เกรซ กาญจน์เกล้า แจงดราม่าเพลง “บาย พอ ลา” เข้าใจคนเซ้นซิทีฟ ยันไม่มีเจตนาล้อเลียน เสียใจถูกตีความผิด ประกาศหยุดเล่นคำชื่อเพลงโดยใช้ชื่อโรคแล้ว
เพิ่งจะมีโอกาสได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการครั้งแรก สำหรับดราม่าในโลกออนไลน์กรณีเพลง “บาย พอ ลา (Bipolar)” ของ เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการนำชื่อโรคทางจิตเวชมาตั้งชื่อเพลง รวมถึงการทำชาเลนจ์โปรโมตเพลง โดยชาวเน็ตหลายคนมองว่าอาจจะนำมาซึ่งความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ได้

ล่าสุดวันที่ 21 มิ.ย.2567 ที่ ห้อง อเทลิเยร์ 1 ชั้น 2 โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ นักร้องและนักแสดงสาว เกรซ กาญจน์เกล้า ที่มาร่วมงาน “Revive Your Glow Event” จัดโดย Merz Aesthetics Thailand ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมืองไทย ได้ถือโอกาสชี้แจงประเด็นดราม่าดังกล่าว

ดราม่าเพลง “บาย พอ ลา” ที่มีก่อนหน้านี้?
“จากที่มีดราม่าที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้มีโอกาสมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ คือมันเป็นเรื่องเพลง บาย พอ ลา ซึ่งคอนเซ็ปต์ของเราในเพลงแต่ละเพลงที่ผ่านมา จะมีการเล่นคำอยู่แล้ว ตั้งแต่ Hurt เรท ก็เล่นมาจาก Heart Rate คือการออกกำลังกาย แล้วก็เป็นเป็นอะไรที่เป็นตัวเอง เพลงถัดมาก็คือ กดไลค์ย้อน ก็มาจากกรดไหลย้อน มันก็เป็นเรื่องโรค เราก็เลยเดินสายทางนี้เลยแล้วกัน”
“จนมาล่าสุดกับเพลง บาย พอ ลา ซึ่งไปพร้อมกับคำว่าไบโพลาร์ ซึ่งเราก็เข้าใจว่าจะมีคนบางกลุ่มที่เซ้นซิทีฟที่เขามีปัญหาตรงนี้จริงๆ เขาก็มองว่าเราไปตั้งชื่อล้อเลียน แต่ความจริงมันไม่ใช่ จริงๆ คำว่าไบโพลาร์ตรงนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะมาเหยียดหรือบูลลี่อะไรเลย เพียงแค่ว่าเพลงมันเดินทางของมันแค่ 3 นาที แล้วชาเลนจ์ต่างๆ มันก็มีเวลาแค่ 13-30 วินาที แล้วตัวเราเองก็เป็นนักร้องไม่ได้มีโอกาสมา Educated คนมากพอ เราก็เลยขอใช้โอกาสนี้ในการ Educated เลยแล้วกัน”
“เนื่องจากบางคนยังไม่เข้าใจว่าโรคไบโพลาร์จริงๆ แล้วมันไม่ใช่การที่อยู่ดีๆ เราหัวเราะแล้วร้องไห้สลับกันในทันที แต่ไบโพลาร์จะมี 2 อาการ อาการแรกคือมีความมั่นใจสูง มีความร่าเริงมีความสุขผิดปกติ กับอีกอาการคือมีอาการซึมเศร้า ไม่มีความมั่นใจ เก็บตัว ซึ่ง 2 อาการนี้มันจะมีระยะเวลาของมัน แต่ปัจจุบันก็มีวิธีการรักษาซึ่งผู้ป่วยหลายคนก็หายแล้วเยอะเหมือนกัน”
“แล้วก่อนที่เราจะมาทำเพลงก็ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค เพียงแต่ว่าในพาร์ตของการเป็นนักร้องก็ไม่ได้สามารถที่จะไปนั่งอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ โอกาสนี้ก็เลยถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราได้สร้างการรับรู้เรื่องนี้ไปด้วยในตัวเลย”
ตกใจไหมตอนแรกที่มีกระแสเกิดขึ้นมา ?
“ตกใจเหมือนกันค่ะ เพราะว่าจริงๆ เพลงนี้มันเป็นเพลงที่ให้กำลังใจด้วยซ้ำสำหรับคนที่กำลังเจ็บปวดในความสัมพันธ์ที่เป็น Toxic ส่วนคอมเมนต์ต่างๆ ก็มีโอกาสได้เห็น ซึ่งทางค่ายก็ค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้มากๆ เลยเปลี่ยนชื่อเพลงจาก “บาย พอ ลา(Bipolar)“ เหลือแค่เพียง “บาย พอ ลา” อย่างเดียว”

“ส่วนตัวเราเองไม่อยากให้หลายๆ คนที่ตัดสินคิดไปเอง เพราะว่าเรายังมีโอกาสได้มาบอก รวมถึงยังไม่ได้มีการพีอาร์อะไรเลย เพลงมันเพิ่งเริ่มปล่อย แล้วก็เจอดราม่าตรงนี้แล้ว เรียกว่ายังไม่ทันได้เกิดก็โดนคุมกำเนิดซะแล้ว รวมถึงชาเลนจ์อะไรที่เกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ที่เราจะสื่อสารก็มีการระวังมากขึ้น ตอนนี้เท่ากับว่าไม่ได้มีชาเลนจ์อะไรที่จะทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นการอธิบายหรือว่าให้ข้อมูลความหมายแบบผิดๆ ค่ะ”
ส่งผลกระทบกับเพลงเรายังไงบ้าง ?
“กระทบเต็มๆ เลยค่ะ ไม่ได้โปรโมตประมาณ 2 อาทิตย์เลย ถามว่าเสียใจมั้ยก็เสียใจ แต่ก็เข้าใจในบริบท เพราะการที่จะมาบอกว่าเป็นคนกลุ่มเล็กที่ดราม่าก็ไม่ได้ เพราะเขาก็คือคนกลุ่มนึงในสังคมเหมือนกันที่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเซ้นซิทีฟ ทั้งตัวเราเองและค่ายเองก็แคร์กับเรื่องนี้มาก”
“จริงๆ มีหลายคนมากที่รู้สึกว่าทำไมต้องเปลี่ยนเปลี่ยนชื่อด้วย มันก็เป็นกิมมิกเป็นการเล่นคำ เขาก็มองเป็นเรื่องบวก ตรงนั้นก็ต้องขอขอบคุณ แต่ถ้าสำหรับใครบางคนที่ยังรู้สึกว่ามันยังเป็น Toxic รู้สึกว่าที่ผ่านมามันแย่ คือเกรซมอบดอกไม้ให้คุณ แต่คุณอย่ามองเป็นมีดได้มั้ย เพราะเราไม่ได้ มีเจตนาที่จะไปทำร้ายอะไรแบบนั้นเลย ยอมรับว่าเสียใจที่หลายคนแปลเจตนาของเราผิดไป ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่โลกโซเชียลควรจะให้โอกาสตัวเราในการที่จะพูดอธิบายอะไรก่อน ก่อนที่จะตัดสินใดๆ ออกไป”
หลังจากนี้จะยึดแนวทางเดิมไหมที่เอาชื่อโรคมาเป็นกิมมิกกับเพลง?
“พูดตามตรงว่าในส่วนของโรคก็คงต้องหยุดแล้ว ต่อจากนี้ก็คงจะจะเอาเพลงอะไรที่มันเป็นตัวเราเองมาทำดีกว่า อาจจะนำเสนอในแง่มุมอื่นแต่ว่าสนุกแน่นอน ตอนนี้ก็กำลังกำลังทำเพลงใหม่อยู่ค่ะ ถามว่าท้อมั้ย ท้อแหละแต่ว่าลิงก็ถือไปก่อนแล้วกัน เราก็ยังไม่ถือ เพราะเราต้องสู้ต่อ”
