ลุงไพวัลย์ แจ่มแจ้ง เกษตรกร จาก ต.ชอนม่วง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ถ่ายทอดการปลูก “กล้วยหอมคาเวนดิช” ที่เริ่มต้นจากความหวังเพื่อสร้างมรดกตกทอดต่อยอดให้รุ่นลูก
ลุงเป็นเกษตรกร เรียนรู้เรื่องการเกษตรมาจากรุ่นพ่อ พ่อเป็นเกษตรกรดีเด่น การทำการเกษตรจึงเป็นอาชีพที่ส่วนตัวภาคภูมิใจ หลังจากพ่อเสียชีวิตก็ทำการเกษตรต่อ โดยเริ่มจากปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปีไหนที่ฝนแล้งก็จะหันมาเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงวัว สลับหมุนเวียนกันไป

ซึ่งนอกการทำการเกษตรแล้วก็ยังทำอาชีพรับเจาะน้ำบาดาลอีกด้วย แต่กว่า 10 ปีที่ผ่าน รู้สึกว่าตัวเองเริ่มแก่ตัวลง กลัวอยู่ไม่ถึงวันที่เก็บผลผลิต จึงเริ่มสนใจที่จะหาอะไรที่เหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน มีตลาดรองรับ และสามารถส่งให้รุ่นลูกทำต่อได้ เลยสนใจที่จะปลูกกล้วย เพราะมองว่าตลาดกล้วยเป็นตลาดใหญ่ มีความต้องการสูง

ช่วงแรกลุงไพวัลย์เริ่มต้นจากการปลูกกล้วยน้ำว้า แต่ก็ไม่ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ จึงพยายามทดลองหากล้วยสายพันธุ์อื่นๆ มาทำการปลูก จนได้มาเจอกับ “กล้วยหอมคาเวนดิช” ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากประเทศอิสราเอล ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องเทคโนโลยีการเกษตร จึงรู้สึกสนใจที่จะนำมาปลูก
“กล้วยหอมคาเวนดิช เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพ หวานน้อย ให้พลังงานสูง และมีตลาดต่างประเทศรองรับโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ทำให้ตลาดการขายไม่ได้จบอยู่แค่ภายในประเทศ ที่สำคัญเป็นกล้วยที่ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้หลายปี ทำน้อยแต่ได้มาก” ลุงไพวัลย์เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช

โดยเขาเลือกที่นำหน่อเพาะเนื้อเยื่อจากต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพมาปลูก แทนการเพาะกล้วยด้วยวิธีการแตกหน่อ เพราะอาจทำให้กล้วยเกิดแผล ซึ่งจะไปกระทบกระเทือนต่อการตกเครือทำให้ลูกไม่สมบูรณ์ การนำหน่อเพาะเนื้อเยื่อมาปลูกจะทำให้ได้ต้นกล้วยที่สะอาด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรค หมดกังวลเรื่องไข่แมลงที่อาจติดมากับหน่อกล้วย

ก่อนปลูก ลุงไพวัลย์จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุมเพื่อเพิ่มสารอาหารก่อน จึงค่อยลงหน่อกล้วย หลุ่มละ 3 หน่อ ปลูกห่างกันประมาณ 3 เมตร ถ้ามีหน่อขึ้นมาใหม่ก็จะตัดหน่อเดิมออกให้เหลือเพียงแค่ 3 หน่อ เป็นเทคนิคที่ทำให้ได้จำนวนผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากนั้นจะบำรุงดินทุก 6 เดือน โดยไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกทุกขั้นตอน
ส่วนการให้น้ำ จะให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดตามสภาพภูมิอากาศและความชื้น โดยระบบน้ำหยดของลุงไพวัลย์จะทำงานด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์เป็นการลดต้นทุนการผลิต

“เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5-6 เดือน กล้วยจะเริ่มแตกปลี และใช้เวลาอีกประมาณ 75 วัน จึงจะตัดขายได้ กล้วยหอมคาเวนดิช 1 เครือ จะมีประมาณ 45 หวี และแต่ละหวีจะได้ประมาณ 16-30 ลูก ถ้ามองเป็นรายได้ 1 เครือ ราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท ปลูก 1 ไร่ ได้ 630 เครือ รายได้จึงอยู่ที่ประมาณ 180,000 บาท
1 ปีตัด 2 ครั้ง รวมแล้วก็ประมาณ 360,000 บาทต่อไร่ ถ้าปลูกทั้งหมด 3 ไร่ก็จะได้ 1,000,000 บาท ส่วนราคาลงทุนต่อ 1 ไร่ จะอยู่ที่ประมาณ 90,000 บาท แม้จะดูเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่ลงทุนครั้งเดียวตัดได้หลายครั้ง ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนที่ผ่านการลองผิดลองถูกมา 10 ปี พัฒนาจนประสบความสำเร็จ” ลุงไพวัลย์เผย
ใครที่ปลูกกล้วยจะทราบดีกว่าเมื่อกล้วยออกเครือจำเป็นที่ต้องใช้ไม้ค้ำยึดระหว่างต้นกล้วยกับพื้นดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้วยหักโค่นลงมาอันเนื่องมาจากน้ำหนักของเครือกล้วยที่มีมากเกินไป แต่ยิ่งปลูกกล้วยเป็นจำนวนมากก็ยิ่งต้องใช้ไม้ค้ำยันมากตามไปด้วย เช่นเดียวกัน
“ที่สวนของเราจะไม่ใช้ไม้ค้ำยันเพราะมันสิ้นเปลือง เราปลูกพร้อมกัน โตพร้อมกัน ขนาดจะไม่ห่างกันมาก เราจะใช้เชือกโยงจากต้นหนึ่ง ไปยังอีกต้นหนึ่ง เพื่อให้มันดึงกันเอง ค้ำกันเอง วิธีนี้จะประหยัดค่าไม้ค้ำไปได้เยอะเลย เชือกเส้นเดียวใช้ได้ยาวๆ 3 ปี 5 ปี ไม่ต้องใช้ไม้ ไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่าด้วย” ลุงไพวัลย์เผยเทคนิค

อีกเรื่องที่มักถูกตั้งคำถามสำหรับการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช คือ ตลาดอยู่ที่ไหน ปลูกไปแล้วใครจะซื้อ ก่อนหน้านี้ 7-8 ปี กระแสการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชถือว่ามาแรงมากๆ นิยมปลูกกันเพราะว่าสามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกระแสก็ซาลงไป เพราะไม่ได้รับความนิยมจากตลาดภายในประเทศมากนัก และเป็นกล้วยที่ต้องตัดมาบ่ม ถ้าปล่อยให้สุกคาต้นผลกล้วยจะดำ
และยังมีข้อจำกัดในเรื่องการบ่มกล้วยที่จำเป็นต้องบ่มที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 14 องศาเท่านั้น ทำให้ตลาดของลุงไพวัลย์จะเน้นที่การส่งออก เพราะมีความต้องการที่มากกว่า
“ภายในประเทศจำหน่ายทั้งในรูปแบบค้าปลีก ค้าส่ง แต่ตลาดต่างประเทศมีความต้องสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ต้องการถึง 8,000 ตันต่อปี มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เนื่องจากเป็นกล้วยที่ให้พลังงานสูง น้ำตาลต่ำ นิยมกินในหมู่นักกีฬาและผู้สูงอายุ ส่วนการสุกของกล้วยจะไม่เหมือนกล้วยทั่วไป ปลูกในที่ร้อน สุกในที่เย็น หลังจากตัดออกมาแล้วจะใช้ห้องเย็นช่วยเก็บรักษา บ่มกล้วยในอุณหภูมิ 14 องศา ก่อนทยอยนำออกมาขาย”

กล้วยหอมคาเวนดิชมีตลาดส่วนใหญ่อยู่ที่ต่างประเทศ และเป็นตลาดที่มีความต้องการสูง ทำให้สามารถส่งออกสร้างรายได้เป็นอย่างดี ทำแบบนี้ได้เป็นเพราะลุงไพวัลย์มองหาตลาดก่อนปลูก
“ทำการเกษตรตลาดต้องนำการผลิต ถึงจะอยู่รอดได้ ต้องคิดก่อนว่าจะขายใคร ไม่ใช่ทำก่อนแล้วไปหาตลาด อันนั้นอันตราย เรามีตลาดมีเป้าหมายที่จะไป แล้วค่อยผลิตให้ตรงตามเป้าหมาย ผมมีบทเรียนมาก่อนเลยรู้ว่าต้องทำยังไง คนที่ทำกับผมใน จ.ลพบุรี ก็ขายผ่านผมได้ คนปลูกไม่ต้องขาย คนขายไม่ต้องปลูก”
ใครสนใจข้อมูลการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชของลุงไพวัลย์ แจ่มแจ้ง เพื่อสร้างอาชีพ เสริมรายได้ หรือนำไปจำหน่าย ลุงไพวัลย์พร้อมให้ข้อมูล สอนปลูก สอนดูแล สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สวนกล้วยหอมไร่ไพวัลย์ โทร.08-6104-5519
เทคโนโลยีชาวบ้าน
https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/