ยามเช้าที่เย็นฉ่ำในเดือน ม.ค. ที่ ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีอากาศดีติดอันดับของประเทศไทย

หลาก&หลายเกษตร

สีฟ้า กรึงไกร

 

สีฟ้า กรึงไกร กำลังเก็บสตรอว์เบอร์รี่ ผลไม้เมืองหนาวที่สร้างรายได้อย่างคุ้มค่าในพื้นที่เพียงไม่กี่ไร่ เมื่อเทียบกับที่เคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้พื้นที่มากอย่างข้าวโพด

ไม่ไกลกันนัก ที่ไร่อุ๊ยกื๋อ วันนบ ขอสุข กำลังดูแลสวนส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ เนื้อกรอบ หวานฉ่ำ พืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดปี

เขาเล่าว่า “ก่อนนี้เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่าทำได้ตรงนี้ถึงตรงนี้ เสร็จแล้วพอคนนี้ย้ายไป คนใหม่เข้ามา อ้าวถึงตรงไหน ยังไง ก็คือไม่ต่อเนื่อง ก็กลายเป็นปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้าน” วันนบเล่าถึงอดีตที่เคยเป็นวงจรปัญหาไม่รู้จบ

หลาก&หลายเกษตร

วันนบ ขอสุข

 

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2504 การประกาศใช้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีเป้าหมายคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ กลับส่งผลให้วันนบและเพื่อนร่วมชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงโปว์ (โผล่ว) ในพื้นที่ ต.แก่นมะกรูด ซึ่งอาศัยในถิ่นฐานที่บรรพบุรุษอยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคน กลายสภาพเป็น “ผู้บุกรุก” ต้องทำกินด้วยความหวาดระแวง และเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีจากการใช้ที่ดินที่เคยเป็นบ้านและที่ทำกินของตน

 

หลาก&หลายเกษตร

ปัญหาเช่นนี้ปรากฏในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย หลายฝ่ายมองหาทางออก หรือโมเดลเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะแนวทางการดำเนินการให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่แก่นมะกรูด เรียกได้ว่าเป็นโมเดลการจัดการที่ดินที่แก้ไขปัญหาให้ทุกฝ่าย ความน่าสนใจคือ การมี “องค์กรกลางประสานงาน” ได้แก่ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งเข้ามาในพื้นที่ปี 2556 รับฟังและหาทางออก ภายใต้โครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ตามแนวพระราชดำริ ร่วมกับ จ.อุทัยธานี กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลาก&หลายเกษตร

มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านแนวเขตที่ดิน ทำงานร่วมกับชาวบ้านในการกำหนดขอบเขตที่อยู่และที่ทำกิน พร้อมขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 19 การทำงานร่วมกันด้วยความคิดเชิงบวก ทำให้เกิดการจัดการที่เหมาะสมและแก้ปัญหาได้จริง

ถาม วันนบ ขอสุข ว่า วันนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร “ตั้งแต่มีการลงพิกัดแนวเขตที่ดินอย่างเป็นการเป็นงาน เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก ตรงไหนของใครมีชื่อหมดแล้ว รู้สึกมั่นคงจะทำอะไร ลงทุนอะไรก็มั่นใจ”

หลาก&หลายเกษตร

เมื่อปัญหาความขัดแย้งเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องที่ดิน คลี่คลายลง ชีวิตชาวบ้านก็เข้าสู่ก้าวต่อไป ชาวบ้านแก่นมะกรูด มูลนิธิปิดทองหลังพระและหลายหน่วยงานร่วมกันปรับตัว ภายใต้แนวคิด เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ได้แก่ การศึกษาปัจจัยพื้นฐานเพื่อให้อยู่ได้ คือ เรื่อง ดิน น้ำ และรายได้

เช่น จากการเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่การเกษตรแบบผสมผสาน พึ่งตนเอง ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน รายได้ของครอบครัวดีขึ้น ส่งผลให้คนหนุ่มสาวตัดสินใจกลับบ้านมากขึ้นเพราะรู้สึกมั่นคง มั่นใจ ว่าจะสามารถสร้างอนาคตได้ในถิ่นฐานของตน

หลาก&หลายเกษตร

น่าสนใจว่า นอกจากโครงการพื้นที่ ต.แก่นมะกรูด แล้วยังมีพื้นที่ใดที่เกิดเป็นโมเดลแก้ปัญหาอีกบ้าง เพราะการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความยากจนมีอยู่หลายหนแห่งในประเทศไทย ด้วยสาเหตุและปัจจัยปัญหาที่แตกต่างกัน

พบว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งมีประสบการณ์ประสานการพัฒนาอยู่ในหลายภูมิภาคของประเทศไทย โดยมีแนวทางและท่าทีการทำงานแบบ “4 ประสาน” ระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ รับฟังเสียงชุมชน ศึกษาปัญหา วิเคราะห์ศักยภาพของคนและพื้นที่

หลาก&หลายเกษตร

มีตัวอย่างจากสามจังหวัดชายแดนใต้ พลิกนาร้างให้คืนกลับมา ที่บ้านท่าน้ำ-บ้านดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ผืนนานับร้อยไร่เคยถูกทิ้งรกร้างจากสถานการณ์ความไม่สงบยาวนานกว่าสิบปี ด้วยความร่วมใจของคนพุทธและมุสลิมที่ทำนาเคียงข้างกัน ทำให้ทุ่งนาร้างกลับมาเป็นทุ่งข้าวสีทอง

ต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เปลี่ยนพื้นที่อับฝนขาดแคลนน้ำกลายเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยการแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นถ่านอัดแท่งด้วยเตาไร้ควัน

หลาก&หลายเกษตร

พื้นที่ภาคเหนือห่างไกลที่ ต.บ้านยอด อ.สองแคว จ.น่าน ฟื้นฟูพื้นที่ดินเสื่อมโทรมจากพืชเชิงเดี่ยว ให้กลายเป็นแหล่งมะนาวพันธุ์ตาฮิติ มีผลผลิตนอกฤดูกาล ขายและแปรรูป สร้างรายได้ในตลาดโมเดิร์นเทรดและช่องทางออนไลน์ร่วมสมัย

ประสบการณ์การทำงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระ ตั้งแต่ พ.ศ.2552 ต่อเนื่องทำให้เกิดต้นแบบการพัฒนาหลากหลาย ช่วยให้หลายชุมชนยืนหยัดได้ด้วยตนเอง เกิดการรวมกลุ่มของชุมชน ทั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ และกลุ่มอาชีพ ช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรอง ลดต้นทุน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หลาก&หลายเกษตร

หัวใจของการพัฒนาไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องการสร้างโอกาสให้คนพึ่งตนเอง พื้นที่ใดมีพื้นฐานชีวิตและจิตวิญญาณที่มั่นคง ผู้คนจึงมีความมั่นใจในการก้าวเดินเพื่อสร้างอนาคตของตน ครอบครัว ชุมชน และสังคม

พื้นที่ใดประสบความสำเร็จก็สมควรจะเป็นต้นแบบ ที่ทำให้เกิดการขยายแนวคิด แนวทาง เกิดเป็นกระบวนการพัฒนาที่ช่วยสังคมอย่างมีพลังทวีคูณ หลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน