นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนก.ค. 2564 โดยดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนก.ค. ปิดที่ 1,521.92 จุด ลดลง 4.1% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า และเมื่อพิจารณาช่วง 7 เดือนแรกปี 2564 ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า ดัชนีฯ เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563 ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มบริการ
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 84,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยใน 7 เดือนแรกปี 2564 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 96,388 ล้านบาท สำหรับผู้ลงทุนต่างชาติยังคงสถานะขายสุทธิหุ้นไทยเป็นเดือนที่ 7 ทำให้มียอดขายสุทธิล่าสุดที่ 95,558 ล้านบาท ส่วนผู้ลงทุนในประเทศมีสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิ 129,185 ล้านบาท นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนก.พ. 2563 ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ลงทุนในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในเดือนก.ค. มีบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ (SET) 3 บริษัท และ 1 ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) 1 บริษัท ทำให้ 7 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่าการระดมทุน (IPO) สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในอาเซียน
ทางด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ในส่วนของทิศทางของผู้ลงทุนต่างชาติจะเห็นว่าในไตรมาส 4 ปี 2563 ผู้ลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิหุ้นไทยที่ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ดี แต่หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2564 โควิดกลับมาแพร่ระบาดอีกระลอกในไทยและแพร่กระจายมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกลับมาเปิดเศรษฐกิจได้ตามแผนที่วางไว้ เป็นผลให้เงินลงทุนจากผู้ลงทุนต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี 3 ปัจจัยที่จะทำให้เงินไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย ขึ้นอยู่กับการเร่งฉีดวัคซีนได้เร็ว จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคในประเทศฟื้นตัวได้ดีขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวในประเทศด้วย ปัจจัยต่อมาคือ การส่งออกไทย ไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต และเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ดีโดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจใหญ่ จะมีผลให้ภาคการส่งออกของไทยฉุดเศรษฐกิจให้โตขึ้นได้ และประการสุดท้ายค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ทำให้สินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว และทำให้ภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากผู้ลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้