บริษัท ข้าวแม่ จำกัด ผู้ผลิตข้าวเหนียวหอมแดงแสงแรก นำโดย คุณหญิงพรรณทอง มณีศิลป์ จัดเสวนาหัวข้อ “วานิลลา แสงแรกแห่งสยาม” ณ ที่ทำการของบริษัท จ.อุบลราชธานี โดยมี ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ อดีตนักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นวิทยากร

คุณหญิงพรรณทองเผยว่า ลูกสาวและลูกชายสั่งซื้อวานิลลาบดเป็นขวดมาจากนิวซีแลนด์ ขวดละ 4,000 บาท มีวานิลลาแถมมาให้ 2 ฝัก พร้อมตำรา จึงเกิดความสนใจเนื่องจากมีกลิ่นที่หอมนุ่มนวล
และทดลองนำสารสกัดวานิลลาไปผสมเติมลงในน้ำนมข้าวกล้องเพื่อทำผลิตภัณฑ์นำเสนอ (Presentation) บริษัท S&P เขาพึงพอใจอย่างมาก เนื่องจากเล็งเห็นว่าข้าว 1 กิโลกรัม ราคา 70-100 บาท นำไปทำเครื่องดื่มขายเป็นช็อต ช็อตละ 60 บาท สร้างมูลค่าได้ถึง 1,500 บาท S&P จึงมอบเงินทุนให้ 2 ล้านบาท ผ่อนจ่ายคืนทีหลัง
ประกอบกับ ดร.ปิยะช่วยเหลือและให้กำลังใจจนขยายการลงทุน แต่มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย เนื่องจากต้นพันธุ์วานิลลาราคาต้นละ 300 บาท บางกิ่ง 500 บาท บางสายพันธุ์ เช่น ปอมโปนา (Pompona) สูงถึงกิ่งละ 1,650-1,800 บาท

ตนในวัย 81 ปี มองว่าเวลาขยับขยายเหลืออีกไม่กี่ปี จึงเลือกทำเฉพาะสิ่งที่เห็นผลผลิตแน่นอน และมองว่าวานิลลาจะเป็นประโยชน์สำหรับวัยก่อนเกษียณอย่างน้อย 4 ปี เพื่อทำเป็นหลักชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน
ด้าน ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น กล่าวว่า ประเทศไทยมีวานิลลาพื้นเมืองอยู่ 5 ชนิด คือ อะวิลดา (Avilda), ฟิล่า (Phila), กริฟฟิทิ (Griffithii), สามร้อยต่อใหญ่ และพลูช้าง แต่เป็นพืชป่าที่ไม่หอมและไม่ดก จึงยังนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้าไม่ได้

ส่วนพันธุ์ที่เป็นคู่ค้าในตลาดโลกมี 3 ชนิด 1. พาณิชย์โฟรีล หรือ แพลนิโฟเลีย (Planifolia) มีสัดส่วนการตลาดทั่วโลก 60% 2. ตาฮิติ (Tahitiensis) 15% และ 3. ปอมโปนา (Pompona) 14% ซึ่งเพิ่งมาโด่งดังในไทยเมื่อปีที่แล้ว พ่อค้าสร้างกระแสหายากดันราคาขายถึงยอดละ 1,800 บาท ทั้งที่ฝักอ้วนสั้น เปลือกหนา บ่มยาก และไม่มีประโยชน์เด่นชัด
ขณะที่พันธุ์ตาฮิติมีข้อดีคือฝักไม่แตก ปล่อยให้แก่คาต้นแล้วเก็บมาตากแดดขายได้เลย ประหยัดเวลาและแรงงาน ต่างจากพันธุ์พาณิชย์โฟรีลที่พอฝักเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลืองจะแตก ทำให้เชื้อราเข้าเสียหาย

เกษตรกรต้องเก็บก่อนแก่เต็มที่แล้วนำไปลวกน้ำร้อน 65 องศาเซลเซียส 5 นาที ผึ่งลมในร่ม รุ่งขึ้นนำไปตากแดดอุ่นช่วง 08.00-11.00 น. แล้วเก็บใส่ลังปิดผ้าห่มให้ความร้อนอบอยู่ภายใน 19 ชั่วโมง ทำสลับกับการตากแดด 3-5 ชั่วโมงทุกวัน ทำให้เรายังส่งออกพันธุ์พาณิชย์โฟรีลไม่ได้ จึงมีต่างชาติเข้ามาซื้อฝักดิบราคา 2,000-2,500 บาทต่อกิโลกรัม นำไปบ่มขายเอง
ส่วนราคาวานิลลาในตลาดโลก ฝักแห้งจะแปรผันอยู่ระหว่างกิโลฯ ละ 5,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับภัยธรรมชาติ ส่วนตลาดเมืองไทยฝักแห้งยังคงนิ่งที่ 15,000 ถึง 20,000 บาท ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากพ่อค้าไม่ยอมปรับลดราคาลงตามตลาดโลก โดยพันธุ์ตาฮิติและพาณิชย์โฟรีลราคาเกือบไม่แตกต่างกัน
สภาพอากาศในไทยปลูกวานิลลาได้ดี แต่ข้อควรระวังที่สุดคือโรคพืช เช่น โรครากเน่าจากเชื้อราฟิวซาเรียม (Fusarium) และไฟทอปธอร่า (Phytophthora) ซึ่งเป็นโรคที่กินทำลายพืชสวนทุเรียนและขนุน

ตนประสบความสำเร็จลดเวลาให้วานิลลาตาฮิติติดดอกได้ภายใน 1 ปีครึ่ง จากเดิมพันธุ์พาณิชย์โฟรีลใช้เวลา 3 ปีครึ่ง บวกเวลาฝักแก่อีก 1 ปี รวมเป็น 4 ปีครึ่ง เทคนิคคือต้องปลูกต้นพันธุ์ก่อนสิ้นเดือนมิ.ย. เนื่องจากวานิลลามีนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ที่ต้องการแสงในการแบ่งตัวเปิดตาดอกในฤดูหนาวช่วงเดือนธ.ค.
นับจาก มิ.ย.ไปถึงธ.ค.จะได้ 6 เดือน พืชจะแบ่งตัวครึ่งปี รวมเป็น 1 ปี และพร้อมออกดอกธ.ค.ปีถัดไปทันที 100% แต่หากขยับไปปลูก 15 ก.ค. หรือ ต.ค. พืชจะไม่ออกดอกในปีถัดไป และต้องเลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีก 1 ปีเต็ม
ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดของไทยในการปลูกวานิลลา ดร.ปิยะระบุว่า ภาคอีสานเป็นทำเลทองที่ดีที่สุด ดีกว่าภาคเหนือ เนื่องจากพื้นที่ราบใหญ่ ที่ดินราคาถูก แรงงานหาง่าย จุดที่ดีที่สุดในประเทศคือ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เนื่องจากสภาพอากาศเย็นและแห้ง โอกาสเกิดโรคเชื้อราน้อย มีน้ำจากแม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ ส่วน จ.อุบลฯ ตนเข้ามาส่งเสริมและเริ่มมีการปลูกแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงที่เชียงคาน จ.เลย ก็เพาะปลูกได้ดีมาก
ส่วนโมเดลการลงทุน กำหนดพื้นที่มาตรฐานกว้าง 6 เมตร ยาว 30 เมตร (180 ตารางเมตร) หากทำโรงเรือนหลังคาพลาสติกจะใช้เงินลงทุนรวมต้นพันธุ์ 300,000 บาท
แต่ในไทยวานิลลาตาฮิติติดดอก-ฝักแก่ เดือนธ.ค. พันธุ์พาณิชย์โฟรีลติดดอก-ฝักแก่ ก.พ. เป็นช่วงที่ไม่มีฝนตกและอากาศหนาวแห้ง ไม่ต้องสร้างหลังคาพลาสติก แค่ตาข่ายกรองแสงสีเขียวล้อมรอบซุ้มกันลมพัดแรงก็เพียงพอ เซฟต้นทุนลงได้ 120,000 บาท

180 ตารางเมตร วางซุ้มปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะห่างซุ้มละ 1.85 เมตร พื้นที่ 1 โรงเรือนจุได้ 72 ซุ้ม ปลูกซุ้มละ 5 ต้น วัสดุปลูกใช้ถ่านไม้ดีที่สุดเพราะผ่านความร้อน ไม่มีเชื้อโรค ช่วยดูดความชื้นแต่ราคาสูง หรือใช้กาบมะพร้าวสับรองพื้น ซึ่งต้องแช่น้ำปูนใสอย่างน้อย 2 คืนเพื่อล้างสารแทนนินสีน้ำตาลที่เป็นพิษต่อรากออก ใช้ระบบน้ำหยดลงกระบอกควบคู่ระบบพ่นหมอก
พื้นที่ 72 ซุ้ม จะให้ผลผลิตเฉลี่ยขั้นต่ำซุ้มละ 1 กิโลฯ ฝักแห้ง หากขายได้กิโลฯ ละ 10,000 บาท เกษตรกรจะมีรายได้สูงถึง 720,000 บาทต่อปี วานิลลามีอายุยืนยาว 30-40 ปี โคนต้นตาย รากอากาศก็แตกใหม่ได้เรื่อยๆ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละครั้งอย่างต่อเนื่อง
แต่โมเดลนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเงินทุนหมุนเวียน หรือชาวเขาที่ต้องการปลูกแล้วเก็บขายใน 7 วัน เนื่องจากใช้เวลารอนานถึง 2 ปีครึ่ง แต่เหมาะสำหรับข้าราชการบำนาญ หรือผู้เตรียมเกษียณอายุ ควรเริ่มปลูกก่อนเกษียณ 4 ปี เพื่อให้มีรายรับก้อนใหญ่เข้ามาพอดีในวันเกษียณ
และแนะนำพืชแซมสร้างรายได้เพิ่มคือ “หมาก” โดยเฉพาะหมากตูดแหลมและหมากตูดตื้น ซึ่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน เวียดนาม พม่า ศรีลังกา และปาปัวนิวกินี มีความต้องการสูงมาก สามารถปลูกหมากเป็นร่มเงาธรรมชาติแทนการทำตาข่ายกรองแสงและปล่อยให้วานิลลาเลื้อยเกาะต้นหมากได้
สำหรับวานิลลานำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้ 4 ช่องทางหลัก 1.อาหาร คุกกี้ เค้ก ไอศกรีม 2.เครื่องสำอางและน้ำหอม 3.ยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ใช้วานิลลาเป็นเบส (base) ของยาเกือบทุกชนิด และ 4.เครื่องดื่ม เช่น เหล้าจากอ้อย เหล้าจากข้าวเหนียว
พงษ์สันต์ เตชะเสน