เด็กชาวจีนวัย 8 ขวบป่วยโรคเกาต์ แพทย์เตือนโรคเริ่มพบในคนอายุน้อย ชี้สัมพันธ์กับ 3 พฤติกรรมเสี่ยง ผู้ปกครองควรช่วยปรับด่วน
โรคเกาต์ไม่ได้เป็นโรคของผู้สูงอายุอีกต่อไป เมื่อข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุดในจีนพบว่า ผู้ป่วยมีอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานพบเด็กอายุเพียง 8 ปี ป่วยเป็นโรคเกาต์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงกำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต พร้อมแนะผู้ปกครองอย่ามองข้ามอาการปวดข้อของเด็ก เพราะอาจไม่ใช่เพียง “อาการปวดจากการเจริญเติบโต”
เด็ก 8 ขวบป่วยเกาต์ สะท้อนโรคเริ่มพบในวัยเด็ก
ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขของกรุงปักกิ่ง ระบุว่า ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเกาต์ มีแนวโน้มพบในผู้ป่วยอายุน้อยมากขึ้น
ในอดีต โรคเกาต์มักพบในผู้ชายอายุระหว่าง 40-60 ปี แต่ปัจจุบันอัตราการป่วยในผู้ชายอายุ 18-29 ปีในจีนสูงถึง 32.3% ขณะที่โรงพยาบาลเด็กปักกิ่งเคยพบผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง 8 ปี
แพทย์ระบุว่า เด็กควรมีระดับกรดยูริกในเลือดไม่เกิน 360 ไมโครโมลต่อลิตร (µmol/L) หากสูงกว่านี้ ผลึกกรดยูริกอาจสะสมตามข้อ ไต และผนังหลอดเลือด จนนำไปสู่โรคเกาต์และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
เสี่ยงทั้งข้ออักเสบ ไตเสื่อม และโรคเรื้อรังในอนาคต
ข้อมูลจากคลินิกโภชนาการและเมตาบอลิซึมเด็ก โรงพยาบาลลู่เหอ มหาวิทยาลัยชิงหวา พบว่า เด็กที่มีภาวะกรดยูริกสูงอาจเผชิญปัญหาสุขภาพหลายด้าน ได้แก่
ปวดข้อและข้ออักเสบจากการสะสมของผลึกกรดยูริก โดยพบผู้ป่วยอายุน้อยสุดเพียง 8 ปี และส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-14 ปี
เด็กประมาณ 30% มีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือการทำงานของไตผิดปกติ
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง มากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า รวมถึงมีโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
แพทย์เตือนว่า หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลต่อการทำงานของไต และกระทบต่อการเจริญเติบโตของกระดูกในเด็ก
แพทย์ชี้ 3 พฤติกรรมหลัก ทำโรคเกาต์พบในคนอายุน้อย
ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลตี้ถาน กรุงปักกิ่ง ระบุว่า การที่โรคเกาต์พบในคนอายุน้อยมากขึ้น มีสาเหตุสำคัญจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
- รับประทานอาหารที่มีพิวรีนและน้ำตาลสูง เช่น หม้อไฟ อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ รวมถึงเครื่องดื่มรสหวานและเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสสูง
- นอนดึก ขาดการออกกำลังกาย และใช้ชีวิตแบบนั่งอยู่กับที่ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานลดลงและขับกรดยูริกได้ไม่ดี
- ภาวะอ้วนและความผิดปกติของระบบเผาผลาญ โดยเด็กอ้วนมักมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งส่งผลให้ร่างกายกำจัดกรดยูริกได้น้อยลง
ไม่ใช่ “อาการปวดจากการเจริญเติบโต” (Growing Pains)
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจผิดว่า เด็กที่บ่นปวดขาหรือปวดข้อเป็นเพียงอาการปวดจากการเจริญเติบโต แต่ความจริงแล้ว หากมีอาการข้อบวม แดง ร้อน และปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคเกาต์ ควรรีบพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ ยังเตือนว่า การงดอาหารทะเลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ชานม และน้ำผลไม้ปรุงแต่ง มีส่วนเพิ่มระดับกรดยูริกได้มากเช่นกัน
แนะผู้ปกครองปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้
แพทย์แนะนำให้ผู้ปกครองช่วยลดความเสี่ยงโรคเกาต์ในเด็กด้วยการส่งเสริมให้ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มหวาน รับประทานอาหารที่สมดุล ลดอาหารแปรรูปและของทอด พร้อมส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับเด็กที่มีภาวะอ้วน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเกาต์ ควรเข้ารับการตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ เพื่อป้องกันการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า โรคเกาต์ในเด็กไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันได้ หากผู้ปกครองใส่ใจเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และไม่ละเลยสัญญาณผิดปกติของลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ
