ภาพยนตร์สยองขวัญยุคใหม่ “Never Let Go ผูกเป็น หลุดตาย” ผลงานของผู้กำกับฯ ‘อเล็กซองดร์ อาฌา’ ที่เลือกประเด็นวันสิ้นโลกและความเป็นพ่อแม่มานำเสนอ

อเล็กซองดร์ อาฌา
เล่าเรื่องราวของโลกที่เต็มไปด้วยหายนะเมื่อปีศาจร้ายเข้ายึดครองทุกพื้นที่ให้กลายเป็นดินแดนอันตราย ผู้เป็นแม่ที่รับบทโดย ‘ฮัลลี เบอร์รี’ นักแสดงตัวแม่รางวัลออสการ์ จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกแฝดของเธอให้มีชีวิตรอดต่อไป โดยตั้งกฎสำคัญห้ามฝ่าฝืนนั่นคือต้องผูกเชือกที่ยึดติดกับบ้านไว้ตลอดเวลาที่ออกนอกบ้าน หากเชือกหลุดจะตกเป็นเหยื่อของปีศาจร้าย

จุดเริ่มต้นของการก้าวเท้าเข้าสู่ป่ามรณะของ Never Let Go
อาฌา – “ตอนนั้นผมกำลังเริ่มมองหาโปรเจ็กต์ใหม่ ผมอ่านบทมามากมาย ตอนอ่านเราไม่มีทางรู้เลยว่าเรื่องไหนจะเป็นเรื่องที่ใช่ แต่ผมเชื่อว่าคุณต้องตกหลุมรักเนื้อหาของมันก่อนที่จะลงมือทำ ซึ่งบทของ Never Let Go ที่เขียนโดย เคซี คัฟลิน และ ไรอัน กราสส์บี มันไม่ใช่แค่บาดใจแต่ยังเต็มไปด้วยความน่าสงสัย บทภาพยนตร์นี้ลึกซึ้งทั้งในแง่ของจิตวิทยา และสอดคล้องกับช่วงเวลาที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ เรื่องราวของแม่ที่พยายามปกป้องลูกๆ ของเธอในโลกที่สูญสลายไปแล้ว เด็กคนหนึ่งเชื่อทุกอย่างที่แม่บอก ส่วนอีกคนตั้งคำถาม มันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจผมมานานแล้ว ซึ่งบทภาพยนตร์เรื่องนี้มีสิ่งที่ทำให้สามารถกลับมาพูดว่า ‘โอ้ นี่คือเหตุผลที่ฉันทำเรื่องนี้’ และเป็นแรงผลักดันช่วยให้คุณมีแพสชั่นที่จะสู้เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ได้”

Never Let Go เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
อาฌา – “มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกที่แบ่งแยก ความขัดแย้งระหว่างคนที่เชื่อและไม่เชื่อ ระหว่างคนที่กังขาและคนที่เลื่อมใส คำถามที่ว่าปีศาจคืออะไรและมาจากไหน และการที่มันฉลาด, อดทน, สามารถจำแลงเป็นอะไรก็ได้เพื่อปั่นหัวคุณ มันน่าสนใจ ผมหวังว่าผู้ชมจะได้ถกเถียงกันว่าปีศาจนั่นคืออะไรกันแน่”
การเผชิญหน้ากับความกลัวในฐานะพ่อแม่
อาฌา – “Never Let Go ทำให้ผมได้สำรวจการเป็นพ่อแม่ การปกป้องลูกๆ และอันตรายจากการโอ๋ลูกจนเกินไป นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผม ผมต้องการสำรวจประเด็นที่พ่อแม่สามารถเป็นคนที่ห่วงใยและรักลูกๆ ของเขามากที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามซึ่งอันตรายที่สุดได้เช่นกัน”


การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านโลเกชั่นที่อยู่ในป่าลึก และการทำงานกับตากล้องคู่ใจเป็นอย่างไรบ้าง
อาฌา – “สำหรับผมการทำหนัง ขั้นแรกคือการใช้เวลาพัฒนาบทให้ไปในทางที่ตรงกับภาพในหัวของผม จากนั้นก็เลือกทีมงานที่จะทำภาพนั้นให้เป็นจริงได้ ซึ่งหลังจากทำงานมาหลายปีในที่สุดเราจะพบคนที่ทำงานเข้าขากับคุณได้เอง นี่คือเหตุผลที่ผมและ มักซีม อเล็กซองดร์ จับมือกันสร้างสไตล์ภาพเฉพาะตัวออกมาได้ เราเคยทำงานร่วมกันมาแล้ว 16 เรื่อง ซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับ Never Let Go เพราะจำนวนต้นไม้และป่าที่เป็นฉากหลัก ผมกังวลมากว่าเราจะถ่ายทำในป่ากันยังไง เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าเราสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตั้งใจได้อย่างชัดเจนท่ามกลางต้นไม้หนาแน่นขนาดนั้น นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกถ่ายด้วยกล้อง 65 ม.ม. เพราะมุมภาพมันกว้างกว่า เต็มตากว่า แต่ก็ยังมีคุณลักษณะสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือบรรยากาศเหมือนอยู่ในโลกนิทานแต่ไม่หลุดจากความเป็นจริง ผมไม่อยากให้แฟนตาซีเกินไป อยากให้ผู้ชมอินกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เหมือนผูกตัวติดไปกับตัวละคร”

การทำงานร่วมกับ ‘ฮัลลี เบอร์รี’ นักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์
อาฌา – “ครั้งแรกที่พวกเราได้พบกัน เธอกังวลมากว่าผมจะมองในแนวทางที่ต่างออกไป เธอกลัวว่าผมจะทำออกมาเอาใจสตูดิโอ ซึ่งโชคดีที่ผมและเบอร์รีมองภาพตรงกันตั้งแต่แรก โดยเราอยากให้หนังออกมาดิบกระแทกใจ มันดิบกว่าไม่ใช่เพราะหนังโหดเลือดสาด แต่เป็นเพราะประเด็นที่นำเสนอและความจริงที่ว่าตัวละครของ ฮัลลี เบอร์รี ไม่ใช่ตัวละครที่คนคาดหวังว่าเธอจะเป็น ตัวละครแม่ที่เธอนำแสดงมันมีหลายมิติ ซึ่งเธอมองตัวเองว่าเป็นแม่ที่รักลูกเหนือสิ่งใดและต้องการปกป้องพวกเขา แต่ความรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เธอปกป้องลูกมากเกินไป เข้มงวดเกินพอดี ซึ่งนั่นกลับทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตราย ความรู้สึกที่ซับซ้อนของคุณในฐานะพ่อแม่เป็นประเด็นที่เบอร์รีอินมาก ซึ่งเธอกลัวเราจะลืมสิ่งนั้นไปในระหว่างการพัฒนา ยิ่งเราทำงานร่วมกันมากเท่าไร เธอยิ่งเข้าใจว่านี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ผมกำกับฯ เรื่องนี้ นั่นทำให้เราสนิทสนมกันมากขึ้น ทำงานเข้าขากันขึ้นไปอีก”

ทำไมถึงสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดของตัวละครผู้หญิง
อาฌา – “ผมว่าการที่ผลงานของผมมีตัวละครแบบนี้หลายตัวคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ผมจำตอนที่อ่านบท Crawl เมื่อหลายปีก่อนได้ มันเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องช่วยชีวิตพ่อตัวเอง พูดตรงๆ ผมไม่ได้มองมันเป็นแบบนั้น ผมอ่านมันเหมือนเป็นตัวผมเองที่พยายามไปช่วยพ่อ เหมือนกับตอนที่ผมเขียนบท High Tension หรือ Oxygen มันเป็นสัญชาตญาณที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครและมองข้ามผ่านเรื่องเพศไปเลย ผมพบว่าตัวเองอินกับตัวละครเหล่านี้ เพราะเข้าใจพวกเธอ เข้าใจการต่อสู้และเรื่องราวของพวกเธอ”

การปลดแอกตัวเองและการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในฐานะผู้กำกับฯ
อาฌา – “มันเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งเมื่อคุณมีลูก คุณเหมือนได้ย้อนกลับไปยังวัยเด็กของตัวเองอีกครั้งผ่านการดูภาพยนตร์เก่าๆ ค้นพบภาพยนตร์เรื่องเดิมอีกครั้งไปพร้อมกับลูกของคุณ การเป็นพ่อแม่สำหรับผู้กำกับฯ แล้ว มันเหมือนกับการกดปุ่มรีเซ็ตที่ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนแปลง แต่เพื่อรีเฟรชแนวทางการสร้างภาพยนตร์ของคุณใหม่”

“ถ้ามองเผินๆ Never Let Go เหมือนนำเสนอในรูปแบบของหนังสยองขวัญเอาตัวรอดทั่วไป แต่จู่ๆ มันก็แหวกเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยเห็นในหนังเรื่องไหนมาก่อน หลังจากอ่านบทผมตกหลุมรักเรื่องราวที่ว่าด้วยความหมายของการเป็นพ่อแม่คน แต่ยังรวมถึงความรู้สึกของการเป็นลูก รวมทั้งการรับมือกับสิ่งเร้นลับที่อยู่ภายนอก ความเชื่อและไม่เชื่อ ยิ่งลึกซึ้งมากเท่าไร มันยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น ไม่ใช่แค่สะดุ้งเพราะจัมป์สแกร์ (Jump Scare) แต่มันยังเป็นความสยองทางจิตวิทยาซึ่งเชื่อมโยงกับการเป็นพ่อแม่ด้วย”
จำกฎของการเอาตัวรอด “ผูกเป็น หลุดตาย” ให้ขึ้นใจ แล้วไปลุ้นระทึกกันในโรงภาพยนตร์