คู่จิ้นเคมีปั๊วะปัง ‘ต้าห์อู๋’ พิทยา แซ่ฉั่ว และ ‘ออฟโรด’ กันตภณ จินดาทวีผล โคจรมาให้แฟนๆ พายเรือกันอีกครั้ง ในซีรีส์ “CENTURY OF LOVE ปาฏิหาริย์รักร้อยปี” ทางช่องวัน 31 ในบท ‘ซาน’ ชายหนุ่มผู้มั่นคงในรัก มีชีวิตเป็นอมตะ และ ‘วี’ เด็กหนุ่มที่ก้าวเข้ามาในชีวิตของซานแบบไม่ทันตั้งตัว ผลงานการกำกับฯ ของ วรวิทย์ ขัตติยโยธิน และ ธนวัจน์ ปัญญารินทร์

พลิกภาพการแสดง จากเคมีรักใสๆ ในซีรีส์ “รักไม่รู้ภาษา” สู่โหมดการแสดงสุดเข้มข้น

อาทิตย์ใส

✦ พอเจอกันอีกครั้ง คนที่รอดูก็คาดหวัง กดดันไหม?

ต้าห์อู๋ – “จริงๆ ไม่ได้กดดันจากคนรอบข้าง อย่างผมเริ่มจากตัวเองมากกว่า ที่รู้สึกว่าเราอยู่ในช่องวัน 31 ที่ที่ผลิตนักแสดง หลายๆ คนร่ำเรียนมาเพื่ออยู่ในสายอาชีพนี้ แล้ว ณ วันหนึ่งที่เราได้โอกาส เราอยากเป็นนักแสดงที่ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงแล้วได้เข้ามาในโปรเจ็กต์ ตอนแรกๆ ได้ยินมาบ้างว่า เด็กสองคนนี้มาจากบอยแบนด์ จะแสดงได้เหรอ พอได้ยินแบบนี้ก็อยากทำให้เต็มที่ ไม่ต้องเอาชนะใครหรอก แต่เรามาตั้งคำถามกับตัวเองว่า วันนี้เราเรียกตัวเองว่านักแสดงได้หรือยัง”

อาทิตย์ใส

✦ ตอนนี้ถือว่าก้าวข้ามผ่านคำสบประมาทนั้นได้หรือยัง?

ต้าห์อู๋ – “ให้ผลงานเป็นตัวตัดสินดีกว่า เพราะเราตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายมันดีหรือไม่ดี แค่ ณ วันนี้ผมผ่านงานการแสดงมากับพี่หวอ วรวิทย์ ผมรู้สึกแฮปปี้ ดีหรือไม่ดียังไงค่อยพัฒนากันต่อไป”

อาทิตย์ใส

✦ วันที่ได้ยินคำนั้นมา รู้สึกยังไง?

ต้าห์อู๋ – “ตอนแรกๆ เข้าใจได้ แล้วมีช่วงที่ท้อ เรายังไม่ได้ไปที่หน้าเซ็ตจริงๆ มันมีการเรียน ซึ่งเรามีสิ่งที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด อย่างการร้องการเต้น ผมไม่เคยเรียนทฤษฎีก่อนทำ ผมลงมือทำก่อน ค่อยเข้าใจว่าทฤษฎีคืออะไร แอ๊กติ้งก็เหมือนกัน พอไม่ได้ลงมือทำจริงๆ เราไม่เข้าใจ จนกระทั่งได้ลงมือทำ แล้วรู้สึกว่าอ๋อมันคืออย่างนี้ ซึ่งช่วงแรกๆ ผมแทบจะยอมแพ้”

อาทิตย์ใส

✦ ทำไมถึงจะยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่เริ่มจริงจัง?

ต้าห์อู๋ – “มันกดดันหลายอย่าง ระหว่างเรียนจะได้ยินประมาณว่า ถ้าโปรเจ็กต์นี้ไม่ดีเนี่ยลำบาก จะไปต่อยากในเส้นทางนักแสดง แล้วทีมเขียนบทดีมากนะ ต้องออกมาดีแน่ๆ ได้ผู้กำกับฯ ดีมากๆ เลย อาจพูดเพื่อซัพพอร์ต แต่สุดท้ายเป็นสิ่งที่บอกว่า มึงต้องทำให้ดีนะ มันเลยกดดัน เครียดมาก ไม่มีความสุข นั่งร้องไห้ มันแบลงก์ไปหมด ทำอะไรไม่ถูกทั้งที่ยังไม่เริ่ม แค่เรียนการแสดง ยังไม่ได้ทำจริง มันคือการแสดงในห้องสี่เหลี่ยม เหมือนมีคนตัดสินเราไปแล้วว่าทำไม่ได้ ก็เลยโทษตัวเองว่าคงทำได้ไม่ดี คงไม่ใช่สิ่งที่ถนัด ทั้งที่พยายามมาก”

“เป็นเพราะ ณ ตอนนั้นเราหวังผลกับมัน ตั้งแต่เด็กเราโตมาแบบหวังผล ซึ่งแอ๊กติ้งมันหวังผลไม่ได้ มันพยายามไม่ได้ จนเปิดกองวันแรกถึงเพิ่งเข้าใจ ไม่ต้องคาดหวัง ไม่ต้องพยายาม ปล่อยอยู่กับปัจจุบันขณะ ต้องขอบคุณพี่หวอ เขาคือครูชั้นดีที่ทำให้เราเข้าใจและรักการแสดง”

✦ แล้ววันไหนที่เริ่มเข้าใจ รู้ว่านี่คือการแสดง?

ต้าห์อู๋ – “หลังคิว 2 คิว 3 เริ่มชอบรู้สึกสบายใจที่พี่หวอเดินเข้ามากำกับฯ คิดตาม ทำได้ ผ่าน จบ มันเริ่มแบบ แค่นี้เองอ่ะ มึงแค่เคลียร์สติตัวเองให้ดี”

อาทิตย์ใส

✦ ขณะที่เขาเครียดอยู่ ออฟโรดที่เป็นพาร์ตเนอร์ ได้รับรู้หรือซึมซับกับสิ่งที่เขาเผชิญไหม?

ออฟโรด – “รับรู้ตลอด ก็ให้กำลังใจ ลงเรือลำเดียวกันแล้ว อยู่ในโปรเจ็กต์ที่ก็ใหม่ทั้งคู่และมีแรงกดดันเยอะ แต่เชื่อมั่นว่าเขาทำได้ เพราะเชื่อมาตลอด ก่อนเริ่มโพรเซส ผมกับพี่อู๋เป็นเหมือนกัน แต่พีเรียดต่างกัน”

ต้าห์อู๋ – “ตอนเรียนการแสดงด้วยกัน เขาทำการบ้านมาเต็มที่ แต่ ณ ตอนนั้น ยังไม่มีผู้กำกับฯเข้ามา เขาก็จะดีไซน์ตัวละครในแบบของเขา ขณะที่ผมน่ะ หาไม่เจอ ทำไม่ได้เลย”

อาทิตย์ใส

ออฟโรด – “ช่วงแรกๆ ผมจะชิลมาก แต่พอไปเจอสถานการณ์จริง เป็นช่วงที่กองเริ่มถ่ายทำไปแล้ว มันไม่ได้ซักที เหมือนทำการบ้านมา แต่สิ่งที่ทำมาไม่ใช่ แล้วเราตั้งใจทำมากและคิดว่าสิ่งนี้ใช่ กลายเป็นเราเปลี่ยนไม่ได้ ความมั่นใจหายไปเลย เกิดความกลัว ไม่กล้า ปิดทุกอย่าง ทำแค่เฉพาะบทที่มี ไม่ใช่ดื้อ แต่กลัวผิดอีก เลยเล่นแค่นั้นพอ บางทีเขาก็บอก ทำไมเล่นเป็นหุ่นยนต์”

“จริงๆ ไม่ใช่เราไม่สู้ เราทำทุกวิถีทาง อ่านบท ทำการบ้าน เรียนแอ๊กติ้ง ผมเหมือนทฤษฎีแน่นมาก แต่บางทีทฤษฎีเยอะไปก็ไม่ดี แล้วความสุขมันหายไป แต่เรารู้สึกอยากทำให้ดี เพราะบอกเขาว่าจะเดินไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมจะไม่ทิ้ง มันคือความรับผิดชอบของนักแสดง ข้างในมันคือการจัดการความรู้สึกตัวเองว่าเราจะไปต่อยังไง”

อาทิตย์ใส

✦ ผ่านตรงนั้นมาได้ยังไง?

ออฟโรด – “คนรอบตัวที่คอยยื่นมือมาซัพพอร์ต ทีมนักแสดงด้วยกันเอง พี่อู๋ซึ่งเขาช่วยผมอยู่แล้ว ทีมเขียนบท พี่ๆ ทุกคนจะคอยช่วย เขารับฟังเราจนทำให้เราผ่านตรงนั้นมาได้ ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยยังมีคนที่เข้าใจเราและอยู่ข้างเราในวันที่เรามีปัญหา”

อาทิตย์ใส

✦ ทุกวันนี้มีความสุขกับการแสดงแล้วหรือยัง?

ออฟโรด – “ผมรู้สึกผมโตขึ้น การจัดการอะไรหลายๆ อย่าง อย่างน้อยไม่ได้กระโดดจาก 1 ไป 2 แต่โดดจาก 1 ไป 7 ไป 8 เหมือนได้เจอของยากแล้วมีภูมิคุ้มกัน พี่หวอทำให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น บางทีผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านี่คือสิ่งไม่ดี คือข้อบกพร่อง แต่ได้มารู้ในเรื่องนี้และเขามาแก้ให้ อาจจะยังแก้ไม่ได้หมด แต่ทำให้เราเห็นปัญหา นอกจากผลงาน รู้สึกได้คำสอน ได้บทเรียน ได้อะไรหลายๆ อย่างจากเรื่องนี้มากๆ ครับ”

ต้าห์อู๋ – “ผมมีความสุขกับการแสดง เพราะมีช่วงแรกๆ ที่ยังไม่ได้ก้าวมาในด้านการแสดง รู้สึกว่าผู้ใหญ่อคติกับเรารึเปล่า ชอบบอกว่าทำไมเรารู้ก่อน ทำไมเราบล็อกตัวเอง ชอบบอกว่าเราคิดมาแล้ว ทั้งที่เราไม่คิดอะไรเลย แต่ในหลายๆ เรื่องเราไม่รู้ตัว เพราะเราโตมาด้วยการคิดก่อนทำ แต่ ณ วันนี้ทำให้เข้าใจว่ายังมีอะไรรอเราอยู่ข้างหน้าอีกเยอะให้เราเรียนรู้”

จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน