พลิก ESG การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน สู่การสร้างมูลค่า ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม ตามสมการของ Earthology Studio

“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์ แต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business Strategy) ที่ต้องเติบโตไปด้วยกันทั้ง Value Chain เพราะอนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจและลงมือทำอย่างตั้งใจตั้งแต่วันนี้” กฤติกา ชัยวิไล ผู้ก่อตั้ง Earthology Studio แบรนด์รักษ์โลก และรองประธานฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด (Thai Taffeta) กล่าว บนเวที Techsauce Global Summit 2026

เธอกล่าวด้วยว่า Earthology มองว่า ทิศทางของ ESG (การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนใน 3 หัวข้อหลัก สิ่งแวดล้อม Environmental, สังคม Social และ ธรรมาภิบาล Governance) กำลังเปลี่ยนจากการเป็นเพียงแนวทางด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างโมเดลที่สามารถวัดผล ขยายผล และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บนเวทีดังกล่าว Earthology Studio ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ภายใต้บทบาท “The Purposeful Catalyst” หรือตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งเป้าหมาย มุ่งเปลี่ยนมุมมองการทำ ESG จากการสร้างภาพลักษณ์หรือกิจกรรม CSR ระยะสั้น ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ขยายผลได้จริง หรือ Scalable ESG พร้อมสร้างคุณค่าทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงตลาดสากล

กฤติกา ได้ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ความสำเร็จให้แก่องค์กรธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยน Waste เป็นสินค้านวัตกรรมที่สร้าง ESG ได้จริง ผ่าน Scalable ESG Blueprint 3 เสาหลัก ได้แก่
1.Vision & Purpose-Driven Intention: การเริ่มต้นด้วยเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงกระบวนการความยั่งยืนแบบครบวงจร (End-to-End) ไม่ใช่มองขยะเป็นเรื่องที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่คือวัตถุดิบใหม่ที่มีศักยภาพ

2.Cross-Industry Ecosystem Synergy: การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ B2B หรือ B2C ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋าไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์สิ่งทอ หรือวัสดุนวัตกรรม

3.Global Passport & Data Traceability: การกำกับกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานสากลและระบบบันทึกข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อแปลงผลลัพธ์เป็นตัวเลข Carbon Footprint Reduction และผลกระทบทางสังคมที่พิสูจน์ได้จริง

“การขับเคลื่อน ESG ให้สำเร็จต้องรักษาสมดุลผ่านสมการ ‘EARTH+ TECH+ OLOGY’ นั่นคือ EARTH – เคารพธรรมชาติและวัตถุดิบท้องถิ่น, TECH – ใช้นวัตกรรมและวิศวกรรมสิ่งทอระดับอุตสาหกรรม, และ OLOGY – ศาสตร์แห่งความเข้าใจในระบบนิเวศและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกองค์กรสามารถ Live More Purposefully หรือดำเนินธุรกิจอย่างมีเป้าหมายได้จริงในทุกๆ วัน” กฤติกา ระบุ

และว่า เพื่อแก้โจทย์ขององค์กรที่ต้องการทำ ESG แต่ขาดเครื่องมือประเมินขยะสิ่งทอ หรือวัสดุเหลือใช้ Earthology จึงได้เปิดตัว “trACE” แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับบริหารจัดการด้วยระบบ Circular System แบบครบวงจร จำนวน 8 โมดูล

โดยชู WAM (Waste Audit Management) เป็นหนึ่งในโมดูลสำคัญที่นำ AI เข้ามาช่วยประเมินความเป็นไปได้ของ Waste ในแต่ละองค์กร โดย AI จะวิเคราะห์และจับคู่ประเภทวัสดุขยะเข้ากับโซลูชันการ Upcycling และนำ Waste ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ยูนิฟอร์มองค์กร กระเป๋า หรือพรีเมียมสินค้าองค์กรได้อย่างเหมาะสมที่สุด

แพลตฟอร์ม trACE ยังออกแบบกระบวนการทำงานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นทางถึงตั้งแต่ขั้น Sourced (จัดเก็บขยะ) Matched (จับคู่นวัตกรรม) Regenerated (แปรรูปเส้นใย) Made (ตัดเย็บชิ้นงาน) Verified (ออกรายงาน ESG) โดยระบบจะคำนวณและแสดงผลลัพธ์เชิงตัวเลขได้อย่างแม่นยำ ทั้งปริมาณขยะที่ลดได้, ปริมาณคาร์บอนที่ลดลง รวมถึงรายได้ที่กระจายกลับสู่ชุมชน ช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการรายงานและประเมินผลด้าน ESG ได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

จุดแข็งที่ทำให้ Earthology แตกต่างจากสตูดิโอดีไซน์ทั่วไป คือการมีรากฐานโรงงานผลิตมาตรฐานสากลจาก Thai Taffeta ที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมสิ่งทอมายาวนานกว่า 30 ปี พร้อมมาตรฐานการรับรองระดับสากล เช่น GRS, OEKO-TEX และ Bluesign ทำให้สามารถรองรับทั้งงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

ส่วนศักยภาพการบริการสำหรับกลุ่ม B2B ระหว่างธุรกิจด้วยกัน ในปี 2026 ด้วยศักยภาพโรงงานของเรา ทำให้เราดูแลโซลูชันความยั่งยืนได้แบบ End-to-End ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่ผ่านมา ได้รับความไว้วางใจจากพาร์ทเนอร์องค์กรชั้นนำมากมาย อาทิ SCG Chemicals ในโครงการ Nets Up, Frasers Property รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

ขณะเดียวกัน ในฝั่งพัฒนาวัตถุดิบ Earthology ยังคงดำเนินงานภายใต้แนวคิด Active Partnership และปรัชญา Better as a Whole โดยเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบในประเทศไทย เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งทอ และการดีไซน์เข้าไปยกระดับเศษวัสดุหรือขยะในพื้นที่ ให้กลายเป็นวัตถุดิบสิ่งทอมาตรฐานสากล สร้างระบบการรับซื้อและโครงสร้างรายได้ใหม่ที่เป็นธรรม คืนความภาคภูมิใจให้คนในท้องถิ่นว่างานจากภูมิปัญญาและวัสดุชุมชนสามารถก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของสินค้านวัตกรรมบนเวทีระดับโลกได้

จากความสำเร็จล่าสุดที่สะท้อนการทำงานแบบครบวงจร คือการพัฒนาผ้านวัตกรรมไฮบริด ReNylon x ReSilk ชิ้นแรกของโลก ร่วมกับ SCGC Nets Up (ผู้แปรรูปขยะอวนประมงชายฝั่งเป็น Marine Material) และ Jim Thompson (แบรนด์ลักชัวรีระดับสากล) บนเวทีเสวนา Techsauce Global Summit 2026 โดย Earthology ทำหน้าที่ใช้นวัตกรรมการทอขั้นสูงผสานความทนทานของ ReNylon เข้ากับความเงางามของ ReSilk จนได้ผ้านวัตกรรมไฮบริด ReNylon x ReSilk ครั้งแรกของโลกที่คงคุณภาพได้อย่างดีเยี่ยม

เราเชื่อว่าสินค้าที่เกิดจากการรีไซเคิลต้องสวยงาม ทนทาน และใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่รีไซเคิลแล้วพอไม่สวย คนไม่ใช้ มันก็กลายเป็นขยะอีกครั้ง การพิสูจน์ให้ฝั่ง B2C ผู้บริโภค เห็นว่าวัสดุ ESG สามารถทำเป็นสินค้าคุณภาพได้ จึงเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจว่า ESG ไม่ใช่ต้นทุนที่เสียเปล่า แต่คือโอกาสทางการตลาดใหม่ และในอนาคตเรามีแผนจะขยายสินค้านวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภคฝั่ง B2C อีกด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน