พระเอก ‘ฟิล์ม’ ธนภัทร กาวิละ ท้าฝีมือทำสิ่งที่ยากเกินตัว ลงเล่นละครเวทีเรื่องแรกในชีวิต “เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี” ได้หวนร่วมงานกับนักแสดงมากฝีมือ ‘นุ่น’ ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ที่เปรียบเสมือนครูทางด้านการแสดงคนแรกในชีวิต

ละครเวทีเรื่องแรกในชีวิตเป็นไงบ้าง?
ฟิล์ม – “สนุกมาก ในเรื่องรับบท ‘เอก’ เป็นแฟนคนที่ตายในเรื่อง เดินทางกลับมาร่วมงานศพแฟนตัวเองแล้วเกิดเรื่องไม่คาดฝัน คาแร็กเตอร์จะเป็นคนเงียบๆ คิดเยอะ ผมรู้สึกว่าละครเวทีกับละครทีวีไม่ได้ต่างกัน เพราะมันคือการแสดงเหมือนกัน ต่างกันแค่วิธีการรับชมของผู้ชมที่ดูผ่านจอทีวีหรือโทรศัพท์ กลายมาอยู่กันแบบเห็นด้วยตาเนื้อมันต่างกันที่ตรงนี้ และสามารถมีเอฟเฟ็กต์ มีเสียง มีกลิ่น เพื่อเพิ่มอรรถรสคนดูได้”
ทีวีเทกได้ แต่ละครเวทีเทกไม่ได้?
ฟิล์ม – “ตอนแรกผมกังวลกลัวจะจำบทไม่ได้ เราต้องเล่นเทกเดียวด้วยบทหลาย 10 หน้า แต่พอซ้อมๆ ทุกวัน มันเหมือนเรากลืนกินพวกนั้นไปอยู่ในจิตใต้สำนึกเราไปแล้ว”

คอนโทรลเรื่องสมาธิยังไง?
ฟิล์ม – “ไม่เคยคิดเลย อาจจะนั่งสมาธิมั้ง ผมว่าเดอะโชว์มัสต์โกออน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันมีเทกเดียว ถ้าหลุดแล้วต้องไปต่อให้ได้ ส่วนการจัดการกับความรู้สึกตื่นเต้น ผมจะพยายามขยับร่างกายให้เยอะ ไม่ก็กรี๊ดตะโกนออกมาให้มันปลดปล่อยความเครียด”
ถือเป็นอีกความฝันหนึ่งกับการได้เล่นละครเวที?
ฟิล์ม – “ใช่ครับ จริงๆ ผมพูดกับพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) มาหลายปีแล้ว ด้วยจังหวะอะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงเราเองเป็นคนไม่ได้มีสกิลด้านการร้อง ก็เลยอาจจะยังไม่ได้รับโอกาสของละครเวทีที่เป็นมิวสิคัล เราเข้าใจได้ เพราะละครเวทีส่วนใหญ่เป็นมิวสิคัลหมด พอมาเรื่องนี้ถือว่าเข้าทาง เป็นโอกาสที่ดี”

อะไรคือความยากของการเล่นละครเวที?
ฟิล์ม – “ผมว่าเป็นเรื่องจังหวะ เป็นการหาจังหวะที่เล่นแล้วมันใช่ เป็นการหาร่วมกันระหว่างผู้กำกับฯ รวมถึงนักแสดง ทีมซาวด์ และทีมไฟด้วย”
การทำงานกับ ‘นุ่น ศิรพันธ์’ เป็นยังไงบ้าง?
ฟิล์ม – “ดีมาก น่าจะเป็นการถูกหวยลอตเตอรี่ในการทำงานในปีนี้เลย ผมเคยทำงานกับพี่นุ่นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วในละครเรื่อง เรือนเบญจพิษ เล่นเป็นลูกพี่นุ่น ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กน้อยหอยสังข์ที่ยังเล่นละครไม่เป็น ก็ได้วิชาจากพี่นุ่นมาเยอะมาก แล้วรู้สึกว่าดีจังเลยที่ได้ทำงานกับคนที่เขาทุ่มเทกับงานขนาดนี้ เรารู้อยู่แล้วเวลาที่เขาทำการแสดง พี่นุ่นเหมือนยอดมนุษย์ รู้สึกว่าโคตรสนุกเลยที่ได้ร่วมงานกัน ไม่ใช่แค่พี่นุ่นอย่างเดียว ยังมีพี่อัค อัครัฐ, ตั้ม วราวุธ, จ๊ะจ๋า แดนดาว และ มีน อาลามินา ที่เขาเก่งมาก เอาจริงๆ เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเราเลย ถ้าเราแผ่วนิดเดียว คือเราหายไปเลย เราเลยต้องเต็มที่ ทุกคนมาเพื่อทุ่มเทกับงาน ผมเลยดีใจมากที่ได้ทำงานร่วมกับทีมนี้”

เคยบอกนุ่นไหมว่าการได้ทำงานกับเขาเหมือนถูกลอตเตอรี่?
ฟิล์ม – “ไม่เคย เขิน เพราะพี่นุ่นเป็นครูคนแรกๆ ที่สอนการแสดงเราในฐานะเพื่อนร่วมงาน แบบครูภาคสนาม เมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว เป็นฉากที่พี่นุ่นมารู้ความจริงว่าผมไม่ใช่ลูกของเขา แต่เขาเลี้ยงผมมา 20 กว่าปี เป็นฉากที่ทุกคนตราตรึงมากในละคร เรือนเบญจพิษ เป็นซีนที่ทุกคนพูดถึง แล้วผมก็อยากรู้ว่าทำไมพี่นุ่นเล่นได้ดีขนาดนั้น ผมเลยถาม แล้วก็ถามตลอดเวลา ซึ่งพี่นุ่นก็บอกทุกอย่างไม่เคยกั๊ก เลยรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนครูคนแรกๆ ของเราเหมือนกันทางด้านการแสดง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเก่งขึ้นได้ เพราะคำแนะนำจากเขา”
อะไรบ้างที่เราเรียนรู้จากพี่นุ่นทางด้านการแสดง?
ฟิล์ม – “เรื่องการทำการบ้าน ความตั้งใจ และความทุ่มเท พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยเพราะพี่นุ่นเป็นคนที่ทำการบ้านได้ดีมาก แล้วตั้งใจทำงาน มี 100 เขาทำ 1,000 ตอนที่มีโอกาสได้ซ้อมกัน พี่นุ่นเล่าถึงแบ๊กกราวด์สตอรี่ของตัวละคร แค่เล่านะไม่ได้เล่น แต่คนฟังแบบผมคือใจจะสลาย”

ละครเวทีเป็นศาสตร์ที่ยากมาก ดาราบางคนยังกลัว เพราะมันมีความสด?
ฟิล์ม – “ผมพยายามคิดว่าถ้าเราไม่ทำสิ่งที่ยากเกินความสามารถตัวเอง เราก็จะไม่มีทางโตขึ้น เพราะถ้าเรายังทำสิ่งที่เราทำได้ มันก็เท่าเดิม มันไม่มีอะไรมาดันความสามารถเราให้เราทะลุขึ้นไปอีก เราก็เลยรู้สึกว่ามันต้องไปดิ มันต้องได้ดิ ไม่รู้ว่าปลายทางจะดีหรือจะล้มเหลว แต่ผมรู้สึกว่าถ้าผมไม่ได้ลอง มันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงที่ผมจะเก่งขึ้น ถ้าผมได้ลอง ผมอาจจะทำไม่ได้ก็ได้ แต่อย่างน้อยผมยังมีโอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง แล้วต่อให้วันนี้ล้มเหลวก็ไม่เห็นจะมีอะไรต้องเสียใจ เพราะเราทำเต็มที่แล้ว”
ไม่ถึงกับวาดภาพไว้ใช่ไหมว่าจะเล่นเรื่องนี้ให้เป็นแบบนี้?
ฟิล์ม – “ผมว่ามันทำไม่ได้กับละครเวที เพราะทุกๆ รอบที่เปิดม่านการแสดง ตัวละครมันตายแล้วเกิดใหม่ทุกรอบ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเพื่อนเราจะเล่นยังไงด้วย ถ้าเขามีมุขอะไรจังหวะแปลกใหม่มา ถ้าเราเซ็ตไว้ทุกอย่างแล้วมันก็ไม่ได้สื่อสารกันสิ อย่าลืมว่ามันไม่ได้มีแค่นักแสดงอย่างเดียว ยังมีรีแอ๊กชั่นจากคนดูที่ส่งมาถึงเราด้วย คนดูแต่ละรอบก็ไม่ใช่คนเดิม ผมเลยรู้สึกว่ามันคือเมจิกที่เกิดขึ้นในโรงละครที่ไม่เหมือนละครทีวี
คำว่าตัวละครมันตายแล้วเกิดใหม่ทุกรอบ คำนี้มาจากคุณบอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ผมชอบประโยคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่มันรีเซ็ตไม่ได้ แล้วผมรู้สึกว่าละครทีวี เราไม่สามารถพบเจอกับประสบการณ์นี้”

ตอนนี้เราไต่ระดับความยากของงานขึ้นอีกสเต็ป ฝีมือก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีอะไรที่ยังอยากไปอีกไหม?
ฟิล์ม – “อาจจะเป็นบทบาทใหม่ๆ สักวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็อยากเล่นมิวสิคัล พี่บอยบอกแคสต์ให้ผ่านก่อนเถอะ (ยิ้ม) แต่ในปีนี้ไม่ใช่แน่นอน เพราะคิวเต็มแล้ว”
ปีนี้ถ้าจบละครเวที มีอะไรหลังจากนี้อีกไหม?
ฟิล์ม – “มีละครทีวีครับ แต่โปรเจ็กต์สั้นๆ ส่วนหนังยังรับได้อยู่ และก็ให้เวลาอยู่กับที่บ้านครับ ต้นปีที่ผ่านมาผมได้พาคุณแม่ไปเที่ยว ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างตามวัยของคุณแม่ เลยรู้สึกอยากให้เวลากับเขาและอยากพาเขาไปเที่ยวมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรแน่นอน กลัวว่าวันที่เรามีเงินมีเวลาแล้วเขาจะเที่ยวไม่ไหว เพราะเขาแก่มากแล้ว”

ถือเป็นปีที่เราจะต้องบาลานซ์เรื่องงานและชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้น?
ฟิล์ม – “ใช่ครับ รู้สึกว่าเขาเหนื่อยง่ายขึ้นตามอายุ อาจจะไม่ได้พาเขาไปเที่ยวอย่างเดียว แต่อาจจะหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้มีฝุ่น pm 2.5 หนักขนาดนี้ ถ้าช่วงไหนผมว่าง ทุกเย็นก็จะพาคุณแม่กับแมวออกไปเดินเล่น”
มองว่าตัวเองน่ารักไหม?
ฟิล์ม – “เพราะที่ผ่านมาผมไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้มากกว่า หรือทำได้น้อย รู้สึกบกพร่องในหน้าที่ลูก ทำแต่งาน พอมาได้สติอีกทีหนึ่งคือพ่อกับแม่แก่ไปมากแล้ว เลยรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้อาจจะไม่มีโอกาสแล้วก็ได้ พูดกับตัวเองนะครับว่าจะรอให้เขาเดินไม่ได้ ให้เขานั่งวีลแชร์ก่อนเหรอ ถึงจะพาเขาไปเที่ยว มันไม่สนุกนะ การที่เราเข็นเขาไปบนทราย กับเขาเดินแล้วได้เหยียบทราย ได้โดนน้ำทะเล มันไม่เหมือนกัน ต่อให้เรามีเงินแค่ไหนก็ซื้อความรู้สึกของเขากลับมาไม่ได้ เลยพยายามให้เวลากับเขามากขึ้น

ผมอาจจะทำได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ตามที่คิดหรอก แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกจริงๆ แล้วก็ตั้งใจจริงๆ ว่าอยากจะทำให้เขามีความสุขแบบนั้นให้ได้ เพราะบางทีพอเราเข้าสู่โหมดทำงาน เราก็ตัดทุกอย่างอยู่แค่งานจริงๆ บางทีผมก็ลืมว่ายังมีแม่นะ ยังต้องให้เวลากับเขา ยังมีแมวที่ต้องเลี้ยง หลังๆ ช่วงซ้อมละครเวที ผมแทบไม่ได้เล่นกับแมวเลย แต่เหมือนเป็นโชคดีเหมือนกันที่ผมมีแมว อย่างน้อยช่วงที่ผมซ้อมละครเวที แม่ก็มีแมวเป็นเพื่อน ผมฉุกคิดได้ในวันนี้ก็ไม่รู้ว่าสายไปไหม แต่ก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ที่สุดครับ”
ปีนี้มีเป้าหมายที่ตั้งไว้ไหม?
ฟิล์ม – “ถ้าในระยะสั้น อยากจะมีความสุขให้มากที่สุด เป้าหมายผมมีแค่นี้แหละ อยากจะใช้ปีนี้นอกจากทำงานไปด้วย หาเงินไปด้วย ดูแลแม่ไปด้วย เราอยากจะพัฒนาตัวเอง มายด์เซ็ตของเราให้มีความสุขได้ทุกวัน มีความสุขกับเรื่องเล็กน้อย แค่วันนี้ลืมตาตื่นมา ล้างหน้าแปรงฟันก็มีความสุขแล้ว อยากทำให้ได้อย่างนั้นในทุกๆ วันครับ”
จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล