โอบะ เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับกะเพรา โหระพา สะระแหน่ ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน แต่ที่นิยมคือใบที่มีรูปทรงกลมปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย กลิ่นหอมฉุน
คนเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีจะรู้จักอย่างดี เพราะ “ใบโอบะ” บ้างเรียกใบชิโสะ เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารของชาวเอเชียมาตั้งแต่ดั้งเดิม ปัจจุบันคุ้นตากับการนำมาตกแต่งอาหารญี่ปุ่น ส่วนที่ไทยเรียกกันว่า “ใบงาขี้ม้อน”

ที่ไทยเริ่มปลูกในภาคเหนือ ก่อนนำมาปลูกที่แถบภาคกลาง เพราะโอบะปลูกง่าย ขึ้นได้ทุกที่ เช่นที่สวนของ คุณชาลี คำรักษ์ ที่จ.ปทุมธานี
คุณชาลีเผยว่า เดิมเป็นเกษตรกรปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้ กระทั่งเพื่อนมาแนะนำว่าลูกค้าไต้หวันสนใจใบโอบะ จากจุดเริ่มต้นที่ทดลองปลูกแค่ 100 ต้นก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่จนปัจจุบันครอบคลุมกว่า 30 ไร่ เพื่อวางระบบปลูกหมุนเวียนให้มีผลผลิตป้อนตลาดได้ตลอดทั้งปีต่อเนื่องยาวนานมากว่า 20 ปีแล้ว

คุณชาลีกล่าวว่า เมื่อก่อนคนไทยอาจไม่รู้จักแพร่หลายนัก แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการกินในบ้านเราหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น การปลูกใบโอบะในประเทศไทยจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น และยังขยายตัวไปถึงตลาดต่างประเทศ โดยเป็นการปลูกส่งให้โรงงานแปรรูปเพื่อนำใบโอบะไปห่อวัตถุดิบต่างๆ เช่น หมู ไก่ ลูกชิ้น เพื่อส่งออกกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกทีหนึ่ง
คุณชาลียังเผยว่า ตอนแรกก็ไม่รู้จัก แต่สุดท้ายตัดสินใจทดลองปลูกเพราะขณะนั้นตลาดไต้หวันมีความต้องการ ที่สำคัญขายได้ราคาดีกว่าพืชผักผลไม้ไทยหลายชนิด จึงเริ่มศึกษาหาความรู้พร้อมลองผิดลองถูก มาช่วงปี 2547-2548
ปีแรกๆ เริ่มนำเมล็ดเข้ามาจากญี่ปุ่น ทดลองปลูกก่อน 100 เมล็ด ผลผลิตมีดีมีเสียบ้าง ค่อยๆ ปรับวิธีการไปเรื่อยๆ จนเมื่อผลผลิตเริ่มเข้าที่และได้คุณภาพก็เริ่มเก็บใบโอบะส่งเป็นตัวอย่างให้ผู้ซื้อดู เมื่อผู้ซื้อพอใจในคุณภาพจึงตกลงซื้อขายกัน จากนั้นที่สวนก็เริ่มขยายแปลงปลูกต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกใบโอบะรวมกว่า 30 ไร่

ข้อดีของใบโอบะหลักๆ คือเรื่องของราคาที่จูงใจ ขายได้ราคาดี และมีการประกันราคาก่อนปลูก และขายได้ทั้งแบบนับใบขาย หรือขายเป็นกิโลกรัม แต่มีข้อแม้ว่าก่อนลงมือปลูกเกษตรกรควรหาตลาดรองรับให้ชัดเจนก่อนเพราะกลุ่มผู้บริโภคในไทยยังเป็นส่วนน้อย
ส่วนการปลูก เขามองว่าไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปสำหรับฝีมือเกษตรกรไทย แค่ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันตามสภาพภูมิอากาศในแต่ละฤดูกาลเท่านั้น โอบะเป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปีในพื้นที่ดินร่วนซุยและน้ำไม่ท่วมขัง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีแดดรำไร แสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พื้นที่ปลูกต้องทำโรงเรือนพรางแสง แต่อากาศภายในต้องถ่ายเทสะดวก
ธรรมชาติของใบโอบะชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ อย่างดินที่ปทุมธานีไม่ได้เหมาะสม 100 เปอร์เซ็นต์ เราต้องมาปรุงดินใหม่เพื่อให้การระบายน้ำได้ดี ส่วนอากาศที่ไทยไม่เป็นปัญหาของการปลูก แค่ต้องปรับการดูแลให้เหมาะสมกับฤดูกาลเท่านั้น
เทคนิคการปรุงดินเน้นการเพิ่มอินทรียวัตถุ ใช้มูลวัวเป็นหลัก เริ่มต้นจากการไถตากดินทิ้งไว้ 1 สัปดาห์เพื่อฆ่าเชื้อในดิน จากนั้นนำปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว มูลไก่แกลบ โรยให้ทั่วและพรวนดินก่อนปลูกเพื่อช่วยให้ดินร่วนซุยขึ้น สภาพดินแถบปทุมธานีค่อนข้างเป็นดินร่วนปนเหนียว ต้องใช้อินทรียวัตถุเข้าช่วยเพื่อให้ดินระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น โดยจะใช้ปริมาณปุ๋ยประมาณ 100 กระสอบต่อไร่

การเตรียมโรงเรือน หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเสียเงินสร้างโรงเรือนแบบจริงจังเหมือนกับการปลูกเมล่อน จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย โรงเรือนปลูกใบโอบะของที่นี่คือการกางตาข่ายพรางแสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงหน้าร้อน ช่วงหน้าฝนแค่มีพลาสติกกางกันหยดน้ำฝนไม่ให้ตกลงกระทบใบโดยตรงก็เพียงพอ
ส่วนการเพาะกล้า เลือกใช้พีตมอสเป็นวัสดุปลูก ส่วนเมล็ดพันธุ์นำเข้าจากญี่ปุ่น เริ่มจากการโรยเมล็ดพันธุ์ในกระจาดที่มีรูระบายน้ำทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นย้ายมาเพาะในถาดหลุมต่ออีก 20 วันจนต้นกล้าแข็งแรงพอจะย้ายลงแปลงปลูกได้
การเว้นระยะปลูกขึ้นอยู่กับฤดูกาล หน้าฝนปลูกให้มีระยะห่างหน่อย ป้องกันการหมักหมมของเชื้อโรคและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตรถึง 1 เมตร
การดูแลรดน้ำ เริ่มรดน้ำหลังย้ายกล้าไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ให้น้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้งช่วงเช้าหรือเย็น ผ่านระบบน้ำมินิสปริงเกลอร์ เปิดนานครั้งละประมาณ 10-15 นาที หรือสังเกตที่ความชื้นของดินเป็นหลัก
การบำรุง ใส่ปุ๋ยทุกๆ 10 วันครั้ง สูตรปุ๋ยไม่ได้ระบุแน่นอน เน้นการสังเกตอาการของพืชเป็นหลัก ปรับสูตรปุ๋ยเคมีไปตามความเหมาะสม ปริมาณการใส่จะอยู่ที่ประมาณ 1 ช้อนแกงต่อต้น และมีอาหารเสริมทางใบ ทั้งธาตุอาหารรองและธาตุอาหารรวม เริ่มฉีดพ่นไปเรื่อยๆ ตามลักษณะของใบ หรือเริ่มฉีดหลังย้ายกล้าเมื่อต้นมีอายุได้ราว 20 วัน

ใบโอบะเป็นพืชที่ค่อนข้างอ่อนแอ โรคและแมลงเกิดง่ายกว่าพืชผักพื้นบ้านเรา มีแมลงรบกวนค่อนข้างเยอะ ทั้งหนอน เพลี้ยไฟ ไรแดง ที่สวนใช้สารชีวภัณฑ์อย่าง “น้ำส้มควันไม้” ช่วยป้องกันเป็นหลัก หากช่วงไหนระบาดหนักอาจใช้สารเคมีเข้ามาช่วยบ้างนานๆ ครั้ง
การเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังย้ายกล้าลงแปลงปลูกจะใช้เวลาประมาณ 50 วันก็เริ่มเก็บเกี่ยวใบได้แล้ว ข้อดีคือปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตต่อเนื่องได้นานถึง 3 เดือน และเก็บเกี่ยวได้ทุกวัน
คุณชาลีเผยด้วยว่า ตลาดใบโอบะที่สวนหลักๆ มาจากกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย และโรงงานแปรรูปเพื่อส่งออกไปญี่ปุ่น ที่เราส่งออกได้ดีเพราะญี่ปุ่นแม้จะปลูกเองได้แต่ยังขาดวัตถุดิบประกอบอื่นๆ ในการแปรรูป เช่น เนื้อสัตว์คุณภาพดีจากบ้านเรา เขาจึงสั่งใบโอบะไปห่อไก่ทอด ลูกชิ้น แล้วส่งเข้าโรงงาน
ส่วนเหตุที่เกษตรกรไม่ค่อยกล้าปลูกพืชชนิดนี้เขามองว่าตลาดคือหัวใจสำคัญ แต่ใครปลูกได้และหาตลาดเป็นถือเป็นพืชที่น่าสนใจมาก ส่วนตัวปลูกมา 20 กว่าปี มีตลาดรองรับ และได้ราคาดีมาโดยตลอดเพราะยึดหลักการผลิตของคุณภาพ และมีสินค้าส่งให้ลูกค้าได้ต่อเนื่อง
เกษตรกรที่สนใจสั่งซื้อผลผลิต หรืออยากเริ่มต้นปลูกใบโอบะ สอบถามหรือขอคำปรึกษาจากคุณชาลีได้โดยตรงที่เฟซบุ๊ก: ชาลี คำรักษ์ หรือโทร. 08-9772-2531
เรื่อง/ภาพ : เทคโนโลยีชาวบ้าน
https://www.facebook.com/technologychaoban/