มิ้น-ซิลวี่ รัก 4 ปีแฮปปี้ มีทะเลาะกันเป็นปกติ แต่ไม่ยอมปล่อยมือ เผยมีคุยกันเรื่องอนาคตบ้าง แต่การแต่งงานไม่ใช่เป้าหมายแรก
นับเป็นวันที่หลายคนตั้งตารอคอยกันสุดๆ กับกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่มีผลบังคับใช้ใน วันที่ 22 มกราคม 2568 นี้ ล่าสุดคู่รัก LGBTQIA+ อย่าง มิ้น มิณฑิตา และ ซิลวี่ ภาวิดา หรือ ซิลวี่ เดอะสตาร์ ได้มาร่วมงาน “Drag Race Thailand Season 3 The Final Xclusive Viewing Party” ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ก็ได้เผยถึงเรื่องการแต่งงาน หลังคบหาดูใจกันมานานกว่า 4 ปี พร้อมเผยเคล็ดลับการดูแลชีวิตคู่ให้ฟังว่า 
แต่งงานเมื่อไหร่ เพราะสมรสเท่าเทียมจะมาแล้ว?
มิ้น : ก็ให้เป็นเรื่องของอนาคตแล้วกันนะคะ (ยิ้ม)
อีกไม่กี่วันเองนะ?
มิ้น : อีกแป๊บเดียวเนาะ 20 กว่าวัน
ซิลวี่ : ก็ยินดีกับทุกคนที่กำลังจะแต่ง ของเราก็ (หัวเราะ)
มิ้น : ใช่ค่ะ เป็นอนาคตแล้วกันค่ะ
ตอนนี้ความสัมพันธ์เราคบกันนานแค่ไหนแล้ว?
มิ้น : 4 ปีแล้วค่ะ คิดซะว่าเป็น 4 เดือนแล้วกันค่ะ จะได้ดูไม่น่าเกลียด พูด 4 ปีแล้วมันกดดัน อันนี้ไม่ต้องแต่งงานแต่งตัวคู่กันมาก่อน
ซิลวี่ : วันนี้เป็นแมตชิ่งถ้าเราแต่งงานก็จะแซ่บอะไรประมาณนี้แหละ เพราะเลือกไม่ถูกว่าใครจะเป็นแมน เพราะเราแซ่บทั้งคู่
มิ้น : ใช่ค่ะ เพราะเลือกคอสตูมกันไม่ได้ ยังมีเรื่องให้ต้องถกเถียงกันเยอะมากเลยค่ะ สำหรับงานแต่งงาน
จริงๆ แล้วมีภาพในหัวไหมว่าจะเป็นฟีลไหน?
มิ้น : เอาจริงๆ นะเอาแบบฝันๆ เพ้อๆ เวลาดูหนังก็มี แต่ว่าอาจจะพื้นฐานเรา 2 คน ไม่ได้อยู่ในจุดที่มีความคาดหวังหรือฝันกับเรื่องนี้เท่าไหร่อยู่แล้ว
ซิลวี่ : เอาจริงๆ มันปรับตัวยากเหมือนกัน เพราะมันไม่เคยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ คือเราไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้ แบบผู้หญิง 2 คนหรืออะไรอย่างนี้
มิ้น : เพราะฉะนั้นเป้าหมายหลักๆ ในการที่จะมีความสัมพันธ์มันจะเป็นความรู้สึกว่าขอให้อยู่กันได้ยาวๆ ดีๆ รักกันได้ทุกวัน มีความคิดแค่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นคุณค่าสิ่งนี้นะ เราดีใจมากที่มันเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาสักที มีสมรสเท่าเทียมสักที เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว มันเป็นสิ่งพื้นฐานเบสิก เป็นสิทธิอันพื้นฐานที่ควรจะได้รับ แต่ว่ามันอาจจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับคนอื่น คนที่เขารออยู่ คนที่เขาพร้อม เพราะนี่คือเป็นสิทธิพื้นฐานไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำ ไม่ใช่การที่มีกฎหมายมาแล้วบังคับให้ทุกคู่ต้องแต่ง

อย่างคู่เราวางแผนจะพร้อมกันเมื่อไหร่?
มิ้น : มันมีนะในความคิด
ซิลวี่ : คือเรื่องอนาคตน่ะคุย แต่ถามว่าแต่งงานเป็นเป้าหมายแรกที่เรานึกถึงไหม อาจจะไม่ เราอาจจะช่วยกันเก็บตังค์ ช่วยกันพาไปเที่ยวนอกโลก ไปนู่นไปนี่
มิ้น : ความจริงมีงานแล้วเชิญพี่ๆ ก็อยากทำ แต่ขอต้องมีเงินเยอะๆ ก่อนไง เข้าใจใช่ไหม เราก็อยากเก็บตรงนั้นไปเที่ยว ไปใช้ชีวิต หรือไปดูแลพ่อแม่เรา
หลายๆ คู่ ยังไม่แต่งงานแต่จดทะเบียนสมรสกันก่อน เราได้คุยเรื่องนี้กันไหม?
มิ้น : เรื่องนี้ก็คุยกันนะคะ พอมันเป็นเรื่องของกฎหมายมันก็มีรายละเอียดเยอะแยะมากมายอีกเช่นกัน พอพูดตามตรงมิ้นรู้สึกว่า มิ้นกับซิลเรายังมีครอบครัวของเราที่ต้องดูแลอยู่ ถ้าเราแต่งงานกันมันแปลว่าครอบครัวเราสองคน มันเหมือนว่าจะมีภาพของการสื่อสารกันเรื่องนี้มากขึ้นว่า แล้วเราจะดูแลกันยังไง กฎหมายมันตามมาด้วย การเป็นคนๆ เดียวกัน มันฟังดูโรแมนติกมากเลย แต่มันคือความจริงที่เราควรต้องคิดว่ากฎหมายมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ไม่ใช่แค่มันได้แล้วทำเลย สำหรับมิ้นคิดว่ามันควรผ่านกระบวนการการสื่อสารตรงนี้อย่างลึกซึ้งอย่างตรงไปตรงมามากๆ และใช้เวลาในการกลั่นกรองเพื่อให้สิ่งนี้ที่เราทำเป็นสิ่งที่ผ่านการตัดสินใจที่ดีที่สุดมาแล้ว
ซิลวี่ : ไม่ได้กะจะแต่งเอาภาพทางสังคมอย่างเดียว คือค่อนข้างจะเป็นคนจริงจังทั้งคู่ เรื่องพวกนี้ก็เลยต้องคิดกันดีๆ ทุกวันนี้ก็อยู่กันแบบเมีย-เมียแล้ว ไม่จำเป็น
มีเคล็ดลับอะไรไหมที่ทำให้เราคบกันมานานถึง 4 ปี?
ซิลวี่ : ก็ไปกันวันต่อวัน เหมือนเติมความหวานให้กันและกัน คุยกัน ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าไม่ปล่อยมือ
มันเหมือนเพื่อนไหม?
มิ้น : เพื่อนไม่ทำหลายอย่างที่เราทำ นี่พอเป็นความสัมพันธ์หญิง-หญิง หรือชาย-ชายก็ตาม เราก็จะมีจุดที่เราจะต้องเรียนรู้ปราณีตมากขึ้นกับคนรอบตัวเรา ซึ่งมิ้นคิดว่ายิ่งทำให้ชัดว่าอะไรที่เรียกว่าเพื่อน อะไรที่เรียกว่าแฟนก็อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจนั่นแหละ

สมัยก่อนมีน้องๆ มองเป็นแฟชั่น แล้วจบไป อยากจะแชร์ตรงนี้หน่อยไหม เพราะคนก็มองว่ามันเก๋หรือเปล่า?
ซิลวี่ : เรื่องพวกนี้ซิลว่าถึงแม้เขาจะลองแล้ว แล้วเขารู้สึกไม่ชอบ ก็ไม่อยากให้ไปตัดสินว่าเธอทำตามแฟชั่นสิ คือซิลรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ให้เขาค้นหาได้ คือ lgbtqia+ มันหลากหลายแล้วพอมันหลากหลายมากๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เซ้นสิทีฟ
มิ้น : และในความเป็นจริงที่สุดมันคือเรื่องส่วนตัวหมายถึงว่า คนทำคนนั้นได้ เรามีความรักเราได้ หมายถึงว่าได้กับใจเรา หรือถ้าเกิดว่ามันไม่ใช่รักที่เราตั้งใจจะไปรักกันจริงๆ แต่เราทำเพราะเทรนด์ หรือเรื่องสมมุติเราก็แค่ไม่ได้โอกาสในการเจอรักนั้น แต่ไม่แน่เริ่มต้นด้วยเทรนด์เขาอาจจะรักกันจริงก็ได้ คือเราก็ตัดสินใครไม่ได้เลยในเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าถ้าตราบใดที่เขาทำสิ่งที่มันดีต่อกันก็ทำเหอะ
ซิลวี่ : แม้แต่คู่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะมาถึง 4 ปีนะ แต่ 4 ปีแล้วก็รู้สึกว่า เอ้อ เป็นตาเฒ่า แม่เฒ่าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วกัน (ยิ้ม)
แสดงว่าผ่านช่วงวัดใจกันมาหลายครั้งแล้ว?
ซิลวี่ : ทุกวันนี้ยังวัดอยู่เลย (หัวเราะ)
มิ้น : ถ้าเกิดว่าเป็นสิ่งที่คิดและ สมมุติคุยกันชัดเจนเลยว่า เราจะไม่มีวันที่เราบอกว่าเราผ่านเทสต์นี้แล้ว มิ้นว่าเราต้องวางใจในแง่ของความสัมพันธ์แบบนี้จริงๆ ว่าแม้แต่แต่งงานกันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่ามันจบการเรียนรู้กัน เพราะเรามีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงกันตลอด ซิลก็เติบโตทุกวันมิ้นก็เติบโตทุกวัน เรามีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงทุกวัน เราต้องคอยมาเรียนรู้ว่าตอนนี้เราอยู่กันตรงไหน เขารู้สึกยังไง เรารู้สึกยังไง เรารับมือยังไงดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เอาเป็นว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรารู้ว่าถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลง ความแตกต่างเกิดขึ้น ความเหมือนกันเกิดขึ้น เราก็จะอยู่กับปัจจุบันว่าตอนนี้เราอยู่ในความรู้สึกแบบไหน เอาจริงๆ นะถึงแม้จะแต่งงานกันมันก็ไม่มีอะไรล็อกเราไว้ได้ ถ้าเกิดว่า ณ วันหนึ่งเรารู้สึกว่าโอเคตรงนี้ไม่ใช่แล้ว มันก็แค่ต้องจากกัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีคำว่าสบายแล้ว นี่แหละของฉันเลย ไม่มีความกังวลอะไรอย่างนี้ไม่มีทางอยู่แล้ว ต้องใช้เวลาดูแลกันไปเรื่อยๆ