เป็นบทที่ท้าทายและยากที่สุดในชีวิต กับบท “หมอเหยา” ในภาพยนตร์ “ท่าแร่” โดยนักแสดงหนุ่มมากฝีมือ ‘มีน’ พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

♦ หลังอ่านบทเป็นยังไงบ้าง?
มีน – “อ่านไม่ออกเลย เพราะเป็นภาษาอีสาน บทแบ่งไดอะล็อกตรงนี้เป็นภูไท ตรงนี้เป็นอีสาน ผมศึกษาไปเรื่อยๆ ตัดสินใจว่าน่าจะต้องพูดภูไท 100% ผมไม่รู้เลยว่าภูไทพูดยังไง เอาความมั่นใจสู้ไปก่อน แล้วทีมงานส่งโค้ชภาษาภูไทมาอยู่ที่กองให้ ทำให้รู้ว่าภาษาภูไทมี 7 เผ่า ซึ่งพูดไม่เหมือนกัน สุดท้ายก็เลือกหนึ่งในภาษาที่เข้าปากเรา เป็นความยากอีกอย่างหนึ่ง
อ่านบทดราฟแรกสนุก เห็นถึงเส้นเรื่อง เห็นถึงทัศนคติต่อตัวหนังที่อยากแสดงถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมระหว่างคริสต์กับผี ผมทำการบ้านเรื่องนี้หนักมาก เมื่อเทียบกับงานที่รับมาในชีวิตเพราะบทไกลตัวมาก ไม่มีความรู้ ความเชื่อ ความเข้าใจเรื่องนี้เลย ที่ตัดสินใจรับเพราะอยากลองทำอะไรที่ชาลเลนจ์ตัวเอง ลงคลาสแอ๊กติ้ง ในทางใช้ชีวิตเราก็ไปสกลนคร ผมมี 3 แนวความคิด หนึ่งบทต้องเหมาะกับเรา สองคนดูต้องเชื่อ สามคนสกลต้องเชื่อ ถ้าคนสกลไม่เซื้อ คนอีก 76 จังหวัดจะไม่เชื่อแน่นอน”

♦ เคยรู้จัก “ท่าแร่” ก่อนจะรับเล่นเรื่องนี้ไหม?
มีน – “ไม่รู้จักเลย แวบแรกในหัวคือ ‘มหา’ลัย เหมืองแร่’ นึกว่าเรื่องเกี่ยวกับเหมืองแร่ พอเริ่มคุยกับพี่คุ้ย (ทวีวัฒน์) ผู้กำกับฯ ถึงรู้คร่าวๆ ว่าท่าแร่เป็นชุมชนคนเวียดนามเก่าแก่ มีชุมชนคริสต์ที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย นับถือหลายศาสนา มีชนเผ่ามากมายอยู่ร่วมกัน และใช้ภาษาแตกต่างกัน ความพิเศษของท่าแร่ เป็นเมืองที่มีหลากหลายความเชื่อและทุกคนทั้งยึดถือในความเชื่อของตัวเอง และเคารพในความเชื่อของคนอื่น สิ่งนี้เลยเป็นสิ่งที่โดดเด่นออกมา”

♦ บทบาท-คาแร็กเตอร์?
มีน – “ผมรับบท ‘แม่เมืองโสภา’ อาชีพเป็น ‘หมอเหยา’ เหมือนได้ศักดินา มีคำนำหน้าชื่อเป็นแม่เมือง เป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผีไทย ผีพื้นถิ่น เรามีผีบรรพบุรุษที่จะคอยช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้าน และจะใช้ความสามารถนี้เป็นสื่อกลางมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะมีคนเจ็บป่วย วัวหาย ควายหาย ผีเข้า หรือทำขวัญ
แต่ความแตกต่างคือเราจะเป็นหมอเหยาแห่งยุคโซเชี่ยล ทำหน้าที่ไปด้วยแล้วไลฟ์ TikTok หรือ Facebook ไปด้วย คาแร็กเตอร์ของผมเป็นคนที่อยากช่วยเหลือผู้คน แล้วมีความมั่นใจในตัวเองว่าสิ่งที่ทำมันถูก แม้คนจะเข้าใจผิดแต่เราก็ไม่แคร์”

♦ การเตรียมตัวรับบท “หมอเหยา”?
มีน – “ตอนนั้นมีเวลาทำการบ้านน้อย มีโอกาสไปอยู่สกลนคร 5 วัน ไปเจอแม่เมืองตัวจริง คือแม่หมอโอปอมีชื่อเสียงในฝั่งสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง เช้ารีบตื่นไปหาเขา ใช้เวลาเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเยอะเลย

สิ่งที่ผมค่อนข้างซีเรียสคือการทำพิธี อยากให้ถูกตามธรรมเนียมประเพณี ก็คุยกับแม่หมอว่าในพิธีแต่ละซีนต้องมีอะไรบ้าง ขอให้เขาจัดให้ดู ก็จะมี ‘เครื่องคาย’ คือเครื่องบูชา อะไรมีได้ อะไรห้ามมี ต้องตั้งตรงไหน ทิศไหน ทุกซีนทุกฉาก พี่ผู้ช่วยผู้กำกับฯก็ถ่ายเก็บไว้หมด
การรำ จะไม่รำจีบ เพราะรำจีบคือสมัยใหม่ การรำแบบสมัยก่อนจะใช้แค่มือ เราจะมีการเสริมคาแร็กเตอร์เราเข้าไป จะมีความต่างจากแม่หมอโอปอ แล้วการแต่งตัวต้องแต่งแบบดั้งเดิม เราจะเป็นชายหรือหญิง แต่การแต่งตัวต้องแต่งแบบหญิงตามผีบรรพบุรุษ ผ้าถุงต้องแบบนี้ ลายผ้า คาดหัว”

♦ ได้เจอสิ่งลี้ลับหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันบ้างไหม?
มีน – “วันแรกไปก็สบายๆ เข้าไปพยายามจะดูดซับพลังงานเต็มที่ จนกระทั่งก่อนกลับ แม่หมอให้ลองแต่งตัวเป็นหมอเหยาดู ผ้าลายโบราณมาก เขาก็เล่าชุดอันนี้ต้องแบบนี้ สร้อยคอเป็นของบรรพบุรุษตกทอดมาหลายสิบปี 100 ปี จังหวะใส่เข้ามาผมรู้สึกแน่นๆ ไม่แน่ใจว่าคิดไปเอง หรือเหนื่อยมาทั้งวัน
ตอนนั่งรถไปกินข้าวกับทีมงานรู้สึกกินไม่ลง อึดอัด อาเจียน แล้วยกมือไหว้ หันไปบอกพี่สไตลิสต์ว่าวันถ่ายจริงขอของปลอมนะ อาการไม่หายดี ไม่รู้เพราะสร้อยเส้นนั้นหรือเราตั้งใจมากไป ก็ขอตัวไปนอนพัก หลับไป 2-3 ชั่วโมง ตื่นมาได้กลิ่นน้ำอบทั่วห้อง กลิ่นเหมือนบ้านแม่หมอโอปอเลย เลยยกมือไหว้บอกว่าถ้ามาก็อยากให้มาช่วย เพราะเราอยากให้หมอเหยาเป็นที่รู้จัก อยากให้คนรู้ว่าเรามีความเชื่อ เราดูแล รักษา ช่วยชาวบ้านได้จริงๆ กลิ่นก็หายไป หลังจากนั้นก็จะไหว้ทุกครั้งก่อนจะเริ่มเล่น”

♦ ความน่าสนใจโดยรวมของเรื่องนี้?
มีน – “เรื่อง ท่าแร่ ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญ แต่ข้างในมีทั้งเรื่องราวความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความแปลกตา ความเชื่อ ผมขอฝากด้วยครับ ภาพยนตร์ ท่าแร่ วันนี้ ในโรงภาพยนตร์”