เมื่อเวลา 07.05 น. วันที่ 17 ต.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย คุณพลอยไพลิน เจนเซน คุณสิริกิติยา เจนเซน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ 8 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในการพระราชพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นในเวลา 05.55 น. มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระพิธีธรรมจาก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรม และประโคมย่ำยาม
ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ตลอด 100 วัน จะมีพระพิธีธรรมจากวัดพระอารามหลวงในกรุงเทพ ผลัดเปลี่ยนมาสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันละ 9 รอบ ระหว่างเวลา 06.00-21.00 น. โดยแต่ละรอบมีพระพิธีธรรมจำนวน 8 รูปขึ้นสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
จากนั้นในเวลา 11.00 น. พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล ทรงเป็นประธานถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรมจากวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
ส่วนที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามในสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เป็นวันที่ 3
โดยตั้งแต่เช้ามีประชาชนสวมชุดไว้ทุกข์ เดินทางมาต่อแถวเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดให้ประชาชนเข้ามาภายในศาลาสหทัยสมาคม รอบละประมาณ 70 คน ขณะที่บริเวณด้านหน้าศาลาสหทัยสมาคมสำนักพระราชวังเจ้าหน้าที่นำเต็นท์มากาง เพื่อให้ประชาชนมีที่หลบแดดและฝน
รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล รองเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกเป็นคนที่มีบุญมากที่ได้เกิดในรัชสมัยของพระองค์ท่าน ทันเห็นสิ่งที่พระองค์ทำคุโณปการต่อประเทศชาติ เพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คิดว่าคนไทยเป็นหนี้บุญคุณพระองค์มาก อยากให้คนไทยระลึกถึงพระองค์ท่านตราบนานเท่านาน
“หลายวันที่ผ่านมา เห็นคนไทยมีน้ำใจเอื้อเฟื่อต่อกันไม่ว่าจะเป็นการแจกอาหาร น้ำดื่ม กับประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้นัดหมาย มีความเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกัน เพราะทรงเป็นศูนย์รวมใจคนไทยทั้งชาติจริงๆ” รศ.ดร.พินิติ กล่าว
น.ส.รุ่งรัตน์ มุกภักดี อายุ 42 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาจาก จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า อยากมาถวายความอาลัยตั้งแต่เสด็จสวรรคตวันแรกแล้ว แต่จองตั๋วเครื่องบินไม่ทันจึงเดินทางมาถึงเมื่อวานช่วง 10 โมง แต่ไม่สามารถฝ่าฝูงชนเข้ามาในพระบรมมหาราชวังได้ ประกอบกับฝนตกหนัก วันนี้จึงกลับมาใหม่โดยออกจากโรงแรมที่พักมาแต่เช้า ดีใจมากที่ต่อแถวได้เป็นกลุ่มแรกๆ
น.ส.รุ่งรัตน์ กล่าวด้วยว่า วินาทีที่รู้ข่าวสวรรคตก็อึ้งหนักไปหมดจนกินข้าวกินปลาไม่ลงไป 2 วัน อ่านข่าวต่างๆ ก็ทำให้น้ำตารื้อขึ้นมาตลอด จนสามีชาวเดนมาร์กต้องปลอบเข้าใจธรรมชาติของสังขารมนุษย์ที่ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย และพระองค์ทรงงานหนักมามากแล้ว ส่วนตัวน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และปลูกฝังลูกๆ ให้รู้จักใช้เงิน สำหรับสามีแม้เป็นชาวต่างชาติแต่เทิดทูนพระองค์มาก เคยพูดว่ากษัตริย์ในโลกนี้ไม่มีใครดีเท่าพระองค์อีกแล้ว
ด้าน นายณัฐวุฒิ พันธ์มณีรัตน์ อายุ 25 ปี พนักงานบริษัทเอกชน ที่มาพร้อมภรรยา น.ส.เอวาลิน พันธ์มณีรัตน์ อายุ 21 ปี และลูกๆ ทั้งสองคนมาต่อแถวถวายความอาลัย เผยว่า โชคดีวันนี้บริษัทประกาศหยุดเ พื่อถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจากมาถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัยแล้ว เพิ่งไปซื้อตราไปรษณียากรที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เก็บสะสมไว้เป็นที่ระลึก รวมทั้งซื้อหนังสือพระราชนิพนธ์แปลเรื่องติโต, เรื่องนายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ และพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก เก็บไว้เอาไว้ให้ลูกๆ ได้อ่าน ระหว่างทางที่เดินมาเห็นประชาชนนำอาหารเครื่องดื่มมาแจกจ่าย แม้คนไทยจะสูญเสียครั้งใหญ่แต่รู้สึกอบอุ่นใจกับบรรยากาศเช่นนี้
น.ส.รฐา โพธิ์งาม หรือญาญ่าญิ๋ง ดารานักแสดงชื่อดัง เดินทางมาพร้อมเพื่อนสาว น.ส.ไพลิน ลัทธิโสภณกุล หรือหว่าหวา วงไชน่าดอล เพื่อร่วมลงนามสักการะ และถวายความอาลัยพระบรมศพ
น.ส.รฐา กล่าวว่า มารอหน้าพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ขณะเข้าแถวรอเกือบ 2 ชั่วโมง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในน้ำใจคนไทย ตั้งแต่การการพูดคุยให้กำลังใจ ไปถึงภาพกลุ่มจิตอาสาที่มาร่วมอำนวยความสะดวกแจกจ่ายน้ำดื่ม อาหาร ทำให้หลายคนเริ่มเข้มแข็งขึ้น หลังเสียใจกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิด
ส่วนตัวแล้วในช่วงนี้เป็นเวลาที่ได้กลับไปย้อนดู ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำให้พสกนิกร ทั้งโครงการพระราชดำริ พระราชดำรัส ที่เกิดขึ้นในโอกส่างๆ และตั้งใจจะน้อมนำมาปฏิบัติ เพราะสิ่งที่ทรงสั่งสอนจะไม่เกิดประโยชน์หากไม่มีคนนำมาปฏิบัติ ทั้งอยากให้ทุกคนเข้มแข็ง เพื่อร่วมผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน
ขณะที่ นายประจวบ ร่มโพธิ์ชี เกษตรกรชาวสุพรรณบุรี อายุ 56 ปี เปิดเผยความรู้สึกว่า เราทุกคนล้วนต้องใช้เวลาในการทำใจ สำหรับตัวเองใช้วิธีนำคำสอนของพ่อมา ศึกษาและปฏิบัติต่อ ให้เกิดความสุข พอเพียง ยั่งยืน อย่างที่พ่อหลวงหวังให้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคน
“เวลาทำสวนทำไร่ที่สุพรรณ จะมีช่วงหนึ่งที่ฝนไม่ตกเลย ผมก็ศึกษาว่าจะทำยังไงให้เรามีน้ำ เลยได้อ่านเรื่องที่พระองค์ท่าน ทำฝนหลวงให้ภาคอีสานที่แห้งแล้งกว่าพื้นที่บ้านผมมากมีฝนตก อุดมสมบูรณ์แล้วทึ่งมาก ทรงคิดวิธีการขนาดนี้ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงการปลูกพืชแก้ไขหน้าดิน ซึ่งผมก็นำมาปรับใช้ ตามไปดูโครงการต่างๆ ที่พระองค์ริเริ่ม ได้มีโอกาสรอรับเสด็จฯ เขื่อนป่าศักดิ์ชลสิทธิ์ ทุ่งมะขามหย่อง และในโรงพยาบาลศิริราชก็มาเฝ้าสวดมนต์ให้พระองค์บ่อยครั้ง ด้วยรักและประทับใจที่พระองค์ทำเพื่อประชาชนขนาดนี้ ท่านปูทางหลายอย่างให้เราอยู่ได้ พอเพียง มีความสุข ท่านสอนให้หมดแล้ว เหลือแต่พวกเรานำมาปฏิบัติตามให้เกิดผลทั่วถึง”


