ชาย ชาตโยดม ใจหาย วิกฤตละครไทยย่ำแย่ งานหดหาย จากถ่ายละครมากสุดปีละ 8 เรื่อง ปัจจุบันเหลือ 1 เรื่อง แต่มั่นใจมีหนทาง ไม่เคยคิดว่าต้องมาเปลี่ยนอาชีพ?
ละครไทยในขณะนี้ถือว่าวิกฤตอย่างมาก คนดูน้อยลง ช่องใหญ่ลดกำลังผลิต ลดต้นทุน ลดทุกอย่าง ณ วันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น จากสภาวะวิกฤต ในยุคที่ประชาชน คนดู มีสิทธิ์เลือก รวมถึงช่องทาง เเพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีมากมาย หลายช่องจึงเลือกที่จะรีรันละคร

ล่าสุด วันที่ 26 ก.ย.67 ที่งานเก็บภาพการซ้อมการกลับมาขององครักษ์ “ชารีฟ” แห่งเมืองฮีลฟารา ณเดชน์ คูกิมิยะ ละครเวที “ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล” โรงละคร “เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์” ชาย ชาตโยดม ได้เผยความรู้สึกถึงวิกฤตละครไทยในขณะนี้
ก่อนหน้านี้บอกละครหายไปเยอะ ตอนนี้ขออัพเดตว่ามีละครใหม่เข้ามาหรือยัง?
“ไม่มีครับ (หัวเราะ) แต่มีที่ถ่ายอยู่ตอนนี้เรื่องนึงครับ คือชายว่ามันต้องมีการเปลี่ยนแปลงเนอะ พอถึงเวลาเราก็ต้องปรับตัวแล้วก็หาว่าทางเดินต่อไปจะไปอยู่ตรงไหน”
คิดว่าจะไปสุดที่ตรงไหน?
“อาจจะลากยาวนะ อาจจะไม่ได้จบ คือทุกคนก็อยากให้มันไปต่อได้ เพราะฉะนั้นทุกคนก็พยายามที่จะไปด้วยสุดความสามารถของทุกคนอยู่แล้ว แต่เราแค่ยังไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางมันอยู่ตรงไหน คือถ้าเรารู้และจับได้แล้วว่าเป้าหมายอยู่ตรงไหนก็จะไปในทิศทางนั้นได้ง่ายขึ้น แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าทิศทางเป้าหมายเราอยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง”
แอบใจหายไหม ละครไทยเคยเฟื่องฟูแล้วมาเกิดการเปลี่ยนแปลง?
“ใจหายด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนสัมผัสมาได้สักพักใหญ่แล้ว ของชายไม่ใช่แค่ช่วงปีที่ผ่านมา คือปีที่แล้ว คือช่วงที่ละครเยอะๆ หลายๆ เรื่อง แล้วก็ค่อยๆ เงียบไป เงียบแบบแปลกๆ แล้วก็ทิ้งช่วงมาถึงตอนนี้ ก็แบบ อ๋อ..โอเค เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น”

จากปีละกี่เรื่อง ตอนนี้เหลือเท่าไหร่?
“อย่างตอนที่เยอะๆ เลย ปีนั้นประมาณ 8 เรื่อง ก่อนหน้านั้นก็ 3-4-5 เรื่อง คืออย่างน้อยก็มีงานที่ต่อเนื่องอยู่ตลอด แต่พอทันขายช่วงปั๊บก็ เอ๊ะ..มันเกิดอะไรขึ้น มันดูเงียบๆ ไป แล้วมันก็เงียบยาว”
ในความเป็นทั้งผู้กำกับ ทั้งนักแสดง เราช็อกไหม?
“มันอยู่เหนือการควบคุมจริงๆ นะ อย่างนักแสดงตัวเล็กๆ ก็ยังทำอะไรไม่ได้ องค์กรใหญ่ๆ เองก็เจอผลกระทบหนักก็อาจจะต้องช่วยกันในทุกๆ ด้าน ต้องหาทางออก ต้องหาวิธีที่จะไปต่อได้อย่างมั่นคง เหมือนตอนนี้ทุกคนไม่รู้เป้าหมาย มันเลยสั่นคลอนทั้งทางด้านจิตใจและอะไรต่างๆ คือไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราต้องเปลี่ยนอาชีพหรอ (หัวเราะ) เราทำมา 20-30 ปี เราก็รู้สึกว่านี่คือทางชีวิตของเรา อาจจะมีสะดุดสำหรับหลายๆ คน คนทั้งวงการก็อาจจะต้องช่วยกันหาทางออก ช่วยกันผลักดันให้เกิดอะไรขึ้นสักอย่างที่ทำให้เรากลับมาทำในสิ่งที่เรารักได้เหมือนเดิม”
มีคำที่บอกว่า เราต้องเปลี่ยนอาชีพหรอ? ความรู้สึกนี้มาตอนไหน?
“ทำขนมขายแล้วไงทุกวันนี้ (หัวเราะ) ในความรู้สึกคือไม่นึกว่าจะไม่ได้ทำแล้ว แต่ตอนนี้มันอาจจะเป็นน้ำจิ้มเป็นจุดเริ่มต้นหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่รู้อนาคตว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทุกคนก็ต้องเตรียมตัว ทุกคนต้องปรับตัวให้ได้ ถ้ามันไม่มีจริงๆ แล้วจะทำยังไง เราก็ต้องไปต่อดำเนินชีวิตต่อไปด้วยวิธีที่เราถนัดหรือว่าหาวิธีที่เราทำได้”
เริ่มหันมาทำคอนเทนท์กับวิกกี้?
“(หัวเราะ) คือกี้เขาชอบทำ ชายก็จะเขินๆ อยู่ตลอดแต่ว่าบางทีกี้เขาชวนเราก็ อ่ะๆ ทำบ้างก็ได้ (แต่ว่าจัดเต็มมาก?) ทำแล้วก็ต้องเต็มที่สิ เราจะไม่ทำเล่นๆ นะ เราจะทำจริงจังเสมอ (หัวเราะ)”

ได้มองอาชีพที่ 2 ไว้ไหมว่าจะทำอะไร?
“เอาจริงๆ ไม่เคยคิดที่จะหยุดไม่เคยคิดว่าจะต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น คือรู้ว่ามันต้องไปต่อให้ได้ เราก็เชื่ออย่างนั้นเราก็แค่ช่วยกันหาวิธีที่จะไปต่อให้ได้ การทำขนมมันคือแพชชั่นอีกอย่างนึงของชาย คือความสนุกความสุข เป็นรายได้ที่มาช่วยที่บ้านได้มันก็ดี แต่ไม่เคยคิดว่าต้องเปลี่ยนอาชีพแล้วต้องไปแล้ว ไม่ไป ยังไงชายก็ไม่ไป (หัวเราะ)”
พองานหายไปเครียดไหม?
“ชายว่างมากกว่า งงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เครียด คิดว่ายังไงมันก็ขาดไปจากโลกนี้ไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องมีศิลปะแขนงนี้มีความบันเทิงแบบนี้ อาจจะเป็นแพลตฟอร์มอื่น รูปแบบอื่น หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ยังต้องมีและชายก็ยังยึดมั่นที่จะทำอาชีพนี้ยังเป็นนักแสดงต่อไป”
มั่นใจว่าจะมีหนทาง?
“มั่นใจครับ มีครับต้องมีแน่นอนครับ ยังไงก็ต้องมีเราแค่ต้องช่วยกัน เราต้องหาวิธีให้เจอ”