หนุ่มหมอลำโอปป้า ‘ลำเพลิน วงศกร’ แห่งค่ายแกรมมี่ โกลด์ พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานเพลงฮิตมากมาย ยอดวิวทะลุหลักล้าน แต่การใช้ชีวิตในวงการเพลงไม่ง่าย วันนี้มีโอกาสได้นั่งคุยอัพเดตชีวิตกับหนุ่มผมยาว
รีวิววัยที่โตขึ้นของลำเพลินในปีนี้หน่อย?
ลำเพลิน – “เราผ่านช่วงวัยรุ่นมา เจอผู้คน สังคม และสิ่งต่างๆ ระหว่างที่เราเป็นศิลปินได้เรียนรู้มา จนมาถึงตอนนี้อายุ 29 แล้ว มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ วันเวลาเดินไปข้างหน้า เวลาชีวิตเรากลับถอยลง เราพยายามวิ่งหาความสำเร็จ ทั้งที่จริงความสำเร็จมันไม่มีตัวตนหรอก มันมีแค่ความพอกับไม่พอแค่นั้นเอง ถ้าพอเป็นเมื่อไหร่นั่นแหละก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วถ้าไม่พอต่อให้เราทำได้มากแค่ไหน เราได้เงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน ถ้าไม่รู้สึกพอก็จะยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะอยากไปต่อที่ หมื่นล้าน แสนล้าน ไปอีกเรื่อยๆ มันอยู่ที่ความพอดี พอใจกับจุดนี้มั้ย บางทีเราปล่อยวางกับบางเรื่อง มันสอนให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น พออายุมากขึ้น ได้เรียนรู้สังคมมันทำให้เรานิ่ง ระมัดระวังตัวขึ้น ใช้ชีวิตไม่โลดโผนเหมือนเมื่อก่อน”

จุดไหนที่ทำให้เราพอใจ และมองว่าประสบความสำเร็จแล้ว?
ลำเพลิน – “จุดที่เห็นทุกคนมีความสุข คนรอบข้างของเรา วันไหนที่คนรอบข้างเห็นว่าเรามีความสุขแล้วกับจุดนี้ก็เป็นวันที่ผมมีความสุขเหมือนกัน เราทำให้คนรอบข้างมีความสุขได้แล้ว สร้างบ้านให้พ่อแม่ มีรถให้พ่อแม่ขับ ส่งน้องเรียนจบ ก็เป็นความสุข ความสำเร็จอย่างหนึ่ง มันสำเร็จไปทีละอย่าง ไม่ได้สำเร็จไปทุกเรื่อง ถ้าเราสร้างบ้านเสร็จแล้ว ทุกคนคงมีความสุข มันประสบความสำเร็จแล้ว เพราะว่าผมประสบความสำเร็จกับตัวเองแล้ว สิ่งที่ผมคิดไว้ อยากเป็นนักร้อง ผมก็ได้เป็นแล้ว มีเพลง ได้ไปทัวร์คอนเสิร์ต นั่นคือความสำเร็จของผมแล้ว แต่ว่าทุกคนที่อยู่รอบข้างผมจะสำเร็จตอนไหน ต้องช่วยผมด้วย ช่วยให้กำลังใจผมด้วย ช่วงพยุงความรู้สึกซึ่งกันและกัน”
กำลังสร้างบ้านให้พ่อแม่?
ลำเพลิน – “ใช่ครับ ใกล้เสร็จแล้ว จริงๆ บ้านหลังนี้ทำมาตั้งแต่ปี 63 ต้องหยุดไว้เพราะว่าหลังจากวางแผนจะทำ โควิดมา แล้วอีกอย่างผมซื้อบ้านที่นนทบุรีด้วย แล้วเราเป็นคนหาเงินคนเดียว เลยคิดว่าไปทีละขั้น ไหนจะรถอีก ยังไงเราก็ต้องกลับไปทำบ้านให้พ่อแม่อยู่แล้ว เลื่อนโปรเจ็กต์นี้ออกไปก่อน แต่ตอนนี้ใกล้เสร็จแล้ว”

ผ่านความสำเร็จแล้ว หลังจากนี้ความท้าทายคืออะไร?
ลำเพลิน – “ความท้าทายคือผลงานของเรา มีศิลปินหลายคนที่มาเป็นนักร้องแล้วไปไม่ถึงก็มี บางคนมีโอกาสแค่ได้คิดแต่ไม่ได้ลงมือทำ บางคนลงมือทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ถอยหลังกลับก็มี แต่บางคนทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็ยังทำอยู่ แต่กับบางคนทำยังไงก็ดัง มันก็เป็นตัววัดว่าคนเหล่านั้นจะสู้ต่อมั้ย ตอนแรกผมทำก็ไม่ดัง ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไปเรื่อยๆ เราอยากเป็นนักร้อง ก็ไปร้องเพลง สักวันหนึ่งมันก็ต้องมีสักเพลงที่ดัง มีคนรู้จัก เหมือนการทำซ้ำไปเรื่อยๆ ย้ำๆ อยู่อย่างนั้น ผมก็เลยคิดว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่เรานี่แหละ สิ่งที่มันท้าทายที่สุดก็คือความกล้าของเรา มันต้องพยายามให้พอ ระหว่างที่พยายามคุณต้องมีความอดทนด้วย มีความมุ่งมั่น ผมมองว่ามันเป็นทุกอาชีพเลย ทุกคนที่ประสบความสำเร็จผมกล้าพูดได้เลยว่าชีวิตคนเหล่านั้นกว่าที่จะประสบความสำเร็จ ล้มลุกคลุกคลานกันมาเยอะ ต้องผ่านความอดทน ความมุ่งมั่น เกมชีวิตเหล่านี้ทดสอบเราหมด”
พอดังแล้ว การยืนระยะในวงการยากกว่า?
ลำเพลิน – “ดังว่ายากแล้ว การดูแลตัวเองยากยิ่งกว่า มันก็ขึ้นอยู่ที่เราอีกนั่นแหละ เป็นคนเดิมมั้ย ส่วนมากไม่เป็นเหมือนเดิม ต้องเปลี่ยนไปตามบริบท ขึ้นอยู่กับว่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือเป็นอีกคนไปเลย ถึงวันนั้นไม่มีใครบอกเราได้ เพราะว่าเราจะหูหนวก ตาบอด เราจะรู้สึกว่าตัวเองคือที่สุด ทุกอย่างมันมีขึ้นมีลง เวลาขึ้นเราก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเอง มันไปเป็นคนเดิมไม่ได้ แต่เราสามารถรักษามาตรฐานสิ่งที่มันเป็นเรา แก่นแท้ของเรา เราเป็นเด็กบ้านนอกนะ เราเป็นคนจนมาก่อน สิ่งเหล่านี้ถ้ามันเตือนเราได้มันก็ดี ส่วนมากคนเราจะรอให้คนอื่นมาเตือนว่าตัวเองทำผิด แต่ลืมไปว่าทำไมไม่เตือนตัวเอง”

ผ่านจุดที่เข้าใจชีวิต เคยมีช่วงเวลาที่ดังแล้วลืมตัวมั้ย?
ลำเพลิน – “ความดังกับสิ่งเหล่านี้มันเตือนผมตลอด เลยทำให้ไม่ลืมตัว ยังเป็นผมเหมือนเดิม แต่ผมเห็นคนรอบข้างหลายคน ตั้งแต่สมัยไหนแล้ว เป็นวิทยาทานให้ ครูบาอาจารย์ก็คือคนที่เขาอยู่ก่อนหน้าเรา ทั้งคนที่อยู่ในยุคก่อน ยุคเดียวกัน ยุคหลัง ที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านมา ทำให้เห็นว่าทำไมคนนี้ถึงอยู่ได้นานประสบความสำเร็จ เราก็ต้องไปศึกษาคนเหล่านั้น ระหว่างคนที่พูดเก่งมาก ทัศนคติดีแต่ไม่มีความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิต กับอีกคนไม่พูดแต่ลงมือทำแล้วทำสำเร็จ ผมก็ต้องเลือกศรัทธาคนที่ไม่พูดแต่เขาทำจนสำเร็จ ผมก็ต้องไปศึกษาว่าเขาทำได้ยังไง วางตัวยังไง เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตยังไง”
เป็นศิลปินที่ไม่ได้มีความหวือหวา อวดความสำเร็จในโซเชี่ยล?
ลำเพลิน – “วัตถุนี่แหละเป็นตัวฉุดรั้งความเป็นเรา แต่ก่อนเราไม่มี เงินมันเข้ามาได้ ชื่อเสียงมันเข้ามาได้ แต่อย่าไปหลงกับมัน อยู่กับมันให้เป็น ถ้าจะอวดก็จะอวด ในสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจดีกว่า ผมก็เป็นลูกชาวนาคนหนึ่งที่อยู่กับตากับยาย ทุกคนเริ่มต้นได้เหมือนผม สิ่งที่ผมจะโพสต์ความสำเร็จอย่างเดียวคืออยากให้ทุกคนได้เห็นว่าทุกคนก็ทำได้ ผมเริ่มจากศูนย์ อาจจะติดลบด้วยซ้ำ แต่ว่าผมก็ยังทำได้ ทุกคนอาจจะมีเยอะกว่าผม มีความสามารถเก่งกว่าผม ทำไมทุกคนจะทำแบบผมไม่ได้”

“สิ่งสำคัญคือตัวเรา ถ้าเราไม่ลืมความเป็นตัวเอง เราก็จะเป็นเราแบบนี้ เมื่อก่อนเราก็ไม่เคยมีอะไร ไม่ได้ไปคิดว่าจะต้องเป็นคนดัง จะต้องเป็นคนมีเงิน มีคนเคารพนับหน้าถือตา พะรุงพะรังด้วยเกียรติยศ มันทำให้ชีวิตการเป็นศิลปินของเราเดินทางช้า เราจะไปได้เร็วจริงๆ ต้องไม่พะรุงพะรังกับของเหล่านี้ มีเวลาคิดกับชีวิต มีเวลาสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับตัวเอง แล้วอยากแบ่งให้คนอื่นบ้าง ศิลปินส่วนมากทำให้เห็น จากบ้านนอกมาพอเรามีเงินมีทองกลับไปบ้านบริจาคสิ่งของ สร้างสาธารณประโยชน์ให้ชุมชน เขามีจิตสำนึกที่ดี จากวันที่เราไม่มี พอวันหนึ่งเรามีแล้ว ก็อยากไปแบ่งปัน ชื่นชมคนเหล่านี้ ที่กลับไปพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง ตัวเราเองถ้ามีชื่อเสียงแล้วก็ต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้กับสังคม”
วีรนุช จันทำ