ตั้งประธานองคมนตรี “ธานินทร์” แทนพล.อ.เปรม

แต่งตั้ง “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” เป็นประธานองคมนตรีชั่วคราวไปพลางก่อน ที่ประชุมคณะองคมนตรีมีมติหลังจาก ‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ ต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราวไปพลางก่อนตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยื่นแล้วขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใครมีอำนาจเขียนคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขณะที่ศาลรธน. นัดพิจารณาและอ่านคำวินิจฉัยวันพุธหน้า ‘บิ๊กตู่’สั่งเปลี่ยนรายการคืนความสุข-คืนวันศุกร์เป็นรายการศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ‘อัศวิน’ได้แล้ว 4 ชื่อรองผู้ว่าฯกทม. ดึงอดีตแม่ทัพภาค 2-พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโนร่วมทีมด้วย เตรียมเสนอนายกฯเห็นชอบ

องคมนตรีตั้ง‘ธานินทร์’ปธ.ชั่วคราว

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการเผยแพร่เอกสารสำนักเลขาธิการทำเนียบองคมนตรี แจ้งมายังปลัดสำนักนายกฯว่า คณะองคมนตรีได้เลือกนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ทำหน้าที่ประธานองคมนตรี เป็นการชั่วคราว ผ่านทางโซเชี่ยลมีเดียว่า เอกสารจริงหรือปลอมไม่รู้ แต่ข้อเท็จจริงคือเมื่อประธานองคมนตรีคือพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะต้องปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 24 ระบุไว้ โดยเขียนว่าระหว่างที่ประธานองคมนตรีปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวนั้น ไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ของประธานองคมนตรีด้วย แม้จะยังเป็นประธานองคมนตรีอยู่ก็ตาม ต้องแยกกัน และรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 เขียนต่อรองรับไว้ว่า กรณีที่เกิดเหตุเช่นว่านี้ ให้คณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีขึ้นมาคนหนึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

วิษณุชี้เพราะ‘เปรม’เป็นผู้สำเร็จฯ

นายวิษณุกล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค. คณะองคมนตรีได้ปรึกษาและเลือกนายธานินทร์ ให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็น การชั่วคราวไปพลางก่อน โดยไม่ใช่ให้เป็นประธานองคมนตรี และเมื่อถึงเวลาที่พล.อ.เปรมพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่ของประธานองคมนตรีตามปกติ โดยไม่ต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งใหม่ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ฉะนั้นวันนี้พล.อ.เปรม จะมีตำแหน่งประธานองคมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรีไม่ได้เท่านั้นเอง และรัฐบาลได้รับแจ้งเรื่องนี้แล้ว และไม่ต้องประกาศเช่นเดียวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เมื่อถามว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต คณะองคมนตรีต้องพ้นไปด้วยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่าไม่มีการบัญญัติไว้ แต่กลับเขียนไว้อีกอย่างว่าการดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

ยื่นศาลรธน.วินิจฉัยคำปรารภแล้ว

นายวิษณุกล่าวถึงการส่งคำปรารภร่างรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต้องรอพระปรมาภิไธยของพระองค์ใหม่ด้วยหรือไม่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับเรื่องไว้พิจารณาตามที่รัฐบาลได้ส่งไป และทราบว่าจะมีคำวินิจฉัยในสัปดาห์หน้า ซึ่งรัฐบาลได้ถาม 2 ข้อคือ 1.เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายจะแก้ได้หรือไม่ 2.ใครเป็นคนแก้ กรธ.หรือไม่ เพราะเป็นผู้ร่างมาแต่เดิม หรือให้รัฐบาลแก้ เพราะเรื่องมาถึงมือรัฐบาลแล้ว หรือจะเป็นสำนักราชเลขาธิการแก้ไข เพราะกว่าจะปรากฏความชัดเจนว่าจะแก้อย่างไร รัฐบาลคงส่งถึงสำนักราชเลขาธิการแล้ว จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และเมื่อผลคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็จะปฏิบัติตาม

“หากศาลบอกว่าแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้ ให้ปล่อยไว้อย่างนั้น ถ้าศาลบอกว่าแก้ได้ และระบุใครเป็นคนแก้ คนที่ศาลสั่งก็ต้องปฏิบัติตาม ส่วนจะแก้อย่างไรมีวิธีปฏิบัติ อยู่แล้ว โดยไม่ได้ลำบากเพราะมีแบบอย่าง มาตลอด ไม่ว่าการลงนามจะโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวพระองค์ใหม่ก็ตาม ซึ่งความจริงปรากฏ ชัดแล้วว่ามีพระราชบัณฑูรจะทรงลงพระปรมาภิไธยเอง ฉะนั้นเวลาแก้ก็ต้องแก้ตามนั้น ส่วนพระปรมาภิไธยจะว่าอย่างไรนั้น ไม่ ยุ่งยากซับซ้อน เพราะปกติก่อนจะบรมราชา ภิเษกนั้น พระปรมาภิไธยพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาลก็จะไม่เปลี่ยนเท่าไรคือใช้พระนามเดิม พระนามจะเปลี่ยนต่อเมื่อได้บรมราชาภิเษก ที่เราเรียกว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดขึ้นหลังจากบรมราชาภิเษก เมื่อก่อนบรมราชาภิเษกนั้นท่านยังเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์” นายวิษณุกล่าว

ศาลรธน.นัดลงมติวินิจฉัย 26 ตค.

นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแถลงว่า ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รับ คำร้องที่ครม.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 5 วรรคสองว่า นายกรัฐมนตรีจะปรับปรุงคำปรารภของ ร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 ได้หรือไม่ เนื่องจากกรธ.ได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลง พระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2559 แต่ไม่มีบทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญให้อำนาจกรธ. ที่จะดำเนินการดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว และเห็นว่าเป็นประเด็นให้วินิจฉัยข้อกฎหมายเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเรียกเอกสาร หรือให้บุคคลเข้าชี้แจง ประกอบกับกรณี ดังกล่าวมีเรื่องกำหนดเวลาที่รัฐบาลต้องนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ คณะตุลาการจึงนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติในวันที่ 26 ต.ค. เวลา 13.30 น.

ประยุทธ์เผย‘วันหน้าผมไม่อยู่แล้ว’

เมื่อเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เดินเยี่ยมชมพร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่มาอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่สนามหลวง จนมาถึงหน้าวัดมหาธาตุ ประชาชนที่มารอร่วมแสดงความอาลัยได้โผเข้ากอด พร้อมร้องไห้ บอกให้นายกฯสู้ และให้กำลังใจว่า ให้อยู่ทำงานต่อ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์กล่าว ปลอบใจประชาชนว่า “ให้ช่วยกันดูแลรักษาบ้านเมือง เพราะวันหน้าผมไม่อยู่”

ด้านายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า วันนี้ขอให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์อย่างเต็มที่ ให้พาประเทศก้าวไปข้างหน้า ขณะที่ประชาชนกำลังเศร้าแต่ก็ให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์แก้ปัญหาขัดแย้ง เรื่องสีเสื้อ แดง เหลือง เขียว กากี ให้เป็นสีเดียวกันคือสีธงชาติไทย เพราะประเทศบอบช้ำมากพอแล้ว ทั้งนี้ พระบาทสมด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยมีพระราชดำรัสถ้าไทยเรารบกันเอง ไม่มีใครชนะ มีแต่แพ้กันหมด จึงอยากให้น้อมนำพระราชดำรัสนี้ไปใช้ ไม่ทะเลาะกัน สามัคคีให้ประเทศเป็นปึกแผ่น อย่าแบ่งแยกพวกเขาพวกเราจับมือกัน เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องพะวักพะวงเรื่องอื่น เชื่อว่าทุกคนเป็นกำลังใจให้ ขอให้นำประเทศเดินไปให้ทันโลก เริ่มต้นการปรองดองอย่างแท้จริง

‘ชายหมู’โพสต์ขอบคุณชาวกทม.

วันเดียวกัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอแสดงความยินดีและขอให้กำลังใจ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ขอขอบคุณผู้บริหารฝ่ายข้าราชการประจำ ข้าราชการและบุคลากรของกรุงเทพมหานคร ที่ในช่วงเวลาเกือบ 8 ปีที่ผ่านมาทุกคนช่วยทำงานเพื่อประชาชนและขอให้กำลังใจทุกคนที่จะร่วมกันดูแลประชาชนต่อไป ขอบคุณผู้บริหารฝ่ายการเมือง กทม.ทุกคน รองผู้ว่าฯ กทม. ประธานและที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ทั้งสมัยแรกและสมัยที่ 2 ที่ทำงานทุ่มเทเสียสละเพื่อประชาชนมาตลอด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ระบุว่า ที่สำคัญที่สุด ขอขอบพระคุณประชาชนชาว กทม.ทุกคน ที่ให้ความไว้วางใจให้ตนดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ถึง 2 สมัย ในช่วงที่เราผ่านวิกฤตมหาอุทกภัยและการเมือง ทุกคนได้ให้ความร่วมมือกับ กทม.อย่างดียิ่ง น้ำใจของทุกคนตนจะจดจำไว้จนชีวิตนี้จะหาไม่ ขออำลาจากภารกิจสำคัญที่ได้มอบให้ตนทำในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แต่ตนจะไม่อำลาความตั้งใจที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน ชาวไทยรวมถึงชาว กทม.ด้วย

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ระบุว่า ตนทำงานภาครัฐและภาคประชาชนมาตลอดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าการสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกว่า 16 ปี การเป็นส.ส. 12 ปี ผู้ว่าฯ กทม.เกือบ 8 ปี หรือเป็นผู้ให้ทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาเกือบ 2,000 ทุนมากว่า 30 ปี และตั้งใจจะทำงานให้กับส่วนรวมตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง

อัศวินได้แล้ว 1 รองผู้ว่าฯ-อดีตบิ๊กกทม.

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ว่า เป็นการพิจารณาไปตามความสามารถ ความเหมาะสม และเป็นผู้ที่ตั้งใจทำงาน และทำหน้าที่ประสานงานกับ คสช.ในการรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว

ที่ศาลาว่าการ กทม. พล.ต.อ.อัศวินกล่าวถึงการแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ กทม. 4 ตำแหน่ง ว่า ตนไม่มีสเป๊ก แต่ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ก่อนเสนอนายกฯ เพื่อขอความเห็นชอบ ถ้านายกฯ ไม่เห็นชอบก็จะปรับเปลี่ยน แต่ถ้าเห็นชอบทั้งหมดนายกฯ ก็ลงนามประกาศอย่างเป็นทางการได้ โดยคนที่จะเข้ามาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.นั้นยืนยันว่ามีนายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองปลัด กทม. ส่วนที่เหลือเป็นใครก็ได้ที่มีความสามารถ ครูหรืออาจารย์ เรียกว่าทุกวิชาชีพที่มีความสามารถ เพราะต้องการให้เข้ามาช่วยทำงานด้านต่างๆ ช่วงนี้จะเน้นงาน จัดพิธีพระบรมศพ ต้องจัดให้สมพระเกียรติ ดูแลความปลอดภัยของประชาชน คอยอำนวยความสะดวกทุกด้าน ในฐานะเจ้าของบ้าน ส่วนงานรองลงมาคืองานประจำต่างๆ ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป

ไม่เคยเป็นสมาชิกปชป.-โต้พบชวน

เมื่อถามว่าในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 64/2559 ระบุในการแต่งตั้งและถอดถอนให้กระทำได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกฯ เป็นการปิดกั้นสิทธิในการเลือกรองผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า เมื่อมีการเสนอรายชื่อรองผู้ว่าฯ กทม. พร้อมอธิบายว่าคนนั้นมีความชำนาญด้านใด เชื่อว่านายกฯ เห็นด้วย เพราะมีการประสานงานกันนอกรอบ ยืนยันว่านายกฯ ไม่เข้ามาก้าวล่วง แต่จะให้อิสระในการคิด ซึ่งวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมานายกฯ ได้เรียกเข้าไป โดยขอให้ตนตัดสินใจเลือกคนดีและเลือกคนที่เกิดประโยชน์กับสังคมกับคนกรุงเทพฯ และเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ภายในวันที่ 21 ต.ค.นี้ตนจะเสนอ 4 รายชื่อ เสนอนายกฯ พิจารณา เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ปรึกษาผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ตนไม่ได้สังกัดการเมือง ไม่เคยสมัครสมาชิกพรรคใด ตนมีพรรคพระเจ้าอยู่หัว ยืนยันว่าไม่ได้เข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไปพบนายกฯ ช่วงเช้า จากนั้นประชุมที่สนามหลวง เพื่อดูแลความเรียบร้อย รวมทั้งไปพบนายวิษณุ พล.อ.ประวิตร ซึ่งได้เรียกไปหารือการทำงานแต่ละด้าน โดยพล.อ.ประวิตรเน้นให้ดูแลเรื่องความมั่นคง ซึ่ง กทม.ได้ประสานทหารและตำรวจไว้แล้ว

พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ยืนยันว่าการแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ กทม.จะไม่อิงแอบการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทำเป็นเอกเทศ จะไม่มีคนการเมืองและไม่มีอดีตส.ส.สักคนเดียว จะไม่มีโควตาพรรค ถ้ามีความผิดพลาดตนจะแอ่นอกรับผิดชอบคนเดียวอย่างเต็มที่ เพราะตัดสินใจคนเดียว

ไม่ลาสปท.-ขอประชุมแค่ 2 วัน

เมื่อถามว่าจะพิจารณาลาออกจากสมาชิก สปท. พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ไม่ลาออก เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ทำหนังสือถึงประธาน สปท. ระบุว่าขอเวลาประชุม สปท.เฉพาะวันจันทร์-อังคาร ถึงช่วงเที่ยงวันเท่านั้น ซึ่งประธาน สปท.ก็ตกลง

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหมือนรับเงินเดือน 2 ที่ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ตนทำงานคุ้มค่า ไม่ต้องห่วง ไม่แอบอิงเป็นเหลือบไรไต่ตอมภาครัฐ และไม่เบียดบังเงินราชการอย่างแน่นอน จากนี้ฝ่ายผู้บริหาร ข้าราชการ ฝ่ายประจำและสภา กทม. จะทำงานร่วมกันเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแน่นอนและตลอดไป จะไม่มีการแบ่งแยกกันทำงาน เพราะผู้บริหารทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องให้ข้าราชการประจำช่วยขับเคลื่อน ส่วนสภา กทม.เป็น ผู้กำหนดนโยบาย ทั้ง 3 ฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อให้งานราบรื่น ยืนยันว่าจะทำให้ กทม.มีความสุขเท่าที่จะทำได้

ปธ.ปปช.เผย‘สุขุมพันธุ์’ยังไม่มีคดี

ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ส่วนการแต่งตั้งรองปลัด กทม.นั้น ได้มอบให้ปลัด กทม.นัดประชุมกับรองปลัดที่เหลืออยู่ 2 คน เพื่อเสนอรายชื่อให้เข้ารับการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับตำแหน่งรองปลัด กทม. ที่เห็นว่าเหมาะสม ที่ยังว่างอยู่ 4 ตำแหน่ง เพราะข้าราชการประจำรู้รายละเอียดดีกว่า

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับบุคคลที่พล.ต.อ.อัศวินเสนอรายชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม. เพื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาขอความเห็บชอบจำนวน 4 คน ได้แก่ พล.ท.จีระศักดิ์ ชมประสพ อดีตแม่ทัพภาค 2 พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตผบช.ภาค 1 นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองปลัดกทม. และนายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.)

วันเดียวกัน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงคดีที่อยู่ในการดูแลของป.ป.ช.ว่า ทุกคดีป.ป.ช.จะเดินหน้าต่อไป โดยยึดหลักกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้ง มุ่งให้ความเป็นธรรม และจะทำงานให้หนักขึ้น เร่งรัดการไต่สวนคดี เพื่อไม่ให้มีคดีค้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวถึงคดีของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ว่า ไม่มีเรื่องของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของป.ป.ช. มีเพียงการ กล่าวหาเจ้าหน้าที่ กทม.ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการเท่านั้น

บิ๊กต๊อกลุยถกเรียกค่าเสียหายข้าว

ที่กระทรวงยุติธรรม(ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) กล่าวถึงการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐทั้งระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และเอกชนที่เกี่ยวข้องในโครงการรับจำนำข้าวในส่วนความเสียหายอีกร้อยละ 80 ว่า ตนนัดประชุมศอตช.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปข้อมูลทั้งหมดแล้ว เพื่อการทำงานจะได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวคงไม่ยาก เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สอบสวนไปบ้างแล้ว ส่วนของ ศอตช.จะสอบให้เห็นตัวบุคคลก่อนจะรายงานให้ที่ประชุมครม.ทราบต่อไป

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้งพ.ต.ท.สุพจน์ นาคเงินทอง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง และ นายสมณ์ พรหมรส ที่ปรึกษาเฉพาะด้านนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม เป็น ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับผู้บริหารทุกคน แต่จะดูเรื่องงานเป็นสำคัญ บางครั้งบางคนอาจไม่ชำนาญในเรื่องงาน ไม่ใช่ว่าเขาดีหรือไม่ดี และไม่มีเรื่องวินัย เพียงแต่บางคนไม่ชำนาญงานในเรื่องการบริหาร

ยันไม่มีปัญหากับอดีตผอ.นิติวิทย์

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ตนอยากเห็นสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เป็นศูนย์นิติวิทยา ศาสตร์ประเทศ เป็นศูนย์กลางระหว่างภายในและต่างประเทศ อีกทั้งเราไม่ควรมองงานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องอาชญากรรม หรือคดีความเพียงอย่างเดียว มันสามารถมองถึงมิติของเศรษฐกิจ การค้า ก็นำไปใช้ได้ ทั้งนี้ ตนอยากได้ผู้บริหารที่ทำงานในเชิงรุก ซึ่งพ.ต.ท.สุพจน์ไม่ได้มีอะไรกับตน และตนก็ไม่ได้มองที่ตัวบุคคลด้วย การปรับเปลี่ยนเพื่อ มุ่งสู่การปฏิรูป การทำงานมากกว่า ไม่ใช่เหตุผลส่วนตัวแน่นอน

“รัฐบาลนี้เหลือเวลาอีกปีเศษ ก็อยากวางระบบไว้ ซึ่งกรมอื่นๆ เขาเราวางระบบไว้ค่อนข้างจะเรียบร้อยแล้ว สำนักกิจการยุติธรรมที่ไม่เคยเข้าหูเลย เราผลักดันเป็นแกนของ การดำเนินงานกฎหมายระหว่างกระทรวงได้ ขณะนี้เรามีสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย(ทีไอเจ) ที่จะทำเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศเรากับต่างประเทศ และยูเอ็น โดยเมื่อวานนี้ก็มีการเสนอพ.ร.บ.เข้าที่ประชุมครม.แล้ว ซึ่งเราจะปรับทีไอเจเป็นมหาชน อีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อจะเปิดกว้างอย่างนี้” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

บิ๊กตู่สั่งเปลี่ยนชื่อทีวีคืนวันศุกร์

วันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรณีเว็บไซต์กรมประชาฯเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งนายธานินทร์ นั้นเป็นไปตามข้อกฎหมาย ซึ่งสำนักปลัดสำนักนายกฯได้แจ้งให้เผยแพร่ แสดงว่าคณะองคมนตรีได้ประชุมคัดเลือกประธานองคมนตรีคนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว มิเช่นนั้นกรมประชาฯคงไม่กล้านำมา เผยแพร่สู่สาธารณะ

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. สั่งการให้ปรับรูปแบบและเปลี่ยนชื่อรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ที่ออกอากาศทุกคืนวันศุกร์ มาเป็นรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” โดยเนื้อหารายการ นายกฯจะพูดถึงการดำเนินงานของรัฐบาลที่เชื่อมโยงกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การบริหารประเทศจะทำภายใต้หลักการมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รัฐบาลจะนำหลักการที่พระราชทานไว้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเรื่องอื่นๆ มาให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลได้นำมาปฏิบัติตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 ต.ค. ออกอากาศหลังงานพระราชพิธี

บทความก่อนหน้านี้ถึงขนาดบิ๊กตู่ต้องขอร้องเอง “ควรให้อภัยคนเห็นต่าง”
บทความถัดไปขาดทุน คือ กำไร