ออยเลอร์ เปิดใจร่ำไห้ ถูกเหยียบย่ำหัวใจ นายห้างดัง เย้ยตกกระไดพลอยโจน ปมลิขสิทธ์เพลง

ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี ยังไม่ได้รับความชัดเจน ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์เพลงของ นักร้องลูกทุ่งอินดี้ ออยเลอร์ GMM Thaidol หรือ อารีรัตน์ อ้อมนอก ที่ออกมาเรียกร้อง กับทางนายห้างประจักษ์ชัย ไหทองคำ กรณีเพลง ความรู้รอบเอว ที่ตนอนุญาตให้นำไปลงที่ช่องของค่ายนายห้าง โดยตกลงส่วนแบ่ง 70/30 กระทั่งยอดวิวเพลงพุ่งไปถึง 90 ล้านวิว แต่นักร้องสาวไม่ได้รับส่วนแบ่ง 70 % ตามที่เคยตกลงไว้ แต่กลับเห็นเพลงของตนไปอยู่ในแพลตฟอร์มอื่นๆ ด้วย

จริง ๆ ออยมองว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ซับซ้อน เพียงแต่เราไม่มีโอกาสได้คุยกันตรงไปตรงมา บางทีอีกฝั่งนึงอาจจะลืมไปหรือเปล่า เรื่องที่เราตกลงกันไว้ ถ้าเกิดเราได้คุยกัน หรือเอาหลักฐานมาโชว์ ออยเชื่อว่ามันจะเข้าใจง่ายมากๆ

ออยติดต่ออาจารย์ไป ปกติเราจะคุยผ่านแชทอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้คำตอบ ทิ้งแชทไว้แต่ก็อ่านรับรู้แล้ว ไม่ได้รับการตอบรับมา ออยก็เลยได้โพสต์ไป เป็นเรื่องราวดราม่าในโซเชียล ทุกคนก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นยังไงบ้าง หลังจากที่ออยโพสต์ออกไป

ออยก็พยายามทำตามขั้นตอนเท่าที่ตัวเองรู้ว่ามันทำยังไงได้บ้าง มีการยื่นโนติสไปหาอาจารย์ เขาก็รับรู้แล้ว เซ็นรับแล้ว แต่ก็ยังเงียบอยู่จนถึงตอนนี้

ที่มันวนกลับมาเกิดเป็นเรื่องราวอีกรอบนึง เพราะอาจารย์มีการไลฟ์ มีคนดูไปคอมเมนต์ถามว่า เรื่อง ออยเลอร์เป็นยังไง ก็ได้คำตอบกลับมาประมาณว่า ถ้าเป็นเรื่องน้องคนนั้น ก็ตามนั้นเลย น้องมาโดยที่ไม่ได้เซ็นสัญญาอะไรต่อกัน เป็นการคุยกันจริงๆ แต่ว่าไม่ได้ตกลงกัน รายได้อะไรที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว ก็ตกกระไดพลอยโจนไป ก็จบไปแล้ว ไม่รู้แล้ว ไม่มีแล้ว เขาพูดแบบนั้น

แต่จริงๆ ออยมองว่า มันจะพูดแบบนั้นไม่ได้ สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเรื่องรายได้ มันเกิดขึ้นแล้ว มันจะไปตกกระไดพลอยโจนไม่ได้แล้ว

ที่บอกว่าเข้ามาโดยไม่ได้เซ็นสัญญากัน คือตอนนั้นหนูอยู่ต่างประเทศ เขาอยู่ที่ไทย คุยกันว่าจะเอาเพลงของหนูโยกไปลงที่ช่องของเขา ทุกอย่างเป็นออนไลน์ มีการพิมพ์แชทคุยกัน ชัดเจน ส่งเอกสารให้หนูไปพักเรียนจากที่นั่นก็เป็นเอกสารจากบริษัท มันก็ชัดเจนแล้วว่าโพรเซสทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว หนูก็ปิดเพลงจากช่องหนูให้ ไปลงช่องเขา จริงๆ ตอนนั้นถ้าหนูไม่ปิด ตอนนี้หนูจะได้ทั้งหมดของเรา

แต่ตอนนั้นเลือกที่จะรับข้อเสนอเขา โดยการเอาเพลงเราไปลงช่องเขา แบ่ง 70/30 เราก็เข้าใจได้ว่าเราต้องเสีย 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะอยู่ช่องเขาแล้ว มีคนซับเยอะ เป็นฐานแฟนคลับของเขา ซึ่งเราเสีย 30 ก็ถูกแล้ว ก็แฟร์ แต่มันคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้เลย ส่วน 70 ที่คุยกันไว้ สุดท้ายถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้อะไร

ถามว่าข้อตกลงกัน มันมีเป็นลายลักษณ์อักษรหมดเลย หนูถึงบอกว่าเราไม่ได้คุยกัน แล้วอาจารย์อาจจะลืมหรือเปล่า สุดท้ายอยากให้อาจารย์มาคุยกัน หนูเป็นเด็ก พยายามติดต่อไปแล้ว ทำให้มันน่ารักที่สุดแล้ว แค่หนูเปิดให้ดู หนูเชื่อว่าเขาจะ อ๋อ อาจารย์ลืม หรือเปล่า อะไรอย่างนี้ หนูคิดแบบนั้น หนูไม่ได้คิดว่าเขาจะมาใจร้ายกับหนูขนาดนั้นหรอก คิดว่าเขาอาจจะลืม หรือเข้าใจสับสน เพราะเขาก็มีงานหลายอย่างหลายจ๊อบที่เขาทำ ออยก็ยังหวังว่าเขาจะมาคุยกันอยู่

เพลงที่เขาติดต่อขอมาลงช่อง ตอนนั้นยอดวิวเท่าไหร่?
เพลงความรู้รอบเอว ตอนนั้นลงไปยังไม่ถึงเดือน 5 แสนวิว ในช่องที่มีคนซับ 1 คน คือหนูเปิดช่องใหม่ ลงเพลงไป คนเข้ามาดูแล้วแมสเลย โดยที่ออยไม่ได้เป็นเน็ตไอดอลอะไรมาก่อน ลงไปมันก็แมสเลย ถึงทำให้เขาเห็นเราแหละ เขาถึงติดต่อมา เขาบอกว่าเพลงมันดีนะ แต่ว่าคนซับเราน้อย มาอยู่กับตรงนี้มั้ย เพราะว่ามันมีเพื่อน มีน้องศิลปินคนนั้นคนนี้ ส่งรูปมา วิดีโอคอลมา ที่หนูทำเพลงเพราะอยากเป็นศิลปิน แล้วเรายิ่งมาเจอน้องๆ ที่เขาดัง รุ่นพี่ศิลปิน แล้วตอนนั้นเขาไม่ได้มีข่าวเรื่องลิขสิทธิ์ เราก็วางใจด้วย เราก็โอเคงั้นก็ไป เพราะด้วยข้อตกลงเราได้ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ดีอยู่ แต่พอมาแล้วจริง ๆ มันไม่ได้เป็นตามที่ตกลงกันไว้

ทาบทามมาเป็นศิลปินในสังกัดด้วยมั้ย หรือดีลเฉพาะลงช่องอย่างเดียว?
เฉพาะเพลงนี้ค่ะ เหมือนคนอื่นเคสอื่นเขาจะมีการเซ็นเป็นศิลปินแล้วก็ผลิตเพลงให้ แต่สำหรับเราไม่ เพราะว่าเราทำมาก่อน เขาก็รู้เต็มอกว่าเราทำมาก่อนแล้ว เขาก็เลยไม่ได้จะให้เราไปเซ็น

หลังจากที่เพลง ความรู้รอบเอว โยกไปอยู่ที่ช่องเขาแล้ว ช่องหนูที่ยังอยู่ หนูก็ทำเพลงอื่นลงเป็นปกติ จื่อแหน่ใจ บ่พอตาย ก็ลงช่องหนู มันก็รันไป ตอนนี้ 260 ล้าน 95 ล้าน ซึ่งหนูก็ได้รับทุกอย่าง แต่เพลงความรู้รอบเอวเป็นเคสที่เราคุยกันในกรณีที่เขาสนใจเพลงนี้ เขาอยากได้เอาไปลง หนูก็โอเคที่จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ แต่กลายเป็นว่าหนูโดนทิ้งเพลงนั้นไปเลย ตอนนั้นยอดวิว 91 ล้านวิวแล้ว เพราะว่าหนูถามตลอด ตอนนี้ได้ยอดวิวเท่านี้แล้ว เป็นยังไงบ้าง หนูขอดูหลังบ้านหน่อย เรามาคุยกันหน่อย จะเคลียร์ยังไง ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ถามอย่างนี้ตลอดเลย ในแชทก็มี เขาก็บอกว่าอยากให้หนูไปโฟกัสเรื่องอื่นได้แล้ว แกบอกว่าสร้างประวัติศาสตร์ไว้ดีกว่า มันคนละเรื่องเลย ทำไมมันเริ่มแปลกแล้ว

พอยอดวิวจาก 70 80 ไปถึง 90 ล้านวิว ไม่ได้แล้ว หนูว่าแปลกแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ คุยกันไม่ลงตัวสักที งั้นไพรเวทเพลงนี้ไว้ ปิดเพลงนี้ไว้ก่อน ถ้าเกิดมันสร้างรายได้ต่อจากนี้เป็น 100 ล้านวิว หนูก็ไม่ได้อะไรอยู่ดีๆ

วันดีคืนดีหนูไปเห็นเขามีเรื่องราวลิขสิทธิ์กับคนนั้นคนนี้ เราไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมันเป็นยังไง มันทำให้เราระแวงว่าถ้าเราไปร้องคอนเสิร์ตจะร้องได้มั้ย จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ช่วงนั้นมันมีข่าวดังว่าร้องเพลงตัวเองไม่ได้ จับลิขสิทธิ์ แล้วถ้าเราโดนล่ะ ก็เลยให้ปิดเพลงนั้นไปก่อน หนูก็ไม่ได้เอาเพลงนั้นไปร้องจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ได้กล้าเอาไปร้อง ทั้งที่มันเป็นเพลงของเรา

แต่ก็ได้ยินเขาพูดประมาณว่า ร้องได้เลย มันไม่เกี่ยว แต่หนูรู้สึกไม่เชื่อ เพราะตอนนั้นก็บอกว่าเราจะมีการแบ่งกันแบบนี้ มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น แล้วหนูจะรู้ได้ยังไงว่าเอาไปร้องแล้วมันจะไม่เกิดปัญหาตามหลังมา หนูเลยหยุดไว้ก่อน สุดท้ายอยากให้มาคุยกันว่ามันต้องทำยังไงต่อ

มีผู้ใหญ่เป็นตัวกลางช่วยเคลียร์มั้ย?
ไม่มีค่ะ แต่หนูอยากให้มี เราคุยกันเองทำแล้ว แต่มันไม่ดีขึ้น ถ้าเกิดว่ามีผู้ใหญ่หรือว่ามีพื้นที่ตรงไหนที่สามารถคุยกันได้ มันก็ดีค่ะ แต่ถ้าสุดท้ายเรื่องนี้มันเป็นเพราะหนูเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง หนูจะได้รู้ว่า อ๋อ เข้าใจผิด หนูจะได้ยอมรับได้แบบสบายใจเต็มใจ ให้มันจบไป แต่ขอให้หนูได้ทราบเหตุผล

แต่ทั้งนี้ก็ถามแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น จะเป็นยังไงต่อ แต่ก็ได้คำตอบว่า ไม่รู้ ไม่เกี่ยว ให้มันตกกระไดพลอยโจนไป มันแปลกมากเลย นายห้างระดับประเทศที่จะพูดในพื้นฐานการทำงานแบบนี้ หนูก็อยากให้เขาลองมาคุยกันดู โดยมีผู้ใหญ่เป็นคนกลาง

ความต้องการของออย รายได้ส่วนแบ่งที่ควรจะได้ ?
มันเป็นเรื่องความชัดเจนค่ะ มันมีเรื่องของรายได้ที่เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วเพลงนี้ถ้ามันไปลงแล้วจะได้แค่ 1 แสนวิว ซึ่งน้อยกว่าช่องแรกที่หนูลงไป ก็ช่าง ก็ยังต้องแบ่ง 70/30 เปอร์เซ็นต์อยู่ดี มันจะเป็นเงิน 5 บาท มันก็ต้องแบ่ง ต้องคุยกันทำให้ถูกต้อง มันคือความยุติธรรม สัจจะที่เราให้กัน เป็นสัญญาที่เรามีต่อกันมากกว่า มันจะกี่วิวก็ช่าง แต่หนูคิดว่าก็ควรทำให้มันถูก

แล้วยิ่งหนูก็ยังเป็นศิลปิน ก็อยากรักษามาตรฐานของตัวเอง ไม่ได้อยากให้ใครมาทำลายมัน แล้วตัวเขาเองก็ควรที่จะรักษามาตรฐานการทำค่าย การเป็นนายห้างของเขา ไม่ควรเกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะมันเป็นเบสิกมาก เข้าใจง่ายมาก ไม่ซับซ้อนเลย มันไม่มีผู้ร้องผู้แต่งผู้ลงทุนเป็นคนอื่น มันคือหนูทั้งหมด หนูเป็นคนแต่งเป็นคนร้อง พ่อกับแม่หนูเป็นคนจ่ายตังค์ค่าห้องอัดให้

พี่ๆ ที่ห้องหัดอาจารย์ผู้ใหญ่ทุกคนก็บอกว่า เป็นพยานให้ได้ หนูมาอัดเพลงเองจริงๆ แล้วแม่หนูเป็นคนจ่ายตังค์ให้จริงๆ เขาก็น่ารักมาก หนูไม่คิดว่าเขาจะยืนข้างเราชัดเจนขนาดนี้ เพราะว่าเขาเองก็ทำเพลงกับอาจารย์ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แล้วอาจารย์ก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งสำหรับเขา แต่เขาบอกว่าสามารถเป็นพยานให้เราได้ อยากจะยืนยันช่วย เพราะเขาก็เอ็นดูและสงสารเรา

ได้ปรึกษาทนาย เกี่ยวกับเรื่องจะดำเนินคดีได้มั้ย?
กับเรื่องนี้มีทนายมาให้ความรู้เยอะเลยค่ะ พี่ๆ ทนายบอกไม่ยากเลย แต่ส่วนตัวหนูยังคงมองว่า ด้วยความที่มันไม่ยากนี่แหละ เราจะไม่ทำให้มันยาก เราจะมาคุยกันให้มันง่ายได้ยังไง เราจะเดินไปที่ศาลทำไม ในเมื่อเราก็รู้อยู่แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งหนูกับเขาไม่ได้ทะเลาะกันมาก่อน หนูไม่ได้เรื่องบาดหมางใจกันมาก่อน แต่แค่พอเกิดเรื่องนี้ มันแปลก มันดูเหมือนคนทะเลาะกัน หนูอาจจะเคยพูดไปในไลฟ์บ้างว่า เขาดูเหมือนตั้งการ์ดรับหนูตลอดเลย ทั้งที่หนูไม่ได้เป็นเหมือนเคสคนอื่นนะ หนูไม่ได้มาชวนทะเลาะ เขาเจอดราม่าเรื่องราวเยอะแล้วเขาก็ไฝว์ๆ ตลอด พอเกิดเรื่องหนูปุ๊บเขาก็เลยเหมือนตั้งการ์ดจะไฝว์จะสู้อย่างเดียว ซึ่งอาจารย์อย่าลืมว่าวันที่เราคุยกันวันแรก คุยเหมือนหนูเป็นลูกเลย ลูกรัก แล้วหนูก็เชื่อแบบนั้น หนูศรัทธาเขาแบบนั้นในตอนแรก หนูเชื่อว่าเขาคืออาจารย์ หนูก็เรียกเขาว่าอาจารย์ เราก็เลยไม่ได้คิดถึงขั้นว่าจะต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล มันเป็นปลายทางสุดท้ายจริงๆ ก็อาจจะ

ที่เราเดิมพันว่า ถ้าสิ่งที่พูดไม่ใช่เรื่องจริง จะเลิกร้องเพลงตลอดชีวิต?
มันเป็นความรู้สึกที่หนูเสียใจมากๆ เพลงที่ทำมา พี่ๆ จะเห็นว่าหนูตั้งใจมากๆ (น้ำตาคลอ) มันก็เหมือนลูกเรา เราแต่งเพลง ก็คาดหวังว่าฉันจะได้เป็นศิลปิน ได้อยู่ในวงการ มันคือความฝัน เหมือนเด็กคนหนึ่งไปสอบครู กว่าเขาจะสอบได้ กว่าจะได้บรรจุ พอเขาสำเร็จแล้วได้เป็นครู หนูเห็นภาพข่าวเขาวิ่งไปกอดพ่อแม่ร้องไห้ นั่นคือความภูมิใจของเขา นี่ก็เหมือนกันเวลาหนูทำเพลง แล้วมันประสบความสำเร็จ มันแมส มันคือความสำเร็จของเรา แล้วเราโดนหัก โดนทำลาย เหมือนโดนเหยียบลงไป มันเจ็บ ตอนที่เราแต่งเราจำได้ว่าพยายามแค่ไหน เพราะเราไม่ใช่นักแต่งเพลง แต่เราต้องแต่งเพราะเราอยากมีเพลง เราไม่มีเงินที่จะไปซื้อเพลงคนอื่นมาได้

ตอนที่อัดเพลง ก็ไลฟ์ไปด้วยอัดไปด้วย มันเป็นครั้งแรกที่เข้าห้องอัด แม่ พี่สาว เขาดูไลฟ์สดอยู่บ้าน เขาร้องไห้ดีใจ แค่เขาเห็นภาพว่าหนูอยู่ในห้องอัด เขาภูมิใจว่าเราได้ทำตามความฝัน ได้เป็นศิลปิน แล้วภาพทุกอย่างมันเหมือนแฟลชแบ็กกลับมา

กับคำที่ว่าเราต้องการแสง?
หนูถามทุกครั้งเรื่องแสง หนูถามเขาทุกครั้งหลังบ้านหนูก็ถาม ถ้าหนูต้องการแสงจริงๆ หนูจะไฝว์เลยตั้งแต่วันแรก หนูจะเปิดแชทตอนนี้ก็ได้ ซึ่งหนูก็ไม่ได้ทำ คุยหลังบ้านตลอด แต่มันก็ไม่เกิดผลขึ้น หนูปฏิเสธได้เต็มปากว่าไม่ใช่เรื่องต้องการแสงแน่นอน

มีเดตไลน์ในใจมั้ยว่า เมื่อไหร่จะถึงขั้นดำเนินคดี?
ตอนนี้มันยังไม่ได้คุยสื่อสารตรงๆ ตอนนี้ถึงไม่ได้เจอกัน ได้โทรคุยกัน หรือว่าเขาตอบอะไรหนูมาสักอย่างผ่านสื่อก็ได้ เหมือนทุกครั้งที่เขาไฝว์กับทุกเรื่อง ถ้าเกิดมันมีตรงนี้มาก่อน หนูค่อยจะไปสเต็ปถัดไป แต่ว่ายังไม่ได้เดตไลน์ว่าต้องเป็นเดือนไหน หลายคนก็เชียร์ให้หนูไปเหมือนกัน ทำไมไม่ทำสักที

ยืดเยื้อมานานแค่ไหนแล้ว?
8 ปี หนูก็งงตัวเองเหมือนกัน เราไม่ได้อยากจะสร้างศัตรู หรือมีการตั้งโต๊ะว่าฉันขึ้นศาลเพื่อที่ใครสักคนจะต้องแพ้หรือใครสักคนต้องชนะ มันต้องมีฝั่งแพ้ชนะ หนูไม่ได้ต้องการแบบนั้นเลย แค่ให้มันวินกันทั้งคู่ ไปกันได้ เพลงถูกกลับมาเปิดแล้วทุกอย่างรันต่อ หนูเป็นคนที่ง่ายๆ มาก ถ้าหนูไม่ง่ายมันคงไม่ยืดเยื้อมาถึง 8 ปี แต่หนูแค่รู้สึกว่าอยากให้ทุกอย่างมันรันต่อไปได้ ลึกๆ มันก็เป็นประวัติศาสตร์ของเราด้วยที่มันจะมีเพลง 90 ล้าน 100 ล้านเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เพลง

บางคนอาจจะบอกว่าทำไมออยไม่มูฟออน ถ้าจะทิ้งก็ทิ้งเลย เริ่มต้นใหม่ หนูก็ทำใหม่ค่ะแต่มันไม่สามารถทำใหม่ให้เป็นแบบเดิมได้ ซึ่งเพลงใหม่ 260 ล้าน 300 ล้าน 100 ล้าน มันทำมาแล้วก็เกิดขึ้น มันคนละเรื่อง

เพลงนี้เหมือนลูกคนแรก
คนแรกค่ะ เป็นคนแรก แล้วเจ็บปวดมาก อย่างมาอยู่แกรมมี่หนูไม่ถามเรื่องพวกนั้นเลย เพราะแกรมมี่ทำให้ทุกอย่าง เรามีหน้าที่ร้อง แต่เพลงนั้นมันคือก้าวแรกของเรา สิ่งที่เรารักมากๆ หนูเคยอยากจะไปสัก เพราะมันคือสิ่งที่เรารัก แล้วมันมีภาพที่พ่วงกันมา เพื่อนเรา พี่เรา แก๊งเราที่ทำกันแล้วทุกคนคาดหวัง หนูโดนคำถามเข้าหูตลอดว่าเป็นยังไงๆ ก็แบกด้วย กดดันด้วย มันจะเป็นยังไงถ้าเกิดว่าเราไม่ไปไฝว์ มันก็เลยทำให้หนูต้องออกมา

คิดว่าจะจบยังไง
หนูไม่ทราบเลยค่ะ เพราะว่าเรามีธงของเราชัดเจนว่าเข้ามาเคลียร์ มันจะด้วยวิธีไหน มีการแบ่งให้ถูกต้อง หรือมีข้อเสนอแบบไหนก็คุยกันจะดีกว่า หนูก็ไม่แน่ใจไม่ทราบว่าทำไม เพราะอะไร ถึงไม่คุย แล้วการที่เขาไม่คุย เขาบอกว่ามันไม่มี มันไม่เกิดขึ้น ก็ให้มีเหตุผลอีกนิดนึงว่าเพราะอะไร หนูสามารถยอมรับได้ว่ามันจะเป็นยังไงหรือมันจะผิดที่หนู ก็สามารถยอมรับได้ เรื่องนี้จะได้ไปบอกกับทุกคนว่าทำแบบนี้มันมีช่องโหว่แบบนี้อยู่ ให้มันเรียนรู้กันไปในเคสของคนอื่นด้วย

หลังจากเกิดเคสนี้เคสของออย มีน้องๆ คนอื่นทักมาเยอะเลย ที่เจอเรื่องแบบนี้ ออยไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครผิดหรือถูก แต่แค่ออยได้รับเรื่องมาแบบนี้ ออยเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเราคนเดียว มันมีเรื่องคนอื่นๆ ด้วย แต่เราไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก มันไม่ใช่แค่เรื่องเราคนเดียว มันมีอะไรอีกเยอะที่เราไม่รู้ ที่เรายังโลกสวยอยู่คนเดียว ซึ่งคนอื่นเขารู้หมดแล้ว

อยากให้เขาเปิดใจรับฟังที่หนูพูด ไม่ล้อเล่นกับความรู้สึกของหนู หนูสัมผัสได้หลายอย่าง ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ อย่างเช่น แม่หนูมาแชร์คลิปข่าวหนู ฝั่งนั้นมากดหัวเราะที่แม่แชร์ รู้สึกว่าอันนี้ย่ำยีหนูมาก ใจร้ายกับหนูมาก เขาก็มีลูกเหมือนกัน เขาก็มีแม่ เขาน่าจะเข้าใจว่ามันจะต้องรู้สึกยังไง(น้ำตาคลอเสียงสั่น) หนูรู้สึกว่ามันเป็นการล้อเล่นกับความรู้สึกมากกว่าเรื่องธุรกิจ

ถามว่าเป็นการกลั่นแกล้งมั้ย แกล้งมั้ย หนูว่านิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาอาจจะรูู้สึกปกติก็ได้ในสิ่งที่เขาทำ เขาอาจจะรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา หรือชินหรือเปล่า หนูไม่รู้ แต่สำหรับหนูอ่อนไหวกับเรื่องนี้ หนูไม่ได้มองเป็นเรื่องปกติที่แม่เราเศร้ามากที่ลูกเจอเรื่องแบบนี้ แล้วแม่ไปแชร์ว่าสงสารลูกมาก แล้วเขามากดหัวเราะ

เป็นเฟซบุ๊กของเขาเลยหรอ?
อีกคนของเขาแล้วกัน ก็คือเขานั่นแหละ นามสกุลเดียวกันรู้กัน มาจากทางนั้น โดยปกติเราเป็นคนเล่นโซเชียลเองเราจะรู้ว่าใครมาดูเรา เวลามีคนมาส่องเราก็รู้อยู่แล้วจะเห็นว่าเขามาส่อง มันสามารถดูได้ ออยก็รู้สึกว่า เขาก็ว่าง ทำไมไม่มาคุย เอาเวลาที่มาส่อง มาเล่นแง่กับเราไปกดหัวเราะ ทำไมไม่มาคุย หรือบางทีพูดในไลฟ์ ทั้งที่เราเจ็บปวดมาก เขาพูดในลักษณะที่ว่า น้องคนนั้นทำอะไรไม่ได้หรอก น้องคนนั้นก็ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน กลายเป็นเหมือนท้าทายไปอีก ทำไมพูดขนาดนั้น หนูเซ้นสีทีฟมากเรื่องนี้

เรื่องทวงบุญคุณ?
ประมาณว่าถ้าไม่มีเขาชวนให้กลับมาอยู่ที่ไทย หรือว่าให้ไปขึ้นเวทีกับน้องอีกคนที่ตอนนั้นน้องก็ดังอยู่ เราก็คงไม่มีวันนี้ เราก็คงไม่มีเพลง 200-300 ล้านวิวที่จะต่อยอดไปได้ ซึ่งบุญคุณตรงนั้นขอบคุณมากๆ ที่ให้หนูไปยืนอยู่ข้างน้อง แต่หนูก็ทำงาน เขาก็ขายชื่อของหนูไป น้องเขาดังมากก็จริง แต่เพลงหนูก็กำลังดังเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นเหมือนการขายพ่วงกันไป ถ้าหนูไม่มีโปรไฟล์สักนิดเดียว เขาก็จะไม่เอาหนูไปยืนอยู่ตรงนั้น ถ้าหนูไม่มีผลประโยชน์อยู่บ้าง หนูก็คิดว่ามันแฟร์แล้ว หนูทำงาน เขารับงานมาได้เท่าไหร่หนูไม่เคยถาม เป็นความสามารถของเขาที่ขายไป เขาให้หนูมาเท่าไหร่มันก็แค่นั้นจบ

แต่ว่าเรื่องนี้ที่เราตกลงกัน มันชัดเจนอยู่แล้ว แล้วมันไม่เกิดขึ้น หนูเสียใจ แล้วยิ่งที่มันทำให้หนูคิดวน เสียใจตลอด ก็คือแอ๊กชั่นเขาที่เกิดกับเรา มันเหมือนคนอกหัก เขาแอ๊กชั่นกับเราประมาณว่า น้องทำอะไรไม่ได้หรอก ก็ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน มันตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว ไม่รู้แล้ว จบแล้ว

หนูก็ทำยูทูบเหมือนกัน จะไม่รู้ไม่ได้ มันรู้ได้ เหมือนคนดูเขาอาจจะไม่ได้รู้ลึกเหมือนเรา ก็อาจทำให้เขาคิดตามนั้นไปได้ เพราะเขาไลฟ์ตลอดพูดตลอด หนูไม่ค่อยได้มาพูดเรื่องนี้ แต่พอพูดก็มาคนมา
สอบถาม เราก็ได้เล่าไปบ้าง

แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยพูดออกสื่อเลย เรื่องที่หนูตกลงกันให้เขาเอาเพลงไปลง อนุญาตให้ลงแค่ยูทูบเท่านั้น แล้วกลายเป็นว่าหนูมาเห็นเพลงหนูไปอยู่ที่แพลตฟอร์มอื่น ที่มันสามารถเปืดเพลงได้ สร้างรายได้ได้ ไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากหนู ไม่ได้ตกลงกันเลยว่าจะต้องเอาไปลงที่นี่ๆ ไม่ได้อนุญาตให้เอาไปทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการลงยูทูบแล้วแบ่งกัน 70/30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ทนายแจ้งหนูว่าฟ้องได้เลย มันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ 100 % ถ้าเกิดฟ้องไปหนูแต้มต่อแน่นอน แล้วหนูจะได้มากกว่าอีก 70/30 ด้วยซ้ำ แต่หนูก็ยังคุยกับเขาว่า คุยกันก่อน ให้เขามาคุยกันก่อน หนูไม่ได้อยากไปขึ้นศาล เพราะมันก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งเจ็บ หนูไม่ได้อยากให้เขาเจ็บ และหนูไม่ได้อยากเจ็บอยู่อย่างนั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน