โอ๊ต ปราโมทย์ รีวิวชีวิตบอสเหนื่อยมาก ปลื้มบริษัทโคตรคูล วัยรุ่นอยากเข้าทำงานมากที่สุด ล่าสุดประกาศรับ 1 ตำแหน่ง แต่คนสมัครเป็นพัน
ขึ้นชื่อว่าเป็นบอส ที่เด็กวัยรุ่นอยากทำงานด้วยมากที่สุด สำหรับ โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน เจ้าของบริษัทโคตรคูล ล่าสุด วันที่ 18 มี.ค.67 ได้เจอนักร้องหนุ่มที่มาร่วมงานแถลงข่าว แคมเปญ Chang Cold Brew Cool Club ที่ ราชกรีฑาสโมสร (RBSC) ผู้สื่อข่าวจึงได้ถามนักร้องหนุ่มถึงประเด็นดังกล่าว
รีวิวอาชีพบอส?
“สั้นๆ เลยนะครับ อย่าเป็นครับ มันเหนื่อย ผมรู้สึกว่าการที่เราจะเป็นหัวหน้าคนได้มันไม่ใช่ใครจะเป็นก็ได้ มันต้องมีวาทะศิลป์ในการพูด ผมว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องรอง แต่วิธีการทำให้คนเชื่อและมองไปในทิศทางเดียวกันยากกว่า บอกเลยว่าการปกครองคนเป็นเรื่องที่ยากมาก เหมือนตอนนี้ผมมีลูก 50 คน ผมต้องคอยตามแก้ปัญหา ไอ้นั่นทะเลาะกับไอ้นี่ แอร์ไม่เย็น ห้องน้ำตัน คือทุกอย่างในออฟฟิศมันมีเรื่องกระจุ๊กกระจิ๊กเต็มไปหมด ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ เคลียร์ แต่อีกมุมมันเหนื่อยก็จริงแต่มันสนุก มันสนุกที่เราได้แก้ปัญหา ถ้าคุณเป็นคนชอบแก้ปัญหา คุณก็มีความสามารถในการเป็นบอสได้”
ใช้จิตวิทยาดูแลลูกน้อง? “เยอะมากครับ เราจะทำให้ 50 คนเชื่อเรา มันยากนะ มันจะมีบางคนที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่หัวหน้าสั่ง แต่ถ้าเราตอบเขาได้ว่าเหตุผลที่ให้เราทำสิ่งนี้เพื่ออะไร ตอบแบบเคลียร์เขาก็จะเข้าใจว่าทำสิ่งนี้เพื่ออะไร ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าสั่งอย่างเดียว ไม่ดูผลลัพธ์ว่ามันเกิดอะไร เรื่องนี้ผมว่าก็สำคัญ”
เป็นบอสที่ดุไหม? “เวลาผมทำงานผมจริงจังมาก แต่มันต้องมีลูกล่อลูกชน ไม่ได้เครียดตลอดเวลา ถ้ารู้สึกว่างานตอนนี้กำลังตึงเครียดอยู่เราก็เข้าไปทำให้มันผ่อนคลาย พอเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ แฟนมิตติ้ง มีคน 3,000 คน แล้วทุกคนไม่เคยทำ มันก็มีงอแงกันบ้าง ทำไมให้ทำอย่างนี้ ยากจัง แต่พอเขาผ่านมันไปได้ เขาจะรู้ว่านี่คือประสบการณ์ที่อยู่ออฟฟิศอื่นอาจจะหาโอกาสทำไม่ได้”
มีโกรธทุบโต๊ะไหม? “ไม่ ผมโกรธจะไม่ทุบโต๊ะ ไม่เคยล้มโต๊ะ ไม่เคยใช้วาจาหยาบคายกับลูกน้องเลย ไม่มี แล้วไม่เงียบนะ ผมจะคุยจนกว่าจะได้เหตุผลว่าสิ่งที่ทำมันผิดพลาดเพราะอะไร เราเชื่อว่ามนุษย์มีความผิดพลาดได้ แต่เขาต้องเรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาทำผิดพลาดมันมีผลกระทบต่อใครบ้าง แล้วจะแก้ไม่ให้มันเกิดปัญหานี้อีกยังไงสำคัญกว่า ผมเป็นคนดุแต่ใจเย็น พูดกันด้วยเหตุผลมากกว่า”
มีโพลออกมาว่าบริษัทโคตรคูลเป็นบริษัทหนึ่งที่เป็นบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ที่อยากจะร่วมทำงานด้วย?
“เวลคัมครับ ตอนนี้เด็กฝึกงานล้นมาก เหนื่อยมาก ตอนนี้บริษัทเราก็เป็นพาร์ทเนอร์กับเวิร์คพ้อยท์ฯ เราก็จะมีระบบที่ออฟิเชียลขึ้น เช่น ระบบการสัมภาษณ์งาน ล่าสุด เปิดรับสมัครประสานงาน 1 ตำแหน่ง วันรุ่นขึ้นทาง HR เวิร์คพ้อยท์ฯ โทรเข้ามาว่า เราเอาอีเมลไปวางตรงไหน ถึงโดนไวรัสกิน คนส่งมาไม่หยุดเป็นพันคนเลย เลยบอกพี่นี่คือเรื่องปกติ มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ตัวเขาเองก็ต้องปรับตัวเพราะเขาไม่เคยเจอ คนมาสมัครเป็นพันคนแบบนี้”
การร่วมงานกับคนเจนใหม่ ต้องปรับตัวขนาดไหน? “ผมว่าเด็กรุ่นใหม่เก่งกว่าเราด้วยในบางอย่าง สิ่งที่เขาไม่รู้เขาสามารถเปิดสมาร์ทโฟนดูได้เลย ฉะนั้นเราที่เป็นหัวหน้าเองก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ทันเด็ก บางสิ่งที่เด็กถามเราก็ต้องตอบให้ได้ ถ้าเราตอบไม่ได้ ไม่มีคำตอบให้เขา ก็จะรู้สึกเอ้า! ทำไม พี่เป็นหัวหน้าหนู พี่เก่งกว่าหนูแต่ทำไมพี่ตอบคำถามหนูไม่ได้ เราเองก็ต้องเรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย เราต้องปรับตัวเข้าหาเขา ให้เขารู้สึกว่าเราเองก็ปรับตัว ไม่ใช่เอาแต่ดุ หัวโบราณจนเด็กรู้สึกว่าทำงานด้วยแล้วไม่สนุก”
กับนิยามของเด็กสมัยนี้ ที่จะพูดกันติดปากว่า อยากทำงานที่ เงินเดือนสูง มีเจ้านายเป็นเพื่อน คิดว่าเขาพูดถึงบริษัทเราไหม?
“ผมว่าเรื่องเงินเดือน ด้วยออฟฟิศผมมีคน 40-50 คน เงินเดือนมันก็คงไม่สูงเท่าบริษัทใหญ่ๆ หรอก แต่ผมว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานของเราสนุก ในความสนุกมันมีความโปรเฟชชั่นนอลสูงด้วย ผมเชื่อว่าทุกคนมองเข้ามาเห็นโคตรคูลแล้วอยากทำงานด้วยจริงๆ แต่คุณไม่รู้หรอกว่างานข้างในมันเข้มข้นมาก แล้วผมก็กล้าพูดเลยว่าโคตรคูลมาได้ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ผม แต่มันเป็นทุกคนที่เก่งและยอดเยี่ยม แล้วโคตรคูลคนลาออกน้อยมากๆ เลย 6 ปีที่ผ่านมา ลาออกประมาณ 20 คน”
ผลประกอบการเป็นไปตามหวัง? “อันนี้ผมไม่รู้ คือผมเป็นคนที่ทำงานในแบบที่ผมไม่ได้หวังว่ามันจะมีกำไรใหญ่โต ผมทำงานด้วยความสนุก แต่พอเรามาร่วมกับบริษัทที่ใหญ่ขึ้น มันก็มีเรื่องผลประกอบการที่ทำให้เรามองเรื่องตัวเลขมากขึ้น ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่เพิ่มแรงกดดันให้เรานิดหน่อย แต่เราเองเรารู้เพอร์ฟอแมนของเราอยู่แล้ว เราทำทุกสิ่งเพื่อบริษัทเพื่อองค์กรอยู่แล้ว มันก็จะไม่มีคำถามกลับมาว่าเพราะอะไร บางทีผลประกอบการมันไม่ได้ตามเป้ามันไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียว มันมีอย่างที่ทำให้ผลประกอบการของทุกบริษัทสวิงขึ้นๆ ลงๆ”
สัญญากับลูกน้องจะดูแลกันไปตลอดชีวิตเลย? “ผมก็ต้องดูแลอยู่แล้ว ก็ดูแลกันไปยาวๆ เรารู้สึกว่าเรารับทุกคนมาแล้วเราก็ผูกพันกับทุกคน เราอยากให้โตไปด้วยกัน เก่งไปด้วยกัน เวลาผมเห็นลูกน้องเก่งผมก็ยินดี ดีใจด้วย สมัยนี้โลกเรามันใกล้กันมาก คนชมคนด่ามันเห็นเลย รายการในยูทูบ เทปไหนดีๆ คนเข้ามาชมชอบคลิปนี้จัง เด็กเห็นเขาก็ใจฟู มีความสุข เวลาปีใหม่เราก็ให้เขาเต็มที่ นี่เพิ่งพาไปเอาท์ติ้งที่ลาวมา เกือบ 50 คน หมดไปเยอะเลย ค่าก๊อกแก๊ง ค่าที่พัก ค่าเที่ยว ใครอยากดื่มเราก็สอดแบงค์ จัดเต็ม ให้เต็มที่
คนเห็นก็รู้สึกว่าอยากจะทำงานเพราะเราทำอะไรเราทำสุดกันหมด ปีหน้าขอลดสเกลเป็นเชียงใหม่พอแล้ว ปัญหาคือพอคนเยอะขึ้น ผมกังวลเรื่องสวัสดิภาพของพนักงาน เรากลัวว่าเราจะดูแลไม่ทั่วถึง เดี๋ยวมีคนเข้ามาเยอะ 80-100 คน เป็นในประเทศ แต่ดีหน่อยให้ทุกคนสนุกให้เต็มที่ จะไปนั่งกินที่ออฟฟิศดูแล้วคนไม่ได้ มันด่าแน่ มันด่าทั้งต่อหน้าและลับหลังแน่นอน”