นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ยังดูดี แม้ยังเผชิญประเด็นตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น อานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าเร็วมาก โดยตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. พบว่าอ่อนค่าไปแล้ว 2.6% จากเงินเฟ้อที่เร่งตัว แต่ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ยังมองว่าเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังคงจำเป็น และทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อีกทั้งในระยะกลาง-ยาว เชื่อว่าเฟดยังมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองว่าแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ ยังมีโอกาสจะอ่อนค่าลงต่อ ซึ่งจะดีต่อตลาดหุ้นไทย 2 ด้าน คือ เนื่องจากสัดส่วนหุ้นไทย 1 ใน 3 อยู่ในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งทุกครั้งที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันจะปรับขึ้น อีกทั้งล่าสุดตัวเลขส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ทำให้มีแนวโน้มว่าซาอุฯ จะยังคงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่องต่อไป ดังนั้นราคาน้ำมันยังคงมีโอกาสยืนราคาในระดับสูงอยู่ในขณะนี้ ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย ที่โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจพลังงาน
นอกจากนี้ ข้อดีของค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า จะมีผลต่อกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย เพื่อรอทำกำไรทั้งในตลาดหุ้น และตลาดเงินในอนาคตเมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า หรืออย่างน้อยก็ทำให้นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทยลดลง เพื่อพักเงินไว้รอให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเพื่อทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
“ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยทุกเดือน ยกเว้นเดือนเม.ย. ขายน้อยลง และถ้าดูทั้งภูมิภาคเอเชีย พบว่าเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้นและมีสถานะซื้อสุทธิ ดังนั้นจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียมากขึ้น และดีต่อตลาดหุ้นไทย อย่างน้อยมองว่านักลงทุนต่างประเทศจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้น เพื่อรอจังหวะขายเมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น”
นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่กลางเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา พบว่าปรับขึ้นแรง ดังนั้นก็มีโอกาสที่จะย่อตัวลงได้บ้าง แต่ว่าทั้งนี้การย่อตัวลงมาถือเป็นโอกาสของการซื้อสะสม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ หลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ ภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ ต้องรอดูว่าจะมีตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เร่งตัวกลับขึ้นมาใหม่หรือไม่ หากเร่งตัวขึ้นก็มีโอกาสที่จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยที่เคยปรับขึ้นแรงไปก่อนหน้านี้ ย่อตัวลงมาได้ แต่จะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมหุ้น
“สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ ณ วันที่ 19 เม.ย. เป็นวันแรกที่สัญญาณผู้ติดเชื้อเริ่มชะลอลง โดยแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 วัน ทั้งนี้ ถ้าวิเคราะห์เชิงสถิติพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เดินหน้าติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็มีการปรับฐานลงมาบ้างเนื่องจากนักลงทุนมีความกังวล แต่ผ่านมาได้ถึงช่วงกลางเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะเดินหน้าทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง แต่ดัชนีหุ้นไทย เริ่มไม่ปรับลดลงแล้ว มองว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มมีการปรับลดเพื่อสะท้อนข่าวด้านจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นไปในระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งช่วงสงกรานต์ทุกคนกลัวว่าช่วงหลังสงกรานต์ตัวเลขผู้ติดเชื้อในแต่ละวันอาจเพิ่มขึ้นในระดับ 4-5 พันราย ทำให้ตลาดมีการขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงออกไปบ้างพอสมควรแล้ว แต่เมื่อพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไม่ได้มากอย่างที่คาดไว้ ทำให้นักลงทุนกล้าที่จะกลับเข้ามาซื้อลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง”
นายชาญชัย กล่าวอีกว่า การที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากปรับลดลงไปช่วงต้นเดือนเม.ย. เพื่อตอบรับประเด็นจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแล้ว แต่การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยรอบนี้เป็นการฟื้นตัวจากความคาดหวังว่าจำนวนผู้ติดเชื้อหลังสงกรานต์จะเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มากนัก ดังนั้นยังต้องจับตาประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดในระยะ 2 สัปดาห์จากนี้ ยังประมาทไม่ได้เพราะระยะฟักตัวของเชื้อต้องใช้เวลา ซึ่งทุกๆ ครั้งที่มีการติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย พบว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นแม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อทำให้ตลาดหุ้นผันผวน แต่มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 เริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว