เนย โชติกา แจงโพสต์ขายรถบ่อย เผยเหตุผลไม่พร้อมรับละคร เม้าธ์ลูกสาวอยากเป็นดารา ส่วนลูกชายมีแววเป็นเชฟ

เฟดตัวไม่รับการแสดงนาน เพราะมุ่งทำธุรกิจแบบจัดเต็ม สำหรับคุณแม่ลูกสอง เนย โชติกา ที่ล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัวแคมเปญใหม่เครื่องสำอางธุรกิจแบรนด์ตัวเอง โดยดึงนักร้องสาว ป๊ายปาย โอริโอ้ มาเป็นแอมบาสเดอร์


โดย เนย ได้เปิดให้เก็บภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ พร้อมเปิดใจถึงชีวิตในช่วงนี้ ที่เป็นทำทั้งงานและดูแลลูกแบบฟูลไทม์ จึงเป็นเหตุผลที่ไม่รับงานแสดง พร้อมทั้งเคลียร์ถึงเรื่องที่ช่วงหลังโพสต์ขายรถบ่อย

เห็นช่วงนี้ขายรถบ่อย
“คือขายรถจะซื้อรถใหม่ แล้วเอาไปให้เต็นท์ตีราคาให้ค่อนข้างถูก แล้วรถเนยมั่นใจว่าใช้ดีเราใช้มือเดียวไม่เคยชน แล้วพอขายไปก็มีพี่สาวแ

ละเพื่อนๆก็ฝากขาย พอลงไป 2 ชั่วโมงขายได้เลย แล้วพอเขามั่นใจว่าเราลงอะไรไปเป็นรถบ้านจริงๆ ก็เลยขายรถไปสามสี่รอบแล้ว ทั้งของตัวเอง

แว้บแรกคิดนะคุยกับคุณอาร์ม บอกป๊าเราน่าทำนะเต็นท์รถ เราสกรีนรถดีๆ เราเอารถแต่คนที่เราไว้ใจ เป็นรถบ้านจริงๆ แต่ว่าก็ไม่น่าจะเท่าไหร่ เพราะแค่นี้ก็ไม่มีเวลาแล้ว ต้องเป็นของคนใกล้ตัวเลย เราต้องสนิทเพราะว่าเห็นที่มาที่ไปแล้วคนเขาได้ไปเขาก็ดีใจมาก เหมือนกับว่าส่งต่อให้คนที่เขาอยากได้จริงๆ และฝั่งทางคนขายเขาก็ไม่ได้ใช้จริงๆ“

มีของดียังไงด้วยความเป็นแม่ค้าเราขายออกง่าย?
”จริงหรือเปล่าจะได้ทำจะได้คิดธุรกิจใหม่เลยนะ(หัวเราะ)ไม่ได้ทำสาริกา ทำแค่เมตตามหานิยม ก็มีคนทักมาถามเรื่อยๆว่ามีอีกไหม ถามว่าเนยมีไหม เพราะรถที่ขายเพื่อนไปอ่ะคือถูก ถูกไปนะ ไม่ทันเลย มีอีกไหม อยากให้ลงอีก กลายเป็นเดือดร้อนเราต้องหารถ

ด้วยความที่เออทำไมขายถูกจัง มีคนวีนด้วยนะว่าแบบทำไมขายถูกจังไม่ทันเลย บอกให้เพิ่มแสนหนึ่งเอาคืนมา ก็คือบอกไม่ทันแล้วค่ะ พอดีเขาโอนจองแล้ว แล้วเนยขายให้เพื่อน ลงไอจีตัวเองด้วยไม่ได้บวกอะไรเลย และโดนวีนด้วยน่ารัก(หัวเราะ) แต่เราไม่ได้ซีเรียสเลยเข้าใจ ว่าทุกคนอยากได้ ก็ลงไปอยากให้ทุกคนได้ราคานี้“

ก็เดี๋ยวมีคนมาฝากขายเรื่อยๆ?
”ต้องสกรีน“

ช่วงนี้สอนลูกทั้งสองคนเข้าครัว?
”ก็ฝึกค่ะ เหมือนเขาเห็นเราทำบ่อย เขาก็อยากจะลองทำบ้าง ก็อยากให้ลองทำดูแต่เบื้องหลังคือเละนะ ตัดคลิปออกมาแค่นั้นสวยงาม แต่เบื้องหลังคือเละ ถ้าปล่อยให้เล่นกันเอง ก็ต้องยอมเละ พี่ชายเขาจะช่ำชองกว่า เขาชอบ จะเป็นเด็กที่นิ่งกว่า

ส่วนน้องจะอะเลิร์ต ทำอะไรก็จะเลอะหน่อยส่วนพี่เขาก็จะไม่ค่อยเลอะ เพราะว่าเขานิ่งกว่า และดูคนพี่อยากทำจริงกว่า ส่วนน้องจะเล่นๆกว่า“

แล้วนอกจากเรื่องการทำอาหารแล้วลูกๆดูชอบทำทางอื่นอีกไหม?
”ลลิณเห็นแม่ไลฟ์ขายของ และแต่งหน้า บางทีก็หยิบเครื่องสำอางมานั่งพูดคนเดียวแล้วนางก็ปิดท้ายด้วย ‘ไปก่อนนะคะคุณลูกค้า สวัสดีค่ะ’ แล้วพี่เลี้ยงถ่ายมาให้ คือตลก

เราก็ทำให้เขาเห็นไม่ได้บ่อยนะ เพราะว่าเขาไปโรงเรียน เขาก็เห็นเราทำแบบนี้อยู่ไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็จำมา สวัสดีคุณลูกค้า แต่เนยก็ชอบนะ มีความรู้สึกว่าเขาก็ได้เรียนรู้อะไรกลับไปถึงเขาบ้าง

เราก็ชอบนะ ลูกเราเป็นเหมือนเรา เหมือนสิ่งที่เราทำ ดีหรือไม่ดีมันก็สะท้อนกลับไปกับลูกเรา เราก็ค่อนข้างคิดว่า ถ้าเขาจะช่างจดจำ และสังเกต เพราะฉะนั้นพฤติกรรมเราที่มันไม่ดีก็ควรจะต้องไม่ทำ“

ลูกสาวได้คุณแม่และลูกชายได้คุณพ่อ?
“แบ่งกัน คุณพ่อเขารักความสะอาด คือมีวันหนึ่งเนยอายเลย เขาเป็นหวัดเนยให้เขาสั่งขี้มูก แล้วก็วางไว้ตรงปลายเตียง ซึ่งมันดึกแล้วอ่ะจะนอนแล้วเขาบอกว่าแม่ทำไมไม่เอาไปทิ้ง เขาลุกขึ้นมาหยิบทิชชูแล้วไปทิ้งถังขยะ คืออายนะ

ช็อตนี้สามีถามว่าอายไหม พ่อลูกเขาอ่ะเหมือนกัน ลลิณเขาก็จะไม่ได้อะไรขนาดนั้นจะวางก็วางเลย คิดว่าอะไรที่มันเป็นแบบนี้นิสัยนี้แล้วลลิณก็ได้จากแม่ไป คือเนยก็พยายามจะปรับ เพราะว่าเนยอ่ะเอาของลงแล้วรื้ออยู่ตลอดเวลาไม่ได้เป็นระเบียบเท่าพ่อกับอคิณ”

แล้วพี่ชายดุน้องสาวบ่อยไหม?
“ดุบ่อยค่ะ ไม่รู้ว่าเขาจำพ่อเขามาหรือเปล่า ก็เลยบอกกับป๊าทุกอย่างที่เราทำมันสะท้อนนะ เขาบอกว่าก็ถ้ามันสะท้อนก็ทำให้มันเรียบร้อยสิ ก็คือสะท้อนไปสะท้อนมา”

แต่ว่าที่บ้านก็ไม่ได้แก้ไขด้วยการใช้กำลัง?
“ไม่ค่ะ ที่บ้านเนยไม่เคยตีลูกเลยอ่ะ เขาก็เลยไม่เคยเห็นตรงนี้ แต่เคยเห็นคนอื่นมาบ้าง แต่พอแบบมีง้าง ก็ไม่ได้ทำ ก็เลยสอนว่าเออเคยเห็นแม่ตีอคิณไหมเคยทำอะไรไหม คือทำอย่างนี้แม่ก็จะเสียใจ น้องก็จะเสียใจ ก็จะต้องพูดเยอะหน่อยให้เขาเข้าใจ บ้านเราก็เลยไม่มีการตุ้บตั้บกันเลย“

ในเรื่องของการแสดง เราจะได้เห็นกลับมารับละครอีกไหม?
”ก็คือลุ้นนานจนเขาน่าจะไม่ลุ้นกันแล้ว ผู้จัดการเขาก็บอกว่าแม่รับเถอะ ก็เลยบอกว่าดูอีกทีนึง เพราะว่าลลิณน่ะเพิ่งไปโรงเรียน ก็ดูเหมือนว่าอาจจะต้องดูอีกทีนึงว่าถ้ามันไม่ได้ยาวก็อาจจะได้ ซีรีส์สั้นๆก็จะเป็นไปได้ กดดันนะเนยก็ปฏิเสธไปหลายเรื่องแล้ว ก็เกรงใจ

จริงๆอ่ะเนยไม่ได้มีเงื่อนไข เป็นคนที่อยู่ในวงการมาผู้ใหญ่ให้โอกาสอะไรมาเราก็รับ ไม่ได้ซีเรียสเรื่องบทอะไรขนาดนั้น แต่ซีเรียสเรื่องเวลาตัวเอง กลัวจะไปถ่ายละครแล้วไม่ได้เจอลูก แล้วเราก็มีงานที่เราจะต้องทำอยู่แล้ว เพราะต้องเข้าออฟฟิศต้องแบ่งเวลา กลัวว่าจะแบ่งเวลามากกว่านี้ไม่ดี

ก็ติดลูก คือทุกวันนี้นะ ถ้าถ่ายละครก็ต้องออกเช้า ช่วงเวลาไปส่งเขาไปโรงเรียนหรือไปรับ หรืออ่านนิทานก่อนนอนมันจะหายไป ก็เลยคิดว่ารออีกแป๊บนึง“

เขาถามไหมเรื่องคุณแม่เป็นดารา เขารู้ไหม?
”เขาไม่เคยรู้คำว่าดารา เพราะว่าเขาเกิดมาตอนที่เนยไม่ได้แสดงแล้ว จะรู้ว่าทำงานไม่ขายของไปรับโฆษณาไปอีเวนต์ แต่ว่าเพื่อนที่โรงเรียนบอกเขาว่า แม่เธอเป็นดารา ส่วนอคิณเฉยๆ มาถามพ่อ พ่อเขาก็ตอบไป

ส่วนลลิณ คุณแม่เป็นดาราเป็นยังไง แล้วมีคนถามว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร หนูอยากเป็นดาราเหมือนคุณแม่ก็ตลกดีค่ะ“

เคยเปิดละครที่เรากรี๊ดๆให้ลูกดูไหม?
”ไม่กล้าเปิดมันน่ากลัว แค่เปิดพวกรายการ ไม่ค่อยกล้าเปิดละครเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวก็กรี๊ดเดี๋ยวก็อะไร (นี่คือเหตุผลที่ไม่รับหรือเปล่า?) ไม่ล่ะ เขาแยกแยะได้ เด็กสมัยนี้เขาฉลาดและโตเร็ว แต่แค่ยังไม่พร้อมเฉยๆ จะกรี๊ดก็ไม่ได้ติด แต่ว่าเวลาสำคัญ“


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน