ดร.สาธิต วิทยากร นักลงทุนด้านวงการเฮลท์แคร์ ผุดโปรเจ็กต์ MILLISECOND (บริษัท มิลลิเซเคินด์ จำกัด) เข้าลงทุนกับ ทีวีบูรพา ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ภายใต้แนวคิด “สร้างเสี้ยวพันวินาที ที่จุดประกายสิ่งดีๆให้กับโลก”

ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ได้มีการจัดงานแกรนโอเพนนิ่ง พร้อมแถลงข่าวเปิดตัว บริษัท มิลลิเซเคินด์ จำกัด MILLISECOND พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยไม่จำกัดแพลตฟอร์ม พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลงาน สร้างนวัตกรรมและบริหารต้นทุนดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับเทรนด์ธุรกิจมีเดียในโลก เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน
โดย ดร.สาธิต เผยว่า “วันนี้เราเปิดตัวบริษัท MILLISECOND เป็นคอนเซ็ปต์ที่ว่า “สร้างสิ่งดีๆ ภายในเสี้ยววินาทีร่วมกัน” พยายามทำให้ยังไงจะให้คนเปลี่ยนแปลงได้ภายในเสี้ยววินาที ที่คือหน้าที่ของบริษัทฯ ที่จะสร้างสื่อ สร้างมีเดียต่างๆ ให้คน ชุมชนต่างๆ มาช่วยกันทำความดีเพื่อ คน ชุมชน และสังคมที่ดีขึ้นครับ”

การลงทุนในครั้งนี้ จุดเริ่มต้นจากอะไร? “ผมเจอบริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่ง คือ TVBG แล้วดีเอ็นเอของคนกลุ่มนี้คือดีเอ็นเอที่น่าเชิดชู เพราะเขาเชิดชูคนดีให้กับสังคมได้รับรู้ ดังนั้นคอนเทนต์ต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ สามารถสร้างวัฒนธรรม สังคมใหม่ๆ ให้ดีขึ้น เลยเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทนี้ และก็ผลักดันในด้วนดิจิตอลมากขึ้น ทำสื่อในออนไลน์ให้คนได้เห็นมากขึ้น ผลักดัน ESG ในประเทศของเราให้มันดีขึ้น นอกจากนั้นแล้ว บริษัทฯ ก็จะไปเน้นการโฆษณา การทำสื่อ การทำสารคดี ภาพยนตร์ และซีรีส์ต่างๆ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่จะมาทำดี ก็จะเกิดโปรดักส์ใหม่ๆ ขึ้นภายในสิ้นปีนี้ มีเรื่องของสารคดีที่ดี ซีรี่ส์ที่จะมากระตุ้น มาเปลี่ยนภายในเสี้ยววินาทีให้คนลุกขึ้นมาทำความดี นี่คือหน้าที่ของ MILLISECOND ครับ”
จากธุรกิจโรงพยาบาล แต่ครั้งนี้มาลงทุนกับธุรกิจมีเดีย ท้าทายยังไงบ้าง? “มันคนละเรื่องกันเลย แต่แกนหลักเหมือนกัน อย่างโรงพยาบาลจุดประสงค์ก็คือสร้างคนที่จะเป็นผู้ให้ เพื่อดูแล คน ชุมชน สังคม ก็เป็นหลักเกณฑ์เดียวกัน เราดูแล คน ชุมชน สังคม ทางด้านสุขภาพ แต่ทางด้าน MILLISECOND จะดูทางด้านสื่อ การเข้าถึงคน เพื่อจะทำยังไงให้คนมาร่วมกันทำความดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมาร่วมกัน ก็คิดว่าได้มาทำเพื่อให้โลกนี้ดีขึ้นๆ เหมือนกันครับ”

บอกว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลกำไร? “ถ้าพูดอย่างนั้นเดี๋ยวพนักงานลาออกหมด (หัวเราะ) คือต้องมีเงินหล่อเลี้ยงองค์กร พนักงานอยู่ได้อย่างมีความสุข เราต้องทำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนครับ ต้องมีเงิน มีทรัพยากร เพียงพอที่จะผลักดันคนในกลุ่มที่ทำความดีต่อไป เราคงทำเพื่อรายได้ด้วย และเอาเงินไปต่อยอดเพื่อสร้างชุมชนให้แข็งแรง ยกตัวอย่างกาแฟดอยช้างก็ต้องไปทำยังไงให้เขามีงาน และสินค้าไปสู่ทั่วโลกได้ ก็ต้องมีปัจจัยให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ครับ แต่ถ้าเราขาดทุนธุรกิจเราก็จะไม่ยั่งยืนนะครับ”
จะสร้างความยั่งยืนยังไงได้บ้าง? “ยั่งยืน ณ จุดแรก เราจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม ให้กับเด็กๆ เยาวชน ผู้ใหญ่ที่ดูรายการ ดูคลิป คนยุคเก่าอาจจะดูทีวีกันอยู่ แต่คนยุคใหม่เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงยังไงในใจเขา เพื่อให้เขาทำสิ่งดีๆ มากขึ้นๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาท้อแท้ เราจะทำยังไงเพื่อจะปลุกกำลังใจให้เขาไม่ท้อแท้ สู้กับสิ่งที่เขาต้องยืนหยัดให้ได้ในโลกนี้ แรงบันดาลใจต่างๆ นั่นคือจุดประสงค์ที่เราจะสร้างขึ้นมาครับ”

ด้าน นายกฤษณพล พงศ์ธนาวรานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท MILLISECOND จำกัด กล่าวเสริมว่า “จริงๆ ปีนี้จะมีโปรเจ็กต์พิเศษหลายตัว หลักๆ ที่จะได้เจอคือ พี่บัวขาว เป็นเรียลลิตี้ กับเด็กนักเรียน 4 คนไปอยู่ค่ายบัวขาว สาเหตุที่เลือกบัวขาว คือเขาเป็นที่โด่งดังในต่างประเทศ การทำเรียลลิตี้ครั้งนี้คือเราจะเอาไปตลาดโลกด้วย ไม่ใช่แค่ที่เมืองไทย เป็นเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ สอนเรื่องการเรียนรู้ การใช้ชีวิต การใช้ศาสตร์มวยไทย ซึ่งมันเป็นซอฟพาวเวอร์อยู่แล้ว และเพื่อปรับเปลี่ยนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

และสำหรับตัวอื่นยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา มีซีรีส์ที่ร่วมทุนกับทางเกาหลีดำเนินการอยู่ ผู้กำกับได้แล้ว บทเสร็จแล้ว รอสร้าง 2 ปีเสร็จครับ
ส่วนการจับมือธุรกิจครั้งนี้ ก็เพื่อสังคม แค่เราก็ยังยึดแกนเดิมเป็นหลักที่ทำอยู่ 22 ปี และเราก็ต้องอยู่ในความยั่งยืน ให้มีผลกำไรด้วย โดยที่ผลตอบแทนนี้เป็นความสุขและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมด้วย อันนี้ต้องใช้ความสามารถมากขึ้นครับ
ในส่วนของโซเชียล จริงๆ เรามีโซเชียลอยู่นานมากแล้ว จำนวนคนติดตามประมาณ 3.6 ล้านคน ถามว่าคาดหวังยังไง อย่างแรกเราอยากให้บริษัทเล็กๆ ของเราดำเนินการต่อไปได้ท่ามกลางกระแสที่ค่อนข้างจะเชี่ยวกรากอยู่ แต่ว่าด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรต่างๆ ก็จะทำให้เราก้าวต่อไปได้ ส่วนของ BURABHA เองก็จะเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ส่วน CULSTER ก็จะเป็นเรื่องของคอนเทนต์ ละคร ซีรีส์ สารคดี”

เป้าของรายได้ก็คือ 250 ล้าน และเติบโตทุกๆ 15 เปอร์เซ็นต์ทุกๆ ปี จริงๆ นอกจากคอนเทนต์ ก็จะมีเรื่องของเฟสติวัลด้วย ซึ่งปีนี้เป็นแรกที่จะร่วมมือกับพันธมิตร ที่ชื่อชูใจ และพันธมิตรอื่นๆ ด้วย ที่จะร่วมกันสร้างเฟสติวัลนี้ ถามว่ามีความหลากหลายด้านคอนเทนต์มากมาย นับเป็นการปรับตัวด้วยไหม คือจริงๆ แล้ว BURABHA ทำคอนเทนต์เพื่อซัพพอร์ตของผู้คนและสังคม แกนหลักคือ สังคมและความยั่งยืน
ถามว่าจะมีเรื่องของ AI เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่ไหม จริงๆ คือมีแอบทำนะ ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ยกตัวอย่างเทปเก่าๆ เมื่อ 20 ปีก่อน มันไม่สามารถนำกลับมาฉายได้แล้ว แต่ด้วยเทคโนโลยี AI มันสามารถดึงเทปเดิม หรือว่าไฟล์อนาล็อกเดิมสามารถนำมาเป็นไฟล์ดิจิตอลได้ เดี๋ยวผมจะเอากลับมาให้ชมกันอีก เราจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนหลายหมื่น หลายพันเคสที่สำคัญ ที่เราจะนำมาต่อยอดเป็นหนังเป็นซีรีส์

นำของเก่ามาให้ทำเกิดคุณค่ามากขึ้น ทุกวันนี่เราก็สร้างแรงบันดาลใจอยู่แล้ว อย่างเคสเดิมๆ จากตัวเลขที่เราเห็น อย่างคลิปปู่เย็น เราเอาลงไป 1 นาที ไม่เกิน 3 วัน ได้ 1.2 ล้านวิว แสดงว่ายังมีคนต้องการเรื่องของแรงบันดาลใจอยู่ ถามว่าทุกวันนี้สารคดียังมีคนสนใจมากอยู่ไหม จริงๆ แล้วเมืองนอกสารคดีได้รับความสนใจอันดับ 2 รองจากบันเทิง และตลาดใหญ่มาก แล้วเราเดินมา 5-6 ปีแล้ว จึงอยากพาพันธมิตรเข้าไปเดินด้วย ความต้องการสารคดีในต่างประเทศมีสูงครับ

และจริงๆ สิ่งที่เราทำไปได้ก็คือเรื่องของสัตว์ป่าด้วย สัตว์ป่าเป็นภาษาสากล สัตว์ป่าในเมืองไทยเป็นเรื่องเฉพาะถิ่น ก็เป็นสิ่งง่ายที่จะทำให้ต่างประเทศสนใจคอนเทนต์เรา และที่สำหรับเรื่องของวัฒนธรรม การท่องเที่ยวต่างๆ ฝรั่งให้ความสนใจเยอะครับ”