คนที่ใช่ไม่ต้องรอเวลา หมิง ชาลิสา ควงเจ้าบ่าวนักธุรกิจ เข้าประตูวิวาห์ชื่นมื่น เผยเส้นทางรัก1ปี ฝ่ายชายเผยประทับใจ พุ่งจีบหวังผล ถามประโยคแรกอยู่อุดรฯ ได้มั้ย
วันที่ 16 มกราคม 2568 อดีตนางสาวไทย หมิง จิรกิติยา (ชาลิสา) บุญครองทรัพย์ ควงเจ้าบ่าวนักธุรกิจหนุ่ม อรรถ วิสุทธิ์ รังษิณาภรณ์ เข้าพิธีวิวาห์สุดชื่นมื่น ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ท่ามกลางความยินดีของครอบครัวทั้งสองฝ่าย ญาติมิตร เพื่อนสนิททั้งในและนอกวงการ
โดยคู่บ่าวสาว “หมิง-อรรถ” ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงเส้นทางความรัก หลังคบหาดูใจ 1 ปี
เจ้าบ่าวเผยประทับใจตั้งแต่แรกเห็น พุ่งจีบหวังผลชวนไปอยู่อุดรฯ แพลนมีทายาททันที
จุดเริ่มต้นเส้นทางความรักทั้งคู่? หมิง : “ถามว่ารู้จักกันได้ยังไง พอดีพี่อุ๋ย อาทิตยา ภรรยาของพี่ดู๋ สัญญา เขาสนิทกับทั้งหมิงและพี่อรรถ เหมือนเขาเห็นเราทั้งสองคนโสดแล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ แล้ววันนั้นพี่อุ๋ยไปงานกฐินที่จังหวัดอุดรธานี”
อรรถ : “ปกติผมอยู่ที่อุดรฯ แล้วพี่อุ๋ยไปกฐินพอดี ก็โทร.มาว่ายังโสดอยู่ไหม มีคนจะแนะนำให้รู้จัก (ยิ้ม) หลังจากนั้นก็ได้ไปเจอพี่อุ๋ย แล้วก็มาเจอกับน้องหมิงที่กรุงเทพฯ ตอนแรกก็ไปนั่งรอ เขามาทีหลังใส่ชุดสีชมพูมา สวยมากเลยครับ ก็ชอบตั้งแต่วันนั้นเลยครับ ถามว่าทราบไหมว่าน้องเป็นดาราเป็นนางงาม ก็ทราบครับ เพราะพี่อุ๋ยเขาบอกก่อนแล้วว่าเป็นนางสาวไทย แล้วก็ชอบทำบุญ ก็เลยมีโอกาสได้มาเจอกันครับ ประโยคแรกที่คุยกัน ก็ถามเขาเลยว่าอยู่อุดรฯ ได้ใช่ไหมครับ (ยิ้ม)”
หมิง : “ไม่ แต่หมิงไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะหมิงเป็นคนชอบเที่ยว ก็ตอบแบบติดตลกว่าได้พี่ หนูชอบเที่ยว ไปอุดรฯ บ่อยมากเลย ไปไหว้พระแล้วเขาก็เอาคำตอบนี้เก็บอยู่ในใจ เป็นเหตุผลว่าโอเคพุ่งเลยเพราะหมิงอยู่อุดรฯ ได้ พอมาจีบและเริ่มคบกัน เขาก็ถามว่าถ้าจะมาอยู่อุดรฯ จะยังไง ตอนแรกเราก็ตกใจว่าใครมาอยู่อุดรฯ เขาก็บอกว่าหมิงไง หมิงตอบเองว่าอยู่อุดรฯ ได้ หมิงก็บอกว่าวันนั้นหมิงตอบเล่น (หัวเราะ)”
อรรถ : “เราคิดไปแล้วว่าคำแรกที่เขาพูดคือความจริง คำถามนั้นเราหวังผลเลยครับ ถ้าแต่งกันก็ไปอยู่ที่อุดรฯ”
หมิง : “หมิงไม่รู้เลยว่าพี่เขาคิดไปไกล ตอนที่เขาพูดปุ๊บ หมิงก็บอกว่าตอนนั้นพูดเล่นนะ นึกว่าพี่คุยเล่น ใครจะคิดว่าวันแรกที่เราเจอกันมันจะเป็นคำถามที่จริงจัง เขาจะคิดไปถึงอนาคต”
ประทับใจตอนไหน ถึงตกลงคบกัน? หมิง : “จริงๆ ต้องบอกว่าเขาเป็นคนที่เข้ามาแบบไม่ได้คาดฝัน เรามีอะไรที่ไม่เข้ากันบางอย่าง แต่พอเราได้รู้จักตัวตนเขาตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นใครตื่น 7 โมงเช้าตลอด เขาเป็นคนขยันมาก นอนเที่ยงคืน ตื่น 7 โมงเช้าทุกวัน เรารู้สึกว่าทำไมคนนี้เขาขยัน เขาเป็นคนตั้งใจทำงานจริงๆ อย่างที่ให้สัมภาษณ์ไปคราวที่แล้ว คือพี่เขาตั้งใจที่จะเข้ามาจีบเรา ตั้งใจกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เราเลยเห็นว่าถ้าคนที่เขามีความมุ่งมั่นตั้งใจอะไรแบบนี้ถ้าเราได้ลองคบกับคนคนนี้ เขาจะต้องทำให้ความสัมพันธ์มันดี เพราะเขาคงไม่พูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า หรือเป็นคนขอไปทีพูดไปเรื่อย เราเลยตัดสินใจคบเขา
แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าเราสองคนเหมือนกันเลย คือเราสองคนรักครอบครัวมากๆ คือพี่อรรถเป็นคนกตัญญูและรักครอบครัวมาก หมิงว่าหมิงติดคุณแม่แล้ว พี่อรรถนี่คือเลเวลหนักกว่าหมิงอีก ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ชาย เขารักคุณแม่ รักครอบครัวมาก เราเลยรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เหมือนกัน เป็นพื้นฐานการสร้างครอบครัว ถ้าเรารักครอบครัวทั้งคู่ เราจะไม่มีคำถาม ถ้าสมมติวันนี้เขาต้องไปดูแลที่บ้าน หรือเราต้องไปดูแลที่บ้าน เพราะเรามองเห็นตรงกัน”
ระยะเวลาที่คบกัน 1 ปี แล้วตัดสินใจแต่งงานหลายคนก็จับตามอง? หมิง : “1 ปีพอดีเลย เพราะเจอกันช่วงวันเกิดหมิง แล้วเขาก็มาขอแต่งช่วงวันเกิดพอดี อย่างที่บอกว่าเขาทำแพลนเลย แต่เราไม่รู้ว่าเขาแพลน คือตอนเขามาจีบ ผ่านไป 2 เดือนเขามาขอเป็นแฟน แล้วเขาบอกว่าเดือนที่ 4 จะพาไปสวัสดีคุณพ่อคุณแม่นะ แต่ก่อนหน้านั้นเขาจะมาหาพ่อแม่หมิงก่อนว่าเขามาจีบนะ คือทุกๆ อย่างเขาชัดเจนมาก ตอนแรกเราก็งงนะ ถามเขาว่าย้ายสิ่งที่อยากทำเดือนที่ 8 มาทำเดือนที่ 4 ได้ไหม เขาบอกไม่ได้ มันต้องเรียงไปเป็นสเต็ปเลย จนมาวันที่ขอแต่งงาน เขาพูดกับหมิงว่า เขาเคยพูดแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าครบ 1 ปีเขาจะมาขอ ซึ่งเราไม่ได้คิดไง คิดว่าเขาพูดเอาใจเราแต่เขาทำจริง”
คนมองว่าเร็วไปหรือเปล่า? หมิง : “คือหมิงเพิ่งเข้าใจวันนี้ว่าอะไรที่ใช่บางทีมันไม่ต้องรอเวลาทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด เราไม่เคยมีคำถามในตัวเขาเลย มันเป็นอะไรที่เรามองเห็นแต่แรกเลยว่าเขาพยายาม อย่างที่บอกว่าคนเราทุกคน มันไม่ใช่เข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกสิ่งหนึ่งที่หมิงตัดสินใจเลยว่าต้องเป็นคนนี้ เพราะว่าจริงๆ มันเป็นคำพูดตอนที่เขามาจีบด้วยซ้ำ ยังไม่ได้เป็นแฟนกันเลย ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราห่างกัน หมิงไม่เคยคบคนห่างกัน แบบอยู่ต่างจังหวัดแล้วมันไกล หมิงก็บอกว่าพี่ เราจะได้เหรอ แล้ว 1 2 3 4 5 บางทีเราก็เข้ากันไม่ได้นะ
แต่เขาพูดมาคำหนึ่งว่าหมิง คนแต่งงานกันเขายังต้องปรับตัวเลย แล้วทำไมอ่ะ เราเพิ่งคบกันเอง เราก็ต้องค่อยๆ ปรับสิ พอคบกันไปเรื่อยๆ เขาจะมีคำหนึ่งที่พูดตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะงอนกัน เถียงกัน เขาบอกให้เราคิดว่าเราคือคนคนเดียวกัน มันเผยคำที่เราไม่เคยคิดอยู่ในหัวเลยเพราะส่วนใหญ่คนที่คบกันมันจะเป็นฉัน เป็นเธอ แต่เขาจะพูดตลอดว่ามันคือเรา”
บางคนอาจจะใช้เวลานานกว่านี้ในการเรียนรู้ แต่ทำไมเรารู้สึกว่า 1 ปีพอแล้ว ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตครอบครัวเลย? อรรถ : “ก็ดูจากน้องเขาด้วยครับว่าน้องเขามีความรู้สึกกับเราขนาดไหน จริงๆ น้องเขาถามผมเยอะมากว่า รักเขาหรือเปล่า แต่ผมก็ตอบทุกทีว่ารัก เขาก็จะถามว่ารักเยอะไหม เราก็บอกว่าเยอะ แต่พอถามเขา เขายังไม่เคยตอบเลยว่ารักผม เพิ่งพูดเมื่อตอนให้ดอกไม้เมื่อกี้นี้เอง ตกลงรักพี่ไหม?”
หมิง : “มามุขไหนเนี่ย (หัวเราะเขิน)”
อรรถ : “ทวงแล้ว บอกหน่อยว่ารักพี่หรือเปล่า”
หมิง : “แหม ถ้าไม่รักเราก็ไม่แต่งไหมละ แต่จริงๆ ค่ะ มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยบอกเขาเลย ครั้งแรกที่บอกเขา คือวันที่ลงอินสตาแกรมในวันที่เขามาขอที่บอกเขาว่าขอบคุณนะที่ทำให้เรามั่นใจที่จะกล้าบอกว่ารักเขา เพราะเราไม่เคยบอกจริงๆ แล้วหลังจากวันนั้นเขาถามอีก ก็ไม่เคยบอกอีกเลย (หัวเราะ) จนเมื่อกี้ตอนที่เขาเดินมาในพิธี เขาก็ถามว่าตกลงรักเขาไหม เราก็บอกว่ารักสิ รักนะ (ยิ้ม)”
คุณอรรถรอคำนี้มาตลอด? อรรถ : “เรารู้อยู่แล้วว่าเขารู้สึกยังไง ได้ยินก็ได้ ไม่ได้ยินก็ได้ เราสัมผัสได้ แต่พอได้ยินก็ชื่นใจครับ”
ทำไมหมิงไม่ค่อยอยากพูดคำว่ารัก? หมิง : “เอาจริงๆ ความสัมพันธ์นี้เราก็กลัวว่ามันจะเป็นจริงหรอ คนแบบเขาจริงจังมากซะจนเรากลัว พูดตรงๆ มันจริงจังซะน่ากลัว เราไม่เคยเจอคนจริงจังแบบนี้ เข้ามาจริงจังเลย ทุกอย่างมันจริงไปหมด เขาเดินหน้ารวดเดียวไม่มีถอย เราก็เป็นผู้หญิงงอนบ้างถอยบ้าง แต่เขาเดินหน้ารวดเดียวเลย เราเลยรู้สึกว่าเรากลัว ถ้าเราไปมีความรู้สึกเยอะๆ เราก็กลัวเสียใจ เขาก็พิสูจน์มาจนถึงวันนี้เลยว่าสิ่งที่เขาทำให้เรามันจริง และเชื่อถือได้”
หลังแต่งแล้วหมิงจะต้องย้ายไปอยู่อุดรฯ ? อรรถ : “นั่นคือคำตอบแรกจากคำถามผมครั้งแรก (หัวเราะ) ถ้าไม่ใช่ก็คงไม่จริงตั้งแต่แรกคุยกันเนาะ”
หมิง : “ก็คงมาๆ ไปๆ ค่ะ”
อรรถ : “แต่หลักๆ คงอยู่ที่นู่นครับ”
หมิง : “แหม มาทำเป็นคอมมิตอยู่หน้ากล้อง (หัวเราะ) ก็คงมาๆ ไปๆ เพราะคุณแม่อยู่ที่นี่ อุดรฯ เดินทางสะดวกบินชั่วโมงเดียว”
แพลนมีลูกเลยมั้ย? หมิง : “เรื่องนี้มันอยู่ในแพลนช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา พอเขาพูดว่าอยากแต่งงาน เดือนต่อก็ไปตรวจสุขภาพ เขาจะมีระเบียบแบบแผนมากๆ ก่อนจะขอกันก็พาไปตรวจสุขภาพ ไปตรวจมาแล้วที่ GFC พอตรวจมาก็ชื้นใจนิดนึงว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไร ด้วยวัยเราทั้งคู่ก็สมควรมีได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ทั้งสองฝ่ายก็อยากอุ้มหลาน”
แต่งปุ๊บปั๊มลูกทันที? หมิง : “ปลายปีจะมีงานฉลองอีกทีหนึ่ง เพราะว่าเรือนหอยังไม่เสร็จ ทุกอย่างมันฉุกละหุกไปหมดเลย แล้วเรือนหอจะเสร็จปลายปี ก็เลยเดี๋ยวจะมีงานฉลองก่อน แต่ว่าหลังจากเสร็จงานนี้จะเข้าไป GFC ไปปรึกษาเลยว่าคงเป็นขั้นตอนผสมเลยไม่ใช่ฝากไข่ เดี๋ยวต้องไปคุยกับคุณหมออีกทีว่าสุขภาพเราทั้งคู่มันเหมาะกับแบบไหน”
แล้วงานในวงการ? หมิง : “หมิงยังทำอยู่นะคะ แต่ว่าอาจจะไม่ได้เต็มตัวเหมือนเมื่อก่อน เพราะจริงๆ หมิงก็ห่างๆ มานานแล้วอย่างเช่นละคร เดี๋ยวนี้หมิงก็มีแค่พิธีกร อีเวนต์บ้าง เป็นพรีเซ็นเตอร์บ้าง แต่พอแต่งงานไปก็คงให้เวลากับครอบครัวเยอะ เพราะยิ่งถ้าไปอยู่อุดรฯ เราก็ต้องให้เวลากับเขา เพราะว่าเขาคือหัวหน้าครอบครัว เขาก็บอกว่าจะดูแลเรา อันนี้ขอคอมมิตบ้าง(หัวเราะ)”
อรรถ : “ดูแลอยู่แล้ว”
สามีอยากให้ทำงานหรือไปเป็นแม่บ้านอย่างเดียวจะดูแลเอง? อรรถ : “หมิงสบายใจแบบไหนก็แล้วแต่เขาเลยครับ” หมิง : “เขาบอกยังไงก็ได้ แต่ถ้ามีงานอยู่ก็บินมาก็ได้”
เจ้าบ่าวเจ้าสาวอายุห่างกันเท่าไหร่? หมิง : “5 ปีค่ะ พี่อรรถ 46”
เจ้าบ่าวมีธุรกิจอยู่ที่อุดรธานี? อรรถ : “ใช่ครับ พื้นเพเป็นคนอุดรธานี แต่ว่าธุรกิจของที่บ้านจะมีทั้งอุดรฯ ด้วย และกรุงเทพฯ ด้วย ทำธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรมีท่าเรืออยู่ที่อยุธยาครับ”
ทั้งคู่มีคำมั่นสัญญาต่อกันยังไงบ้าง? อรรถ : “ยังไม่เคยสัญญากันเลย เพราะ 24 ชั่วโมงเราจะวิดีโอคอลเห็นกันตลอดอยู่แล้วว่า 1 ปีที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตแบบไหนทำอะไรบ้าง คงไม่มีคำจะต้องสัญญาอะไรเพราะไม่มีความสงสัยอะไร”
หมิง : “สำหรับหมิงเขาอาจจะไม่ได้มองว่าเป็นคำมั่นสัญญา แต่ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาในชีวิตสิ่งที่เขาทำให้เราเห็นมันคือคำสัญญาโดยที่เราไม่ต้องพูด มันคือการกระทำ หนิงก็เพิ่งเข้าใจวันนี้ที่คนเราบอกว่าให้มองที่การกระทำ มันก็คือเขาทำให้เห็น ตอนคบกันแรกๆ เราก็บอกว่าหนูไม่รู้ว่าสังคมพี่เป็นยังไง ถ้าพี่บินกลับไปหนูจะไปรู้ได้ยังไงว่าพี่จะไปเจอใคร เขาก็ถามว่าอยากให้พี่ทำอะไร คือเราอยู่ห่างกัน เขาก็เลยเลือกว่าเราวิดีโอคอลตลอดเลยแล้วกัน หมิงจะได้ไม่สงสัยไม่พะวงในตัวเขา คำว่าตลอดเวลานี่คือตลอดจริงๆ นะคะเหมือน CCTV ตั้งแต่คบกันมาก็เป็นอย่างนั้น เราก็เห็นถึงความที่เขาไม่ได้อึดอัดที่จะทำให้ บางทีสายหลุดไปเขาก็เป็นคนโทรมาเองว่าหายไปไหน มันเป็นคำมั่นสัญญาแบบเป็นการกระทำว่าเขาตั้งใจทำให้เราให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้มันเกิดขึ้นได้จริง”
ขอถามเรื่องสินสอดทองหมั้น? หมิง : “มูลค่ามันคือการให้เกียรติซึ่งกันและกันมากกว่าสำหรับทางคุณพ่อคุณแม่ที่ให้เกียรติทางฝั่งหมิงแต่สำหรับตัวหมิงเองไม่ได้มองตรงนั้นว่ามันเป็นหลักสำคัญมากเกินไปกว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเรา หมิงจะบอกเขาเสมอเลยตั้งแต่คบกันมาว่า ต่อให้พี่มีแค่ไหนยังไง ถ้าพี่เป็นคนไม่ดี พี่เป็นคนเจ้าชู้ ไม่รักเดียวใจเดียว ไม่ดีกับหมิง หมิงก็ไม่เอานะ ตรงนั้นมันซื้อเราไม่ได้ต่อให้รวยแค่ไหน คือเราเป็นผู้หญิงเราไม่สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเงินแล้วไปแลกกับที่เขาออกนอกบ้านแล้วเราไม่รู้ มันแลกกันไม่ได้”
อรรถ : “แล้วเราจะโชว์แหวนมั้ย”
หมิง : “เขาภูมิใจ(หัวเราะ)”
อรรถ : “เพราะว่าพาไปเลือกเขาชอบวงนี้”
หมิง : “หมิงเป็นคนชอบเลข 5 ก็เลยเลือก 5.5 กะรัต”
อรรถ : “เป็นสิ่งแทนใจเป็นทรัพย์สินเครื่องการันตีความรักระหว่างเรา”
จดทะเบียนสมรสกันแล้ว? หมิง : “จดแล้วค่ะ เมื่อเช้าเรามีทำพิธีที่วัดโพธิ์ ได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าคุณสมเด็จวัดโพธิ์ ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์เป็นคนอวยพรให้เราทำพิธีแล้วก็จดทะเบียนสมรสเลย”
หมิง : “ตั้งแต่เมื่อคืนเราก็มองหน้าเขา พรุ่งนี้เราจะแต่งงานกันแล้วเหรอ มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตเรา พอหลังที่เราแต่งไปบริบทของการที่เราคบกันมันจะเปลี่ยนยังไง คือเราต้องทำอะไรให้เขามากกว่านี้มั้ย ความรู้สึกมันจะต่างไปหรือเปล่า มันเหมือนตอนที่หนิงได้รับตำแหน่งตอนนั้นแล้วตื่นเช้ามาแล้วลืมตางงๆ ว่าฉันเป็นแล้วหรอ มันเหมือนกันเลยว่านี่ฉันแต่งงานแล้วหรอ ก็เปลี่ยนนามสกุลแล้วค่ะ”
อรรถ : “ตอนแรกไปนัดนายทะเบียนที่เขต เขียนคำร้องไว้ เขาบอกว่าจะเปลี่ยนเป็นนาง ไปๆ มาๆ หลวงพ่อเลื่อนวัน ก็เลยไปเลื่อนที่เขต เขียนคำร้องใหม่ไม่เอาแล้ว เป็นนางสาว”
หมิง : “เขาก็งง แหม มามุขไหนไม่อยากให้คนรู้ มันไม่ใช่คือเราก็เปลี่ยนนามสกุล คนก็รู้อยู่แล้วว่าเราใช้ บุญครองทรัพย์ แต่วันนี้เราก็ใช้นามสกุลเขา รังษิณาภรณ์ แต่ว่าหมิงก็ใช้นามสกุลตัวเองเป็นชื่อกลางค่ะ”.















