มีภาพจำว่าเป็นองค์กรที่ผลิตแค่รายการสารคดี “คนค้นฅน” และ “กบนอกกะลา” ทั้งที่เนื้องานของบริษัทส่วนใหญ่ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เฉพาะรายการทีวีอย่างเดียว วันนี้ “ทีวีบูรพา” จึงมีการรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ ปรับโฉมเป็น “MILLISECOND”
โดย ‘โส’ กฤษณพล พงศ์ธนาวรานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลลิเซเคินด์ จำกัด (MILLISECOND Co.Ltd.) ได้มาให้สัมภาษณ์ถึงที่มาที่ไป และแผนรวมของบริษัท

จาก ทีวีบูรพา ทำไมกลายเป็น MILLISECOND ได้?
โส – “ปรับองค์กรเพื่อให้เท่าทันธุรกิจและเทรนด์โลก ชื่อเดิม ทีวีบูรพา คนติดภาพเดิมว่าเราทำแต่ทีวีทำแต่สารคดีอย่างเดียว ภาพที่คนข้างนอกเห็นจึงมีแค่ คนค้นฅน และ กบนอกกะลา ทั้งที่เนื้องานเกือบ 90% ของบริษัททำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทีวีด้วยซ้ำ เลยคิดว่าควรต้องรีแบรนดิ้งครั้งยิ่งใหญ่ อย่างทีวีบูรพาเองเดินทางมา 22 ปีแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องปรับ เริ่มปรับตั้งแต่ผู้ถือหุ้น พี่เช็ค (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ) ขายกิจการ ผมรับช่วงต่อ หาผู้ร่วมทุนเพื่อให้ไปต่อได้ แต่ก็ใช้เวลาอยู่ 2-3 ปีว่าจะเอาแบบใหม่หรือแบบเก่าดี สุดท้ายได้จังหวะที่ต้องเริ่มรีแบรนดิ้ง หลังประกาศไปวันที่ 1 เม.ย.2567 เป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนตัวและปรับธุรกิจ ต่อจากนี้จะบอกว่าทำแค่ทีวีอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องผสมผสานหมด”

“ทีนี้ก็มองว่า Ecosystem ของเราคืออะไร จากเดิมคุณค่าแบรนดิ้งที่มีอยู่ของทีวีบูรพา คือการเป็นสื่อที่รับผิดชอบต่อสังคม การสร้างแรงบันดาลใจ และการสร้างสิ่งดีๆ ให้โลกหรือผู้คน คอนเทนต์ของเราเป็นคอนเทนต์น้ำดี ถ้าจะปรับรอบนี้ต้องเปลี่ยนไปเลย แต่ก็ยังคงจิตวิญญาณเดิมไว้ รูปลักษณ์ข้างนอกอาจจะไม่เหมือนพี่เช็ค แต่ดีเอ็นเอเดิมยังอยู่”
“แต่สิ่งที่เริ่มจะขาดช่วง คือคนรุ่นใหม่ยังไม่เข้ามา ถ้าอย่างนั้นต้องปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เลยเป็นเหตุควรต้องมี Holding Company ที่ให้ภาพเป็นตัวใหม่ และเรามีแผนในอนาคตถ้าธุรกิจไปได้ดีน่าจะเข้าตลาดด้วย เลยใช้ชื่อใหม่ไปเลย ชื่อ MILLISECOND หมายถึงเสี้ยววินาที ถ้าในทางพุทธคือเสี้ยววินาทีของขณะจิต ถ้าคิดดีปุ๊บก็จะไปดีเลย คำนี้เลยดูน่าสนใจและดูเป็นรุ่นใหม่”
“เรามองว่า MILLISECOND น่าจะเป็นเหมือนยานแม่ แล้วแตกมาเป็นยานลูก 2 บริษัท คือ BURABHA ผู้พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Business Developer) ต่อยอดธุรกิจเพื่อสังคมด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจและชุมชนที่เข้มแข็ง และ CULSTER รุกผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี เอเยนซีโฆษณา และเฟสติวัล ควบคู่เทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนธุรกิจมีเดียแอนด์คอนเทนต์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งผลลัพธ์ที่ดีของสังคมเป็นสำคัญ”

หลังรีแบรนดิ้งแล้ว การรับรู้ของคนเป็นอย่างไรบ้าง?
โส – “ตอนนี้ยังต้องใช้เวลา เพียงแต่เราต้องประกาศให้ทราบว่านี่คือหมุดที่ 1 ตอนนี้เราขยับยานแม่แล้ว หลังจากนั้นหมุดที่ 2 3 4 5 กำลังตามมา สำหรับ BURABHA จุดแข็งคือเรื่องเครือข่ายต่างๆ แต่คราวนี้จะไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องของพวกเขาอย่างเดียว ต้องทำแอ๊กชั่นให้เกิดขึ้นด้วย ซัพพอร์ตให้ชุมชนหรือกิจการต่างๆ เจริญเติบโตได้ เลยทำแพลตฟอร์มที่เป็น Marketplace สำหรับสินค้าชุมชน เดี๋ยวไตรมาส 3 นี้จะมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวออกจำหน่าย ทั้งไอศกรีมและสินค้าเกี่ยวกับความงาม”

“ส่วน CULSTER ยังคงดีเอ็นเอของนักเล่าเรื่องอยู่ หนัง ละคร ซีรีส์ จากเดิมเล่าเรื่องเป็นสารคดีอย่างเดียว ล่าสุดกำลังมีโปรเจ็กต์ซีรีส์ร่วมมือระหว่างไทยกับเกาหลี เป็นซีรีส์เกาหลี-อีสาน ใช้ผู้กำกับเกาหลีและผู้กำกับไทย และอยากได้พระเอกเกาหลีตัวท็อป (ยิ้ม) แต่การจะไปดีลนักแสดงเองก็ไม่ได้ เลยต้องหาผู้กำกับฯเกาหลีเพื่อเป็นตัวกลางช่วยดีล ซึ่งก็ได้ คิมซองโฮ ผู้กำกับซีรีส์ Move to Heaven มาร่วมพัฒนาบทและกำกับ ซึ่งคุณคิมตรงกับดีเอ็นเอของเราคือเป็นแนว Heartwarmimg เหมือนกัน แต่กว่าจะได้เขามาใช้เวลาเกือบ 2 ปี”

วางตัวเป็นพระเอกเกาหลีตัวท็อปเลย?
โส – “ใช่ครับ ทีมเขียนบทบอกถ้าได้คนนี้มาคือไม่เอาค่าตัว (หัวเราะ) ปีนี้ต้องรู้ เราต้องได้พระเอกก่อนถึงจะได้นางเอก ซึ่งนางเอกเป็นคนไทย (ยิ้ม) นางเอกไทยที่พูดอีสานได้มีไม่กี่คนหรอก”

คิมซองโฮ กับ แจ็ค วรรธนพงศ์ ผู้กำกับไทย
รายการ คนค้นฅน และ กบนอกกะลา ทิศทางเป็นอย่างไร?
โส – “ตอนนี้ยังอยู่ในฝั่ง BURABHA แต่ระยะยาวจะย้ายไป CULSTER ความที่คอนเทนต์ทั้ง 2 รายการพูดถึงผู้คน ซึ่งผู้คนก็เป็นเครือข่าย ผลิตภัณฑ์ใน กบนอกกะลา ก็เป็นเรื่องของความรู้เครือข่ายเช่นกัน สำหรับ คนค้นฅน ออกอากาศทางช่อง 9 MCOT หลายคนจะมองว่าการทำทีวียุคนี้มันเหนื่อย แต่แปลกมากที่เรตติ้งรายการดีขึ้น จากเดิม 0.1-0.2% อยู่ดีๆ ขึ้นมา 0.5-0.6% เราเลยเชื่อว่ายังมีคนดูทางทีวีอยู่ ส่วน กบนอกกะลา ตอนนี้อยู่ในช่องทางออนไลน์ แต่ปีหน้ามีแนวโน้มจะไปลงช่องทางทีวีเช่นกัน”

คาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างไร?
โส – “สำหรับ MILLISECOND เราหวังอยากจะเป็น TOP3 ในเรื่องของคอนเทนต์ในเอเชีย แล้วถ้าอยากให้คนจำภาพใหม่ก็ต้องมีของใหม่ อันเดิมเขาทำมาตั้ง 20 ปีกว่าจะได้แบบนี้ ฉะนั้นถ้าเราอยากจะปรับให้เข้ายุคสมัยก็ต้องทำงานเยอะ ซึ่ง MILLISECOND เพิ่งเปิดตัวเอง ยังมีหนทางให้เดินต่อไปอีกยาวไกล แล้วต้องไปให้ได้ด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นคนดีก็ไม่มีที่ยืน การที่เราไปเทกบริษัทนี้มาเพราะเราเชื่อมั่นในเรื่องนี้แหละ อย่างน้อยก็เป็นสื่อเล็กๆ ที่คอยส่องแสงให้กับคนอื่นได้บ้าง”
จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล