นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ไพรเวทแบงก์ กรุ๊ป เฮด ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง ได้ให้บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวแก่ลูกค้าประมาณ 3,600 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 720 ครอบครัว ครอบคลุมทรัพย์สินครอบครัว ทั้งธุรกิจและที่ดินรวมมูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะให้บริการลูกค้าอย่างน้อย 50% ของพอร์ลูกค้าเค ไพรเวท แบงกิ้ง ซึ่งมีประมาณ 12,000 ราย สินทรัพย์ภายใต้การจัดการทั้งหมดประมาณ 8 แสนล้านบาท โดยผนึกองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากพันธมิตรลอมบาร์ด โอเดียร์ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวปัจจุบันอยู่ในรุ่นที่ 7 เป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์และความมั่งคั่งระดับโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 220 ปี และเป็นพันธมิตรกับธนาคาร เพื่อให้บริการที่ปรึกษาครบวงจร ตั้งแต่การให้ความรู้ วางแผน และสนับสนุนการดำเนินการตามแผน

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปัจจัยเร่งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงด้านสุขภาพจากโรคระบาด ทำให้ครอบครัวผู้มีสินทรัพย์สูงเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ทายาทรุ่นถัดไปได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการธุรกิจเร็วยิ่งขึ้นทำให้ปัจจุบันเคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง ได้ปรับกลยุทธ์ให้บริการที่ปรึกษาบริหารทรัพย์สินครอบครัว”

โดยเฉพาะจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวสู่เศรษฐกิจใหม่เร็วขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายของธุรกิจครอบครัว โดยเฉพาะในประเทศไทย พบว่าธุรกิจครอบครัวถือเป็นเวาหลักของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เนื่องจากกว่า 80% ของจีดีพี มาจากธุรกิจครอบครัวหรือมีมูลค่าปนะมาณ 3 แสนล้านบาท กว่า 3 ใน 4 ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นธุรกิจครอบครัว อีกทั้งจากผลสำรวจโดย ลอมบาร์ด โอเดียร์ พบว่า 45% ของธุรกิจครอบครัวของไทย ยังไม่ได้จัดทำธรรมาภิบาลครอบครัว และสนใจที่จะเริ่มวางแผนบริหารทรัพย์สินครอบครัวในอนาคต นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า 75% เป็นธุรกิจครอบครัวไทยยังอยู่ในการบริหารของรุ่นที่ 2 และมีเพียง 4% อยู่ในการบริหารของรุ่นที่ 3 และ 4 ซึ่งบ่งชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังจัดตั้งมาไม่นาน

“ต้องยอมรับว่าธุรกิจครอบครัวที่ปราศจากการวางแผน การส่งต่อธุรกิจจากรุ่นต่อนรุ่นที่เหมาะสม และปราศจากการบริหารความมั่งคั่งที่เหมาะสม จะพบกับปัญหา จากสถิติพบว่า การส่งต่อธุรกิจจากรุ่นที่ 1 สู่รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 อัตราการอยู่รอดของธุรกิจยังสูง แต่พอจากรุ่น 3 ไป รุ่น 4 ก็จะพบว่าอัตราการอยู่รอดของธุรกิจเหลือเพียง 14% ดังนั้นความสำคัญของการจัดการทรัพย์สิน และ การวางแผนธุรกิจครอบครัว ยิ่งเกิดโควิด ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการทำธุรกิจ การหยุดชะงักของการทำธุรกิจ และเป็นปฏิกิริยาเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่โลกของเศรษฐกิจใหม่เร็วขึ้น ทำให้ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวมีความต้องการที่จะปรับตัวเตรียมแผนรองรับ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแนวความคิดใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่ของครอบครัวเข้ามามีส่วนในการบริหารธุรกิจด้วย” นายจิรวัฒน์ กล่าว


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน