ชิมลางงานแสดงในละครชุด “ดวงใจเทวพรหม” เรื่อง “ขวัญฤทัย” ของค่ายฟีลกู๊ดฯ สำหรับพระเอกลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ‘ไมกี้’ ปณิธาน บุตรแก้ว วัย 21 ปี ที่มารับบท ‘พันตรีนายแพทย์ หม่อมหลวงฉัตรเกล้า จุฑาเทพ’ ลูกชายของคุณชายพุฒิภัทรและกรองแก้ว

โดยวันนี้มาทำความรู้จักกับหนุ่มไมกี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยอยากเป็นครู แต่ชีวิตพลิกก้าวสู่วงการบันเทิง
ไปยังไงมายังไงถึงเข้าวงการบันเทิงได้?
ไมกี้ – “ช่วงนั้นผมเพิ่งเรียนจบม.6 มาใหม่ๆ ไปเปิดหมวกเล่นดนตรีอยู่ข้างถนนที่ลำปาง แล้วผู้จัดการผม (ปิ๊ก ฌาณฉลาด) ไปเจอ ส่งผมมาแคสติ้งกับทีมช่อง 3 แล้วก็ได้แคสต์ละครเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลย มีกีตาร์ตัวหนึ่งก็ร้องเพลงจีบพี่แหม่ม ธิติมา (ผู้จัด) อยู่ๆ ก็ได้บทนี้มาเลย ผมร้องเพลงของพี่จรัล มโนเพ็ชร เพลงพี่สาวครับ”

ย้อนกลับไปตอนนั้น ทำไมถึงร้องเพลงเปิดหมวก?
ไมกี้ – “ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนั้นสิ้นเดือนเงินยังไม่ออก เลยพูดเล่นๆ ว่าไปเล่นดนตรีเปิดหมวกกันดีมั้ย ก็ลองไปเล่นกัน ช่วงแรกได้เงินคนละ 30-50 บาท ยังไม่รู้เวลาตลาด ผมไปถึงหนึ่งทุ่มตลาดเริ่มวาย พอหลังๆ เริ่มไปตั้งแต่สี่โมงเย็น ไปจองที่ทำเลดีๆ เล่นจนตลาดปิด เคยมีท็อปฟอร์มวันหนึ่งได้ 5,000-7,000 บาท ที่ได้เยอะเพราะเราเลือกร้องเพลงเก่า เลือกเพลงเด็ก เด็กไม่ให้เงิน (หัวเราะ)”
“แล้วผมชอบร้องเพลงเก่า เพลงที่ขายดีส่วนใหญ่จะเป็นฟีลพี่แจ้ พี่จรัล พี่เต๋อ หรือไทยลูกกรุงก็มี ผมชอบฟังเพลงแนวนี้เพราะคุณยายคุณแม่ชอบฟัง จากเปิดหมวก คนก็จ้างไปเล่นร้านอาหารบ้าง จ้างไปงานแต่งบ้าง จากที่เริ่มจากการร้อนเงิน ผมลาออกจากงานพาร์ตไทม์เลย เมื่อก่อนเป็นเด็กเสิร์ฟ ได้ชั่วโมงละ 40 พอเปิดหมวกได้วันหนึ่ง 4,000-5,000 ลาออกจากเด็กเสิร์ฟมาเปิดหมวกดีกว่า”

คิดว่าเปิดหมวกได้ดีเพราะร้องเพลงหรือด้วยหน้าตาเราด้วย?
ไมกี้ – “ไม่รู้เหมือนกันครับ คือกิมมิกของวงดนตรีเรา ไม่ได้มีแค่ร้องเพลงอย่างเดียว เราขายเฟรนด์ชิพ ขายเอ็นเตอร์เทน ชื่อวงเรา วงข้าวกั๊นจิ๊น ข้าวกั๊นจิ๊นเป็นข้าวที่เขาชอบขายกันตามงานวัด เป็นข้าวห่อเนื้อใส่เลือดใส่เครื่อง ที่ตั้งชื่อนี้ เพราะมันอร่อย ตอนนั้นกินข้าวกั๊นจิ๊นอยู่พอดี”
จากเด็กเสิร์ฟมาเป็นนักร้องเปิดหมวกตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
ไมกี้ – “ประมาณม.4 ม.5 ครับ จริงๆ เล่นกีตาร์อยู่แล้ว ตั้งแต่ม.ต้น พอมาม.4 ก็เริ่มเรียนจริงจัง”
ตอนนั้นไม่คิดอยากเข้าวงการเลยเหรอ?
ไมกี้ – “ตอนนั้นผมไม่ชอบวงการบันเทิง รู้สึกอยากเป็นครูอย่างเดียวเลย อยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ เพราะผูกพัน เป็นอาชีพที่ผมรักมาก แม่ผมก็เคยเป็นครู รู้สึกว่าครูเป็นอาชีพที่มีบุญคุณมีคุณค่ามากๆ เป็นอาชีพที่สำคัญมากๆ ในการจะทำให้คนในสังคมพัฒนา ก็อยากเป็นครูที่ดีครับ”

เป็นเด็กที่ทำอะไรหลายอย่างระหว่างเรียน เป็นเด็กเสิร์ฟ เล่นดนตรีเปิดหมวก แนวคิดแบบนี้มาได้อย่างไร?
ไมกี้ – “อาจเพราะครอบครัวมั้งครับ คุณแม่ผมปล่อยให้เลือกเส้นทางของตัวเอง ตอนนั้นผมท้ากับแม่ว่า ขอทำอะไรก็ได้ได้มั้ย แม่อย่ามาห้าม ปล่อยให้ผมออกไปข้างนอกดีกว่า มีมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันก็ไปทั่วเลย แม่บอกว่าขอแค่อย่างเดียว การเรียนอย่าทิ้ง ผมก็เอาเกรดเฉลี่ยมาให้เขาดูทุกเทอม จบเกรด 3.92 แม่ยิ้มเลย ผมไม่ได้เป็นเด็กเกเร แค่เป็นเด็กกิจกรรมเยอะมากจนไม่ได้กลับบ้าน”
เหมือนนิสัยเราดูขัดกับที่มีแม่เป็นครู ที่ต้องอยู่ในกรอบเข้มงวด?
ไมกี้ – “ผมชอบเรียนรู้ ชอบเจอคน มีคำพูดหนึ่งที่ผมชอบมากๆ คือ มนุษย์เราไม่มีใครที่มีลายนิ้วมือเหมือนกัน ทุกคนมีความพิเศษของตัวเอง มันอยู่ที่ว่าเราอยากจะไปค้นหาความพิเศษนั้นไหมของคนแต่ละคน แล้วผมรู้สึกอยากจะทำแบบนั้น ผมเลยชอบจะหาประสบการณ์ ชอบทำงานกับคน ทุกคนมีความพิเศษเป็นของตัวเอง”

หน้าตาเราก็ดี ทำไมถึงไม่อยากเข้าวงการ?
ไมกี้ – “ไม่ได้มองไม่ได้คิดเลย ก็เคยเดินแบบ เคยมีคนทักหลายคนมากๆ ว่าเข้าวงการมั้ย มาทำนู่นทำนี่ แต่ประสบการณ์แรกๆ ที่ผมอยู่กับวงการไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยไม่ค่อยชอบ ตอนนั้น ผมเด็กด้วยแหละ ผมมองวงการว่าเป็นวงการที่ต้องเอาชนะ ต้องแย่งชิง ถ่ายรูปก็ต้องยืนเบียดเอาไหล่ขึ้นมา ผมไม่ชอบเจอมาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวครับ ก็เลยรู้สึกว่ามันคงจะไม่ใช่ที่ของเรา แต่ความคิดนี้มาเปลี่ยนไปหลังเจอผู้จัดการผม”
อะไรทำให้เราเปิดใจ?
ไมกี้ – “เขามาพูดว่าเขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของผม อยากเห็นผมสำเร็จ แล้วอยากจะให้ความฝันผมเป็นจริง ซึ่งทุกคนก่อนหน้านี้ที่ผมเคยเจอไม่เคยมีใครพูดแบบนี้ มีแต่บอกว่าไปทำอันนี้มั้ยได้เงินเยอะนะ ไปทำอันนี้สิ วันเดียวได้เท่านี้ แต่คนนี้มาแบบอยากให้ประสบความสำเร็จในความฝันของผม ผมก็โห”

อะไรคือความฝันของไมกี้?
ไมกี้ – “อยากเป็นผู้ให้ครับ อาจจะฟังดูเป็นภาพรวมมากๆ แต่ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขกับเอ็นเนอร์จี้ที่ผมได้รับมาหลังจากที่ผมให้เขาไป”
อย่างเช่นอะไรที่รู้สึกว่าการเป็นผู้ให้มันดีกับเราเหลือเกิน?
ไมกี้ – “ยกตัวอย่างละครนี้ก็ได้ ผมทุ่มเทมากๆ พอได้ฟีดแบ็กกลับมาดีแล้วคนชอบ มันทำให้ภูมิใจกับตัวเองว่าเราทำให้คนชอบนะ อินสไปร์คนได้นะ มันมีคุณค่ากับผมมากๆ แล้วเป็นแรงผลักดันให้ผมไปต่อเรื่อยๆ กับชีวิต ไม่ได้จำกัดว่าผู้ให้คืออะไร มันให้ได้ทุกอย่าง ให้ความสุข ให้รอยยิ้ม ให้ความรู้ สิ่งที่ทำให้เรามีความคิดแบบนี้ คงเป็นเพราะครูแหละครับ สิ่งที่ผมอยากเป็นครูอยู่แล้วด้วย ซึ่งครูเป็นอาชีพที่เป็นผู้ให้สูงสุด อาจจะเป็นเพราะแม่เป็นครูด้วย ผมไม่รู้ว่าความคิดนี้มาจากไหน แต่รู้สึกว่ามันเป็นความสุขของผมเลย”


เป็นพระเอกเรื่องนี้ กว่าจะถ่ายจบ เราก็ป่วยเยอะเหมือนกัน?
ไมกี้ – “ใช่ครับ ตอนถ่ายทำขวัญฤทัย คิวบู๊มันพลาด ซี่โครงหัก ปอดรั่ว ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ผ่าตัดไปสองครั้ง ค่อยๆ ดีขึ้นแล้วครับ แล้วก็มีโรคมาเรื่อยๆ มีที่ไปถ่ายละครอีกเรื่องหนึ่ง (หวานรักต้องห้าม) อยู่ๆ หัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ตอนนี้หายดีแล้ว เกิดจากทำงานเยอะ พอไม่ได้นอน หัวใจเลยเต้นเร็วในระยะเวลาที่นานแล้วมันฝืนร่างกาย”
อะไรที่เราคิดว่าทำให้เป็นไมกี้วันนี้?
ไมกี้ – “ด้วยการทำงานและสิ่งต่างๆ ที่เจอมา เหมือนเป็นการบังคับให้เราโตเร็วขึ้นมากๆ แบบก้าวกระโดด ระยะเวลาในการทำงาน 3 ปีที่อยู่ตรงนี้ได้ประสบการณ์เยอะมากๆ ถ้าเล่าเรื่องทุกอย่างที่เจอมา ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นภายใน 3 ปีนี้ ตั้งแต่เรียนจบ เข้ามาแคสต์ช่อง 3 ได้เล่นละคร ขวัญฤทัย ได้เจอป้าแจ๋ว (ยุทธนา) ถ่ายทำไปเจออุบัติเหตุบ้าง เจอคนหลากหลาย เจอเหตุการณ์หลายอย่าง ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลา 3 ปี เร็วมากๆ มีความกดดันเยอะมากๆ ไม่เคยท้อหนักขนาดนี้ ไม่เคยดีใจได้มากขนาดนี้ ไม่เคยมีความสุขมากขนาดนี้ ทุกอย่างล้นหลามมากๆ ใน 3 ปีนี้”

แล้วอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องสู้ต่อไปกับอาชีพนี้?
ไมกี้ – “ทุกคนเลยครับ ทุกคนรอบตัวมีผลหมด รวมทั้งตัวเองด้วย ก็เป็นกำลังใจให้ตัวเองด้วยในบางที แล้วทุกคนก็คอยซัพพอร์ต ชีวิตหนึ่งเกิดได้ครั้งเดียว ก็ลองทำให้เต็มที่ดู ผมไม่อยากผิดหวัง แล้วก็ไม่อยากทำให้คนอื่นผิดหวัง ก็ต้องเต็มที่กับทุกอย่าง”
วันที่เหนื่อยสุดๆ ท้อหมดกำลังใจ ไม่อยากเป็นไมกี้ตรงนี้แล้ว บอกกับตัวเองยังไง?
ไมกี้ – “จริงๆ ณ ตอนนั้นก็พยายามดันตัวเองไปเรื่อยๆ มีคนหนึ่งพูด จำไม่ได้ว่าใครพูด เขาบอกว่า อย่าดูถูกความสามารถของตัวเอง อย่าดูถูกศักยภาพ แล้วก็อย่าดูถูกลิมิตของตัวเอง คนเราไม่ได้มีลิมิต ลิมิตมันสามารถดันขึ้นไปได้เรื่อยๆ แล้วผมก็ดันลิมิตนี้มาตลอด”
“มันอยู่ที่มุมมอง ถ้าเรามองโลกแง่ร้าย เราก็จะคิดแต่มุมนั้นแล้วเราก็จะท้อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามองโลกในแง่ดี มองแต่สิ่งดีๆ มองถึงโอกาส มองถึงความโชคดี มันก็ช่วยให้เราดันไปได้เรื่อยๆ พอทุกอย่างเสร็จสิ้น พอมองย้อนกลับไป เรามาไกล มันทำให้เราภูมิใจมากๆ ครับ”

วันนี้มุมมองวงการบันเทิงเปลี่ยนไปไหม?
ไมกี้ – “เปลี่ยนไปเยอะมาก แล้วรู้สึกดีมากๆ ตอนนี้ผมตกหลุมรักการแสดงไปแล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะประสบความสำเร็จในฐานะที่ตัวเองได้ขึ้นชื่อว่ามีอาชีพเป็นนักแสดงครับ”
วีรนุช จันทำ