วันที่ 23 ก.พ. ที่แอ็กซ์ สตูดิโอ ปทุมธานี ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ให้สัมภาษณ์ในงานบวงสรวงละครเรื่อง บางกอกนฤมิต ซึ่งเป็นการมาร่วมงานกับทางช่องวันเป็นครั้งแรก ปูจึงเปิดใจถึงการกลับมารับงานละครอีกครั้ง หลังห่างหายไปนาน 3 ปี
โดยปูเผยว่า “ได้มีการพูดคุยกัน คิวถ่ายทำของปูทั้งหมดน่าจะประมาณ 45 คิว ก็บินไปๆ มาๆ อยู่ที่นิวยอร์ค 2 สัปดาห์ กลับมาถ่ายที่ไทยอีก 2 สัปดาห์ น่าจะปิดกล้องได้ภายใน 4-5 เดือน ดีใจที่ได้รับละครบทประพันธ์ดี เป็นครั้งแรกที่ได้เล่นละครที่คุณพงศกรเป็นผู้ประพันธ์ เรื่องนี้รับบทมาลัยวรรณ ปูถือว่าอยู่ในวัยที่จะมารับบทแบบนี้มานานแล้ว ได้เล่นเป็นตัวละครที่ร้าย และขณะเดียวกันก็มีที่มาที่ไป และปูมารับบทบาทที่ทำให้รู้สึกว่าต้องพยายามมาก ปูก็อยากให้มันออกมาดี ปูโชคดีค่ะ ปูดีใจ”
ทำการบ้านกับเรื่องนี้ขนาดไหน
“ที่บินกลับไปนิวยอร์กครั้งนี้ปูไปเรียนการแสดง มีเรียนทุกวันก็ดีนะคะ”
ทำไมถึงเลือกเรียนการแสดงที่โน่น
“ที่ประเทศไทยก็เรียนค่ะ ตอนช่องวันติดต่อมา สิ่งแรกที่ปูขอคือขอให้มีครูว้อยส์ และมีครูการแสดงประกบทุกฉาก จะไม่เดินเข้าฉากโดยที่ไม่มีครูการแสดงซึ่งใช้ทั้งสองอย่างเลย ใช้ครูที่ประเทศไทยและครูที่นิวยอร์กด้วย”
เป็นการเพิ่มความมั่นใจ
“เพราะว่าเราโตมากับละคร และเรามีทุกวันนี้เพราะละคร แต่สิ่งเดียวที่ปูรู้สึกว่าปูขาดคือปูไม่เคยมองว่ามันเป็นศิลปะ แต่มองว่ามันคืองาน อีกอย่างเราเริ่มอยู่ในวัยอย่างที่บอกว่าทำไมถึงกลับมารับ เพราะว่าคิวมันไม่ได้เยอะมากที่ปูจะรู้สึกแน่นจนจัดตารางไม่ได้ คิวมันลงตัว มันเป็นโอกาสที่ปูได้มารับละคร พออ่านบทรู้สึกชอบก็เลยลองดูอีกครั้งนึง”
ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่าวาง “พลอย เฌอมาลย์” เอาไว้แล้วเรามาเสียบแทน เรารู้เรื่องนี้มาก่อนไหม
“จริงๆ มันไม่มีคำว่าเสียบแทน เพราะว่าการทำงานอาชีพนี้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าเขาจะเล่นหรือไม่เล่น มีการเปลี่ยนแปลงได้ สมมติถ้าปูไม่ได้รับงานนี้และมีคนอื่นมาแทนปู มันไม่ได้เรียกว่าเสียบ แต่มันเรียกว่าเขาอาจจะมีโอกาสที่เขาชอบมากกว่า หรือเหมาะกับตัวเขามากกว่า อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเขา”
ไม่ได้มองว่าเรามาแทนใคร
“ไม่มีทาง ปูรักพี่พลอยมาก เขาเป็นหนึ่งในเพื่อนของปู แล้ววิธีที่พูดก็ต้องระวังนิดนึง ปูเข้าใจว่าบางครั้งคนจะมองว่าคนเรามาแทน มันเป็นประเด็นดราม่าได้ แต่มันไม่มีคำว่าแทนเขาได้ ทุกบทบาทมันก็มีตัวเลือกหลายคนหรือว่าคนนี้คิวไม่ตรง เขาก็ต้องหาคนอื่นมาเล่น”
แสดงว่าคิวของปูแน่นเหมือนกัน
“แน่นค่ะ แน่นมาก เดี๋ยวถ่ายอีก 3 วันก็ต้องบินไปอเมริกา 8 วัน แล้วต้องกลับมาประเทศไทยอีก 10 วันต้องบินกลับไปใหม่ บินไปบินมาค่ะ”
แล้วถ้ามีคิวแทรกขึ้นมาล่ะ
“ไม่เป็นไรคุยกันได้ ปู-ไปรยา นะพี่ เงินก็ต้องใช้ คือมันไม่ได้เยอะขนาดนั้น คือคนจะมองว่าทำไมคนเราต้องสติ๊กเรื่องคิว จะได้ไม่ต้องมีข่าวออกมาทีหลังว่าเราไม่ได้สื่อสารกับกองละครตั้งแต่ต้น อันนี้คือชีวิตของเรา วิถีชีวิตของเราเป็นแบบนี้ การที่เราจะร่วมงานกันมันก็เหมือนกับเรามาเป็นครอบครัวกัน ต้องมีการพูดคุยกันตรงๆ ตั้งแต่ต้นว่าปูมีลิมิตตรงไหน โอเคกับอะไร แล้วคุยกับปูลงตัวปุ๊บ พอเขาขออะไรเพิ่มแล้วก็ต้องให้ เพราะมันคือผลงานของเรา เราไม่ซีเรียส”
เคาะสนิมไหมเพราะห่างจากละครไปถึง 3 ปี
“ปูรู้สึกว่าปูเกร็งเหมือนกันนะ ไม่ใช่ไม่เกร็ง มันอาจจะเป็นหนึ่งในสองเรื่องสุดท้ายที่ปูรับแล้ว เลยบอกว่าที่กลับมาเคาะคืออยากจะเล่นให้มันเต็มที่ ถ้ามันทำให้คนชื่นชมและติดตาม แค่นี้ปูก็ภาคภูมิใจแล้ว เพราะปูก็มีโครงการอื่นๆ ที่ใฝ่ฝันอยากทำต่อ นอกเหนือจากละคร ”
แสดงว่าจะรีไทร์จากละครไปทำอย่างอื่น
“งานที่เมืองนอกปูหนักและการที่ปูรับละครที่นี่ ทำให้ปูรับงานที่เมืองนอกไม่ได้ แต่ว่าปูห่างหายจากการเล่นละครไปนาน เลยอยากกลับมารับละครเรื่องที่คิวลงตัว ใน 6 เดือนแรก แต่ว่าหลังจาก 6 เดือนแรกผ่านไปก็จะกลับไปรับงานที่ต่างประเทศ กลับไปแคสหนังทำงานที่นั่นเหมือนเดิม”
เป็นปีสุดท้ายที่จะได้เห็นปูในงานละครหรือเปล่า
“ดูเรื่องนี้ก่อนว่าชอบไหม ถ้าชอบแล้วคนชอบจริงๆ เรามีตารางงานเมืองนอกว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็จะกลับมารับ แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็ขอไปทำตามความฝันต่อไป แล้วที่ต้องบินไปมาเพราะเรายังมีการทำงานกับเอเจนซี่ที่ต่างประเทศอยู่ ถ้าปูไม่อยู่กับงานที่โน่น เขาจะสามารถบอกได้ว่าถ้าไม่สะดวกทำงานที่ต่างประเทศก็ไม่ต้องทำ เราเลยต้องบินไปบินมา แต่ว่าเราชอบ เราไม่มีปัญหา เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่มีงานเราโชคดี อย่างที่บอกปู-ไปรยา เมื่อ 6 ปีที่แล้ว โฆษณาตัวนึงปูยังไม่มีเลยค่ะ เราเคยอยู่ในจุดที่มันไม่ใช่จุดนี้เลยบอกว่าตราบใดที่มีงาน ตราบใดที่ยังไหว ตราบใดที่เขายังอยากได้เราอยู่ เราทำไปเถอะ อย่าคิดอะไรมาก”
ตอนนั้นงานที่นู่นเยอะขนาดไหน
“ในระดับหนึ่ง ไม่เยอะมาก แต่ประเด็นคือการแข่งขันมันสูง เราเพิ่งเริ่มเรียนการแสดง แต่ว่าเราชอบนะ จริงๆ เรามีความสุข เราได้ลดทิฐิในแต่ละเรื่อง เราสู้เพื่ออาชีพตัวเองในเชิงศิลปะ แต่ไม่ได้สู้เพื่อให้ได้โฆษณา มันเป็นความรู้สึกที่ต่างกันนะ ที่นี่ปูเล่น ปูอยากได้กระแส มันเป็นจิตใต้สำนึกของเราที่อยากได้กระแสถึงได้เล่น แต่ที่ต่างประเทศเราไม่ได้เป็นปู-ไปรยา ปูเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วมันสู้ด้วยความสามารถจริงๆ เราก็รู้ว่าในด้านนางแบบเราได้ แต่ว่าในด้านการแสดงเราจะไปสู้คนที่เขาเรียนมาเป็น 10 ปีมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นบทเรียนที่มีค่ามาก เลยบอกว่าไม่อยากจะแลกกับอะไรเลย การที่ปูไปเริ่มศูนย์ที่โน่นมันทำให้ปูรู้สึกว่าปูเป็นคนโชคดีมาก”
คาดหวังกับผลงานเรื่องนี้ยังไงบ้าง
“คาดหวังมากค่ะ คาดหวังมากๆ จริงๆ ไม่ได้คาดหวังกระแสนะ แต่คาดหวังเรื่องเดียวว่าเป็นเรื่องที่คนจะบอกว่าปูเล่นแล้วเขาชอบ ขอสักเรื่องหนึ่งตั้งแต่เด็กจนโต ขอเรื่องนี้แหละที่คนบอกว่าเราเล่นแล้วติดชอบ ขอแค่นี้เลย”
เรียกว่ามันเป็นปมของปูในเรื่องการแสดง
“มันไม่เชิงปม ปูเซ็นกับสังกัดบ้านเกิดตอนปูอายุ 13 ตอนนั้นปูเรียนรู้ภาษาไทยกับกองถ่าย เรียนรู้การแสดงกับกองถ่าย และมีทุกวันนี้ก็เพราะกองถ่าย แต่เด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้ใฝ่ฝันจะเป็นนักแสดงมาเล่นละคร ยังไงมันก็ไม่ได้เล่นดีอยู่แล้ว เพราะนั่นไม่ใช่ความฝันของเขา แต่พอปูโตขึ้นนี่แหละคือความฝันของปู ปูรู้แล้วว่านี่คือสิ่งที่ปูชอบ ปูรู้ว่านี่คือสิ่งที่ปูต้องการให้คนเห็นความสามารถของปูในด้านนี้ ก็เลยขอเรื่องนี้เป็นเรื่องเดิมพันว่าจะพยายามทำให้เห็นว่าปู-ไปรยาทำอะไรแล้วไม่ถอย”
ที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้ตั้งใจไม่สุดกับงาน
“ไม่ใช่ว่าไม่ตั้งใจไม่สุด แต่เด็กที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยตั้งแต่อายุ 14 จนอายุ 28 แล้ว ชีวิตอยู่กับกองถ่ายจริงๆ ที่ปูห่างหายไป 3 ปี เพราะปูรู้สึกว่าต้องรีเซ็ทใหม่ ถามใจตัวเองว่าชอบเป็นนักแสดงหรือเปล่า แล้วเมื่อไหร่ที่ชอบกลับมาเล่นแล้วครั้งนี้หลังจากเรียนการแสดง หลังจากไปสู้ที่เมืองนอก ปูก็คุยกับคุณแมท(แมทธิว บราก) คุยกันค่อนข้างลึกซึ้งว่าในชีวิตปูอะไรทำให้ปูเครียดมาโดยตลอด เขาเลยบอกว่าอยากให้ปูกลับมารับเรื่องนี้ ถ้าจะเป็นเรื่องหนึ่งในเรื่องสุดท้ายหรือสองเรื่องสุดท้าย ขอให้ปูตั้งใจเล่นให้ดีที่สุดและปูจะได้มองกลับไป คำว่านักแสดงยังใช้กับปู-ไปรยาได้อยู่ เราไม่ใช่แค่เป็นดารา”
ได้คุยกับผู้จัดฯ และผู้กำกับว่ายังไง เพราะเป็นละครความหวังของปู
“คุยค่ะ ตอนที่เขาส่งบทมามีช่วยกันแก้ ปูอ่านกันมาหลายรอบ ปูชอบนิยายเรื่องนี้มาก บทมาลัยวรรณ ปูชอบตัวละครตัวนี้ เขาร้ายนะ ปูเคยเป็นเหมือนเขา คนที่ไม่เข้าใจ พยายามเท่าไหร่ ทำไมไม่ได้ ทำไมคนที่สวยกว่า ดีกว่าเขาได้ ทำไมฉันต้องสู้ ทำไมฉันต้องพยายาม ทำไมโอกาสฉันไม่มาสักที แล้วเมื่อมันมาแล้ว ทำไมมันหายไปได้ทันที การกระทำของเขาในหลายเรื่องมันเป็นสิ่งที่ปูผ่านมาในชีวิตมา 4-5 ปี พอเรามีความเข้าใจว่าคนมีทั้งคนดีและไม่ดี แล้วเจตนาของเขาทำไมดีหรือไม่ดี มันทำให้ปูอยากเล่นเรื่องนี้มาก ไหนจะทำเสน่ห์โน่นนี่ เราเข้าใจนาง”
เสียดายไหมที่เราให้คำตอบกับตัวเองช้าไปหน่อยในเรื่องของการแสดงว่าเราชอบการแสดงจริงๆ
“ไม่เคยเสียดาย เพราะมันพูดยาก เวลาตอนเด็กๆ ทั้งเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ดูแลครอบครัวไปด้วยส่งตัวเองเรียนด้วย ความรับผิดชอบมันสูง เลยบอกว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับคิดช้าหรอก คนที่ไม่ได้อยู่ในจุดปูไม่เข้าใจหรอกว่าการเป็นนักแสดงหรือการเป็นดารา มันมาพร้อมกับสิ่งที่เสียสละไปเยอะมากรวมถึงวัยเด็ก ถึงบอกว่ามันพูดยาก บ้านเกิดปูดูแลและประคองปูจนปูมีทุกวันนี้ เลยบอกว่าปูขอบคุณนะที่ปูคิดได้วันนี้เพราะว่าบ้านเกิดปู”
มารับละครเรื่องนี้ทำให้อยู่เมืองไทยยาว
“ก็ไปๆ มาๆ ค่ะ”
ถ้าไม่ได้ตามที่เราคาดหวังจะไปอยู่เมืองนอกไหม
“ไม่ๆ เราจะมาโทษประเทศไทยเพราะว่าเราเล่นไม่เก่งมันใช่เรื่องไหม ถ้าเล่นไม่ดีก็คือความผิดตัวเองสิคะ นี่คือบ้านเกิดหนู ที่อยากกลับมาเล่นคือคุยกับแมทแล้ว แมทบอกว่าสุดท้ายอาชีพเธอเป็นอะไร เป็นนักแสดง งั้นก็เธอก็ควรทำให้อาชีพนี้ภาคภูมิใจก็กลับมาเล่น ปูอยากทำให้เขาภูมิใจอยากทำให้ตัวเองภูมิใจ”
เข้าฉากไปแล้วเป็นยังไงบ้าง
“ดีค่ะ เป็นครั้งแรกที่ร้าย ร้ายเหลือเกิน ชอบประทับใจ มีความสุข ”
ที่ต่างประเทศมีงานไหม
“ใช่ค่ะ มีหนังที่ต่างประเทศที่รับไม่ได้ เพราะตัดสินใจได้ละครเรื่องนี้อีก แต่เป็นการตัดสินใจที่ปูคิดแล้วว่าปูเลือกละคร เพราะปูมั่นใจว่าอย่างน้อยที่นี่ก็คือพื้นฐานของปู สร้างฐานให้แข็งก่อนแล้วค่อยไปสู้ต่อที่นู่น ถ้าเราห่างหายไปจากจอทีวีมากเกินไป คิดว่าแค่กระแสงานเมืองนอกปู มันเอาไม่อยู่ ยังไงก็ต้องกลับมารับงานที่นี่ คิดเรื่องนี้มาเยอะค่ะ”
ก่อนหน้านี้มีนักแสดงช่อง 7 ที่หลังจากหมดสัญญาแล้วก็ถูกแท็กภาพสตอเบอรี่ หนึ่งในนั้นมีชื่อเราด้วยรู้สึกยังไงบ้าง
“ชีวิตมันสั้นนะคะ ปูผ่านข่าว ผ่านเรื่องราวอะไรมาเยอะมากในชีวิต เราผ่านในจุดที่คนด่ามาแล้ว คนชอบแล้ว มันคือสัจธรรม เราอย่าลืมว่าในวันหนึ่งเราอาจจะเป็นคนที่ทุกคนรัก แต่ว่าในวันหนึ่งเราก็เป็นคนที่ทุกคนไม่ชอบ มันอยู่ที่การกระทำและนิสัยของเรา แต่ว่ามันก็ต้องอยู่ที่เรา เราต้องคิดดีทำดี เราไม่สามารถทําให้ทุกคนมารักเราได้ แต่เราเชื่อนะว่าทุกคนมีเหตุผลของเขา ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็น มันคือสิทธิ์ของเขา แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะมีความเมตตากับเขา มีสิทธิ์ที่จะเข้าใจเขา อันนั้นคือสิ่งที่เราต้องอย่าลืมว่าเราคือบุคคลของประชาชน อาชีพนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสังคม เราจงอย่าว่าเขา ถ้าเขามีความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตของเรา เราจงรับและปรับปรุงตัวเราเอง”
ตอนนี้มีอะไรมาทำอะไรปูได้รึเปล่า
“ชีวิตนี้หรอ เราเจอมาเยอะแล้วนะ อย่างที่บอกชีวิตของเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้ามันโรยด้วยกลีบกุหลาบจริงๆ เราคงไม่ต้องมาเป็นแบบนี้ เราชิลมากค่ะ ไม่เป็นไร”