“นี่ไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่มันคือจุดเริ่มต้นของชีวิต”
ประโยคนี้ของ เอ็ดดี สก็อตต์ อาสาสมัครชาวอังกฤษวัย 30 ปี สะท้อนความหมายของซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ (Superhumans Center) ศูนย์ฟื้นฟูผู้บาดเจ็บจากสงครามในเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งช่วยให้ทหาร พลเรือน และเด็กที่สูญเสียอวัยวะจากสงคราม กลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

เอ็ดดี สก็อตต์
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2025 เอ็ดดีถูกโดรนเอฟพีวีโจมตีขณะช่วยอพยพพลเรือนออกจากเมืองโปครอฟสก์ ทางตะวันออกของยูเครน แรงระเบิดทำให้เขาสูญเสียแขนซ้ายและขาซ้าย และเกือบเอาชีวิตไม่รอด
วันนี้เขากลับมาทำงานในฐานะทูตของซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ สถานที่ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงรักษาบาดแผลทางร่างกาย แต่ช่วยให้ผู้บาดเจ็บกลับมามีอิสระและเริ่มต้นชีวิตใหม่
♦ จากการรักษา สู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่
ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 หลังรัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบกับยูเครน โดยเกิดจากความร่วมมือของนักธุรกิจชาวยูเครน อันดรีย์ สตาฟนิตเซอร์ และฟิลิป ฮรุชโก มีโอลกา รูดเนวา เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และฮาวเวิร์ด จี. บัฟเฟตต์ สนับสนุนเงินทุนเริ่มต้น 16.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความสูญเสียจากสงคราม
ศูนย์ให้บริการผ่าตัดสร้างใหม่ ศัลยกรรมตกแต่ง การรักษาผู้บาดเจ็บทางกระดูกและใบหน้า การทำอวัยวะเทียม กายภาพบำบัด ตลอดจนการดูแลสุขภาพจิต รวมถึงผู้ที่มีภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
แนวคิดสำคัญคือการดูแลผู้ป่วยเป็นรายบุคคล เพราะผู้บาดเจ็บแต่ละคนมีความต้องการต่างกัน บางคนต้องเรียนรู้การเดินด้วยขาเทียม บางคนต้องผ่าตัดหลายครั้ง ขณะที่บางคนต้องฟื้นฟูร่างกายควบคู่กับการเยียวยาจิตใจ
อันดรีย์ อิชชีก ผู้จัดการฝ่ายสื่อของศูนย์ กล่าวว่า ซูเปอร์ฮิวแมนส์ดำเนินงานในรูปแบบมูลนิธิการกุศล โดยรับเงินสนับสนุนจากบริษัทและบุคคลทั้งในยูเครนและต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ ทำให้ต้องระดมทุนอย่างต่อเนื่อง

ภาพเมื่อเอ็ดดีรักษาตัวที่โรงพยาบาล
เอ็ดดีเล่าว่า เดิมทีผู้ก่อตั้งต้องการสร้างศูนย์ฟื้นฟูที่ดีที่สุดในยูเครน แต่เมื่อโครงการเดินหน้า ความตั้งใจได้ขยายไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าคือ การสร้างศูนย์ฟื้นฟูที่ดีที่สุดในโลก
หลังวางแผนประมาณ 7 เดือน ศูนย์เริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 2023 และเปิดรับผู้ป่วยในเวลาต่อมา โดยพยายามรวมกระบวนการรักษาไว้ในพื้นที่เดียว ตั้งแต่การผ่าตัด การทำอวัยวะเทียม ไปจนถึงกายภาพบำบัด
ศูนย์มีเตียงผู้ป่วย 86 เตียง รวมถึงเตียงผู้ป่วยวิกฤต 6 เตียง พร้อมห้องผ่าตัดและพื้นที่ฟื้นฟูร่างกาย โดยมีการปรับบริการอย่างต่อเนื่องตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น

เอ็ดดีพูดคุยกับนักข่าวจากอาเซียน
♦ จากนักเดินเรือ สู่ชีวิตกลางสงคราม
ก่อนสูญเสียแขนและขา เอ็ดดีทำงานบนเรือยอชต์ส่วนตัวมาประมาณ 10 ปี เดินทางไปทั่วโลก แต่เมื่อรัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบในปี 2022 เขาตัดสินใจเดินทางมายูเครนเพื่อทำงานด้านมนุษยธรรม
ในเดือนตุลาคมปีนั้น เขาซื้อรถกระบะและเดินทางมายูเครน ตั้งใจจะอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่สุดท้ายกลับอยู่ต่อเพื่อช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ทางตะวันออก โดยเฉพาะภูมิภาคดอนบาส ทั้งซ่อมถนนที่ใช้ในการอพยพ ซ่อมแซมอาคาร จัดหาน้ำสะอาด และทำงานด้านการแพทย์หลังผ่านการฝึกเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์
งานของเขาค่อยๆ เข้าใกล้แนวหน้ามากขึ้น จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2025

ประธานาธิบดียูเครน เยี่ยมซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์ เมื่อปี 2567
วันนั้นเอ็ดดีและทีมใช้รถหุ้มเกราะสีขาวที่มีเครื่องหมายแสดงว่าเป็นรถอพยพด้านมนุษยธรรม พวกเขาไม่ได้พกอาวุธหรือสวมเครื่องแบบทหาร ทีมช่วยนำพลเรือน 3 คนและสุนัข 1 ตัวออกจากเมืองโปครอฟสก์ได้อย่างปลอดภัย ก่อนย้อนกลับเข้าไปช่วยคนอีก 2 คน
ระหว่างเดินทางออกจากเมือง โดรนเอฟพีวีพุ่งทะลุหลังคารถ แรงระเบิดทำให้แขนซ้ายของเอ็ดดีขาดและขาซ้ายบาดเจ็บสาหัส เขาเสียเลือดอย่างหนัก ก่อนหัวหน้าทีมจะช่วยใส่สายรัดห้ามเลือดและนำตัวออกจากพื้นที่เพื่อส่งโรงพยาบาล
เอ็ดดีเชื่อว่าหากการอพยพล่าช้ากว่านั้น หรือแรงระเบิดเปลี่ยนตำแหน่งไปเพียงเล็กน้อย เขาอาจไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้
หลังสูญเสียแขนและขา เอ็ดดีต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตใหม่ แต่เขาเลือกมองสิ่งที่ยังทำได้ แทนการเปรียบเทียบชีวิตปัจจุบันกับช่วงก่อนเกิดเหตุ

อันดรีย์ อิชชีก ผู้จัดการฝ่ายสื่อของซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์
“ผมไม่ได้คิดถึงสิ่งนี้เมื่อเทียบกับชีวิตจริงของผมก่อนหน้านี้ ผมคิดถึงมันเมื่อเทียบกับการไม่มีอะไรเลย”
สำหรับเขา อวัยวะเทียมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งทดแทนส่วนที่สูญเสีย แต่ช่วยให้กลับมาเดินทางและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ แม้จะยอมรับว่ามีกิจกรรมบางอย่างที่ไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม
ประมาณ 6 เดือนหลังได้รับบาดเจ็บ เอ็ดดีกลับไปปีนเขาที่สเปนและเข้าร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติ เขายังทำกิจกรรมยิงปืนและพยายามหาวิธีปรับกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้พิการเข้าร่วมได้
สำหรับเขา การฟื้นฟูไม่ได้หมายถึงการทำให้ผู้พิการกลับไปเป็นคนเดิมทุกอย่าง แต่คือการช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้มากที่สุด
♦ เด็ก 9 ขวบที่กลายเป็น ‘เจ้าของศูนย์’
ผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามที่ซูเปอร์ฮิวแมนส์ไม่ได้มีเพียงทหารที่กลับมาจากแนวหน้า แต่ยังรวมถึงพลเรือนและเด็กที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียอวัยวะตั้งแต่อายุยังน้อย
เอ็ดดีเล่าถึง อาร์เทม เด็กชายวัย 9 ขวบจากเมืองเคอร์ซอน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรถถังเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน แม่ของเขาต้องลากลูกออกจากรถ และอาร์เทมสูญเสียขาจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แม้ต้องเผชิญกับความสูญเสียตั้งแต่วัยเด็ก แต่อาร์เทมกลับเป็นคนร่าเริงและมองโลกในแง่ดี เอ็ดดีเรียกเขาว่าเป็นหนึ่งในคนที่มองโลกในแง่ดีที่สุดเท่าที่เคยพบ
“เขาอายุ 9 ขวบ และเขาเป็นคนคุมศูนย์แห่งนี้”

คณะผู้สื่อข่าวอาเซียน เยี่ยมซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์
เอ็ดดีหัวเราะเมื่อพูดถึงเด็กชายผู้เป็นนักดนตรีและมีบุคลิกโดดเด่น จนกลายเป็นเหมือน “ลูกบอลพลังงาน” ที่วิ่งไปทั่วศูนย์
สำหรับเจ้าหน้าที่ อาร์เทมเป็นเครื่องเตือนใจถึงเหตุผลที่พวกเขาต้องทำงานต่อ ขณะที่สำหรับเด็กชาย การได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่เข้าใจประสบการณ์การสูญเสียคล้ายกัน ช่วยให้เขารู้สึกว่าไม่ได้เผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง
“เขาถูกล้อมรอบด้วยพี่ชาย พี่สาว ที่กำลังผ่านการบาดเจ็บแบบเดียวกัน และเขารู้ว่าเขาจะไม่เป็นไร”
เอ็ดดีมองว่า ทุกคนควรมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทหาร พลเรือน หรือเด็ก ศูนย์แห่งนี้จึงเป็นมากกว่าสถานพยาบาล แต่เป็นชุมชนของผู้คนที่กำลังเรียนรู้การใช้ชีวิตกับร่างกายที่เปลี่ยนไป


ผู้รับการบริการทำกายภาพบำบัด ที่ซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์
♦ หากสงครามจบลง พวกเขาจะได้รับการดูแลต่ออย่างไร?
ความท้าทายของซูเปอร์ฮิวแมนส์ไม่ได้อยู่เพียงการรักษาผู้ป่วยในวันนี้ แต่ยังรวมถึงการดูแลพวกเขาในระยะยาว
เอ็ดดีระบุว่า ศูนย์ยังต้องการเงินบริจาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศในด้านการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้ โดยมีแนวคิดที่จะนำรูปแบบการดำเนินงานไปประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นด้วย
สำหรับผู้ที่สูญเสียแขนหรือขา การฟื้นฟูไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อออกจากโรงพยาบาล พวกเขาอาจต้องเปลี่ยนอวัยวะเทียม กลับมาฝึกเดิน หรือรับการรักษาเพิ่มเติมตลอดชีวิต
“อีก 10 ปีข้างหน้า ผมจะไปเอาขาใหม่ที่ไหน นั่นคือสิ่งที่เราคิดกัน”
คำถามนี้สะท้อนความจำเป็นในการสร้างระบบดูแลระยะยาว เพื่อให้ผู้บาดเจ็บยังสามารถเข้าถึงการรักษาและอุปกรณ์ที่จำเป็นได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลังสงครามสิ้นสุด

อาคารหลักของซูเปอร์ฮิวแมนส์ เซ็นเตอร์
♦ ภรรยา ฟาร์ม แล้วก็พักผ่อน
ก่อนเดินทางมายูเครน เอ็ดดีไม่เคยคิดว่าจะต้องวางแผนชีวิตล่วงหน้าหลายปี ในพื้นที่แนวหน้า สิ่งที่เขาคิดอาจเป็นเพียงว่าจะผ่านอีก 10 นาที หรือผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร
หลังได้รับบาดเจ็บ เขากลับต้องเริ่มคิดถึงอนาคตที่ยาวไกลขึ้น
“จู่ๆ ผมก็คิดว่า ผมน่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอีก 10 ปี แล้วผมจะวางแผน 10 ปีได้อย่างไร ในเมื่อที่ผ่านมาไม่เคยวางแผนเกินหนึ่งสัปดาห์”
เมื่อถามถึงชีวิตที่ต้องการหลังสงครามสิ้นสุด คำตอบของเขาเรียบง่าย “ภรรยา ฟาร์ม แล้วก็พักผ่อน”
เอ็ดดีต้องการอยู่ในยูเครนต่อไปและใช้ชีวิตอย่างสงบในชนบท หลังเผชิญความเสี่ยงและความวุ่นวายมานานกว่าทศวรรษ
จากคนที่ครั้งหนึ่งไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 30 ปีหรือไม่ วันนี้เขากำลังพูดถึงชีวิตในอีก 10 ปีข้างหน้า
แขนและขาของเขาอาจไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม ชีวิตก็อาจไม่เหมือนเดิมเช่นกัน แต่สำหรับเอ็ดดี นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตจบลง
มันหมายความว่า ชีวิตกำลังเริ่มต้นอีกครั้ง
คนธ์พงษ์ ธนัชพงศ์จิระ