มๆ แล้วก็แฮปปี้ อยากอยู่บ้าน คิดถึงลูก ถามว่าเหนื่อยไหม จริงๆ ก็ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้นนะ ในช่วงแรกอาจจะนิดหนึ่ง แต่หลังๆ เรารู้สึกว่า เราเหนื่อยเราก็อยากอยู่กับเขาไง เราก็เลยแฮปปี้”

เป็นไปตามแพลนที่วางไว้ไหม?
“ไม่เป็นเลยค่ะ วันแรกที่ย้ายมาจากโรงพยาบาล บอกตรงๆ ว่าจะร้องไห้เลย เพราะสิ่งที่คิดเอาไว้ ว่ามันเป็นแบบนั้น มันไม่ได้เป็นแบบนั้นไง เช่นอ่างอาบน้ำสูงเกินไป สุดท้ายก็กลับมาออริจินัล นั่งอาบที่พื้นค่ะ คือหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่าโอเคมันได้ แต่สุดท้ายมันไม่ได้ เซ็ตอัปห้องอย่างสวยหรู สุดท้ายนั่งอาบเหมือนสมัยก่อนเลยจ้า แบบนั้นเลย ส่วนใหญ่ของก็จะได้จากที่คนให้ แต่พอเอามาอาบจริงเราก็กลัวลูกตก คือมันไม่ใช่สเต็ปที่เราคิดไว้ขนาดนั้น สรุปก็คือโทร.บอกเลขา ว่าซื้ออ่างมา 2 อัน เก้าอี้นั่งซักผ้า 2 ตัว จบ แค่นี้เลย”

ได้นอนบ้างไหม ชีวิตคุณแม่?
“ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่ เพราะเราก็ต้องตื่นเช้าด้วย แต่สุดท้ายแล้วร่างกายมันออโต้ตื่นเอง โดยที่ไม่ต้องตั้งปลุก ของดิวที่ไม่ค่อยเหนื่อยมาก เพราะเซบเขาช่วยเลี้ยงซะเป็นส่วนใหญ่ หมายถึงว่ากะดึกส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนดูแลลูก เขาปล่อยให้เราไปนอนเลย ปล่อยพี่เลี้ยงไปนอนเลย แล้วเขาก็ดูแลตั้งแต่เที่ยงคืนถึงเจ็ดโมงเช้า นางสามารถเปลี่ยนแพมเพิสได้ ทำได้ทุกอย่าง เอาตรงๆ ต้องยอมรับว่าเขาโปรเฟสชั่นแนลกว่าดิว แต่ก็เคยปลุกเราตอนกลางคืน คือเขาคงอยากให้สิ่งที่เขาตั้งใจไว้มันสำเร็จ ตอนสุดท้ายก็คือลูกร้องไม่มีเหตุผล ตีสี่มาปลุกเราว่าไม่ไหวแล้ว ช่วยหน่อย อีนี่ก็ไม่ได้ว่าจะเป็นเลย เราก็ต้องไปปลุกพี่เลี้ยงต่อ มันก็น่ารักๆ”

กังวลอะไรบ้างไหม?
“จริงๆ เราไม่ได้กังวลอะไรเลย เพราะว่าเรามีทั้งคุณพ่อเขา แล้วก็ครอบครัวที่ซัปพอร์ต ก็แฮปปี้กับบทบาทนี้ แล้วก็มีความสุขอะ”

คอนเทนต์เยอะไหม ตอนนี้เริ่มมีงานวันเกิดครบรอบ 1 เดือนแล้ว?
“เอาจริงๆ ไม่เคยคิดอะไรเลยค่ะ เห็นคนอื่นเขาทำแล้วน่ารักดี เราก็ทำบ้าง ก๊อบๆ เขามา”

เป็นดาราอีกคนที่เปิดหน้าลูก?
“คือประเด็นนี้นะ ที่มันเคยมีประเด็น ต้องออกตัวก่อนว่าจริงๆ แล้วอะ พูดให้ตรงประเด็นเลยเนอะ ดิวก็ต้องออกตัวก่อน ว่าจริงๆ แล้วดิวเคารพในการตัดสินใจของคุณแม่ทุกคน ที่เลือกในการเปิดหรือปิดหน้าลูก เพราะพอเราเป็นแม่ เรารู้สึกว่าแม่ทุกคน ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันอยู่ที่สไตล์ของบ้าน สไตล์ของแต่ละครอบครัวว่าเป็นยังไง ในมุมมองที่ดิวเคยพูดออกไป อันนี้ดิวพูดในมุมมองของครอบครัวดิว แต่พอมันตัดออกไปแล้ว มันอาจจะดูรุนแรงว่าเราไปแซะใคร พูดถึงใคร แต่ดิวต้องออกตัวตรงนี้เลย ว่าจริงๆ แล้วเราเคารพทุกคนอยู่แล้ว เพราะมันเป็นลูกเขา และเขาเป็นแม่ แล้วพื้นฐานความเป็นแม่ เรารู้อยู่แล้วว่าแม่ทุกคน ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ดังนั้นทุกคนที่เลือกอะไรก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว”

เราเห็นดราม่าที่เกิดขึ้นใช่ไหม?
“ดิวเห็นดราม่า เพราะคนก็ส่งมาเยอะ แต่ก็คือเราก็เลยต้องมาออกตัวตรงนี้ไง แต่สิ่งที่เราพูดในตรงนั้น มันคือมุมมองของบ้านเรา ของตัวเรา ส่วนอันที่ตัดออกไปว่าแบบ เฮ้ย…ไม่ใช่ดาราฮอลลีวูด หรืออะไรอย่างนั้นอะ มันเป็นเหมือนแค่คอนเทนต์ที่ออกไปแบบนั้น แต่ดิวไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นดาราฮอลลีวูด แล้วถึงปิดหน้าลูก แต่ดิวแค่พูดว่าดิวไม่ใช่ แค่นั้นเอง แต่พอไปนั่นโน่นนี่ มันก็เลยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ซึ่งต้องบอกก่อนว่าถ้าทุกคนรู้จักนิสัยดิว ดิวเป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น แล้วดิวก็ไม่ค่อยยุ่งเรื่องของใคร ดังนั้นดิวเลือกที่จะไม่วิจารณ์ใครเลย นอกจากคนนั้นจะมีปัญหากับดิว อันนี้พูดแบบตรงไปตรงมา ถ้าดิวมีปัญหากับใคร ไม่ต้องห่วง ดิวลุยแน่นอน แล้วดิวก็เคยด่ามาแล้วถูกไหม ดิวชัดเจนอยู่แล้ว แค่ถ้าไม่รู้จัก ไม่ได้สนิทสนมก็ไม่มี แล้วก็ไม่มีเจตนาจะแขวะใคร”

เราอยากจัดการให้หยุดโยงสักทีไหม?
“ไม่ๆ เพราะเราก็เข้าใจแหละ ว่าสิ่งที่เรานำเสนอออกไป มันทำให้คนคิดไง ดังนั้นเราก็ไม่สามารถไปโทษเขาได้ ว่าผิดที่เขาคิด เพราะมันเป็นสิ่งที่เรานำเสนอไปในยูทูบแล้วมันก็สองแง่สองง่าม คลุมเครือจริงๆ”

คุณสามีว่างอย่างไรบ้าง?
“อ๋อ…คุณสาไม่ว่า เพราะคุณสาไม่รู้เรื่องอะไร นั่นคือข้อดีของการอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เราก็บอกเขา แต่เขาก็ไม่เป็นไร เพราะยุ่งเรื่องดูลูก (หัวเราะ)”

ล่าสุดจับลูกถ่ายรูปเป็นเซ็ตเลย?
“ก็ถ่ายแบบเบบี๋ เพราะอยากมีโมเมนต์ของเขา ถามว่าจะทำทุกๆ สเต็ปเลยไหม ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก ก็เอาตามสะดวก อะไรที่อยากทำก็ทำ”

แพลนจากนี้จะดูแลลูกอย่างเดียว หรือว่าจะคัมแบ็กวงการด้วย?
“เราก็ยังทำงานในวงการบันเทิงอยู่ เพราะเราแฮปปี้กับการที่เราอยู่ตรงนี้ อย่างที่พูดล่ะค่ะ คนไทยน่ารักค่ะ (หัวเราะ) สามีเขาก็ไม่ได้ว่ายังไง เขารู้สึกอยู่แล้วว่าดิวไม่ค่อยกระทบกระเทือนกับอะไรก็ตามอยู่แล้ว เขารู้ว่าดิวจอยกับการที่จะอยู่ตรงนี้ เขาบอกว่าโอเค อะไรที่ยูทำแล้วแฮปปี้ก็ทำไป เขาไม่ได้ว่าอะไร นี่ดิวคลอดเดือนหนึ่งเองดิวก็กลับมาแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะต้องหายไปหรืออะไรหรอก ตรงไหนที่เราอยากทำ เราก็ทำตามหัวใจอยู่แล้ว”

เลี้ยงที่ไทยเป็นหลักใช่ไหม?
“ตอนนี้ใช่ค่ะ แต่ก็มีแพลนที่ย้ายไปตรงโน้น แต่ย้ายไปตรงโน่น ก็ยังไม่รู้เลยว่าตรงไหน ก็อาจจะมีกลับไปประเทศของคุณพ่อเขาหรือเปล่า เพราะใกล้กับปู่กับย่า แต่เราก็บินไปบินมาอยู่แล้ว เพราะไต้หวันกับไทยก็ห่างกันแค่ 3 ชั่วโมง มันก็ง่ายๆ ตอนนี้ปู่ย่าก็ได้เจอหลานแล้ว เขาบินมาแล้ว มาตั้งแต่ก่อนคลอด พอคลอดเสร็จก็บินมาอีก รับขวัญไปแล้วเรียบร้อย (จุกไหม?) ก็น่ารัก (ยิ้ม) ปู่กับย่ารับขวัญเป็นกระดาษ ทั้งครอบครัวก็ให้คนละแผ่นๆ เอาเป็นว่าปู่กับย่าก็ให้จนแบบว่า เซบไม่อยากส่งรูปลูกเข้ากรุ๊ปแล้วอะ เพราะกลัวว่าสิ่งที่ตัวเองอยากได้จะไม่ได้ ไปตกที่ลูกหมด (หัวเราะ) พ่อก็แบบ ไอว่าช่วงนี้หยุดส่งรูปลูกเข้าไปให้ปู่ดูดีกว่า เพราะเขาเห่อมาก คุณปู่คือไม่ได้เลย (ยิ้ม)”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน