เป็นที่รับรู้กันในช่วงหลัง กาแฟที่ปลูกใน จ.เลย มีคุณภาพไม่แพ้กาแฟจากภาคเหนือ นำมาสู่ความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพของเมล็ดกาแฟให้ดียิ่งขึ้น ล่าสุดมีการจัดประกวดเมล็ดกาแฟของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดสารกาแฟโรบัสต้าคุณภาพ ในจ.เลย ขึ้นที่ร้าน กาแฟ Noob coffee ข้างมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วย นายนคร บุตรดีวงศ์ พาณิชย์จังหวัดเลย สำนักงานเกษตรจังหวัดเลย ร่วมชมการประกวด โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคุณภาพกาแฟ (Q Grader) จากจ.น่าน เข้าร่วมประเมินกาแฟโรบัสต้า ซึ่งมีเกษตรกรส่งเข้าประกวดกว่า 20 ตัวอย่าง

เป้าหมายของการจัดประกวดเพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณภาพกาแฟของตนเอง พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนา และยกระดับคุณภาพกาแฟให้ได้มาตรฐานสากล
ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟสาร (Green Bean) เมล็ดกาแฟดิบที่ผ่านการสีกะลาและตากแห้งแล้วแต่ยังไม่ได้คั่ว ในขั้นตอน Green Grading ซึ่งเป็นกระบวนการคัดแยกและตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของเมล็ดกาแฟ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการคั่วและการประเมินรสชาติ ตลอดจนมีการประเมินคุณภาพกาแฟด้วยวิธี Cupping หรือการชิมกาแฟ เพื่อวิเคราะห์และให้คะแนนคุณภาพในด้านต่างๆ ของกาแฟแต่ละตัว

ซึ่งการประเมินทุกกระบวนการ ทั้งการประเมินในขั้นตอน Green Grading และ Cupping ได้ดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลการประเมินถูกต้อง โปร่งใส และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพกาแฟของเกษตรกรใน จ.เลย ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายภูวนาท เจริญรัตนนุกุล ผู้เชี่ยวชาญและผู้คัดเลือกกาแฟพิเศษ จากชมรมกาแฟพิเศษบ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา จ.น่าน เผยถึงผลการประเมินคุณภาพกาแฟที่ปลูกใน จ.เลย 20 ตัวอย่าง เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรนำไปพัฒนาการปลูก
ทีมงานพบว่า กาแฟ จ.เลย มีต้นทุนที่ดีมาก โดยพื้นฐานของรสชาติมีศักยภาพสูง ดินดี แต่ยังมีจุดที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ใน 2 มิติ

1. การแปรรูป (Processing) ปัจจุบันยังขาดความหลากหลาย ส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบเดิมๆ ทำให้รสชาติยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร และ 2.การจัดการสวน (Farm Management) บางรายยังพบปัญหาเรื่องการดูแลรักษาต้นกาแฟและพื้นที่ปลูก ที่ยังทำได้ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลต่อคุณภาพสารกาแฟ
แนวทางพัฒนาสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ จ.เลย เพื่อยกระดับสู่กาแฟคุณภาพพิเศษ และสร้างมูลค่าให้สูงขึ้น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีข้อแนะนำด้วยกัน 3 ข้อ

1. Process Innovation ศึกษาการแปรรูปให้หลากหลายด้วยการนำวิธีการใหม่ๆ มาใช้ อย่าหยุดแค่การทำแบบเดิม ลองเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ เช่น Honey Process การแปรรูปที่ผสมผสานแบบแห้งกับเปียก หรือ Natural Process การแปรรูปแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติ รวมถึงการควบคุมการหมัก เพื่อสร้างโปรไฟล์รสชาติที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์
2. ใส่ใจการดูแลสวน ไร่ (Better Farming) คุณภาพกาแฟเริ่มตั้งแต่ต้นทาง การบำรุงดิน การตัดแต่งกิ่ง และการเก็บเกี่ยวเฉพาะผลที่สุกเต็มที่ (Cherry Selection) จะช่วยให้รสชาติกาแฟคงที่และดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
3. สร้างความยั่งยืนด้านรสชาติ หากดูแลสวนได้ดีและแปรรูปเป็น จะทำให้ต้นกาแฟให้ผลผลิตที่มีคุณภาพยาวนาน เป็นการสร้าง “ต้นทุนที่แข็งแกร่ง” ให้กับตัวเกษตรกรเองในระยะยาว

ด้าน นายประยูร อรัญยุท รองผู้ว่าฯ เลย กล่าวว่า สถานการณ์เรื่องกาแฟปัจจุบันมีดีมานด์สูง แต่ซัพพลายยังขาดเมล็ดกาแฟในพื้นที่ จ.เลย อีกมาก จากตัวเลขสถิติสะท้อนให้เห็นว่ากาแฟ จ.เลย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตไกล แต่การผลิตยังไม่ไล่เรียงกับความต้องการของตลาด
พื้นที่ปลูกปัจจุบันประมาณ 2,158 ไร่ ดูแลโดยเกษตรกร 239 ครัวเรือน มีกำลังการผลิตได้เพียง 500 ตัน ในขณะที่ตลาดโรงงานมีความต้องการสูงถึง 1,700 ตัน ส่วนต่างที่ยังขาดยังต้องการผลผลิตเพิ่มอีกกว่า 1,200 ตัน หรือประมาณ 29.41 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ

เราได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟมาทำเวิร์กช็อปแนวทางการพัฒนาคุณภาพ มาให้ความรู้และทำ Cupping ทดสอบชิม เพื่อวิเคราะห์คุณภาพเมล็ด เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก มีการเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกต้นพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ไปจนถึงการดูแลรักษา
การแก้ปัญหาคุณภาพ การระวังเรื่องเชื้อรา ตัวมอดในเมล็ดกาแฟ หรือข้อบกพร่องต่างๆ ของเมล็ดกาแฟที่ส่งผลต่อรสชาติ และการยกระดับคุณภาพ มุ่งเป้าให้เมล็ดกาแฟของ จ.เลย ได้มาตรฐานสากล ไม่ใช่แค่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง
นายประยูรกล่าวด้วยว่า นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าฯ เลย ได้แนะนำว่าการพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟนั้นมีกลยุทธ์ 3 ข้อ ที่มองตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน คือต้องมองภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำ คือการส่งเสริมการปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ และการดูแลสวนให้ได้คุณภาพและปริมาณ

ในส่วนกลางน้ำ ต้องพัฒนาเรื่องการแปรรูป การตาก การบ่ม (Process) ไปจนถึงการคั่ว (Roasting) ที่ได้มาตรฐาน ส่วนปลายน้ำ คือเรื่องการตลาด การสร้างแบรนด์ “กาแฟจังหวัดเลย” และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภค
นายประยูรกล่าวว่า หัวใจของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือ การเปลี่ยนจากการปลูกแบบเดิม สู่การผลิตเชิงคุณภาพที่ตลาดต้องการ หากเกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟให้ได้ตามมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหา “ผลผลิตไม่พอขาย” แต่ยังเป็นการสร้าง “รายได้ที่มั่นคง” และยกระดับอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟใน จ.เลย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
อัมรินทร์ ชูฤทธิ์