กำลังใจ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต

กำลังใจ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต : หน้าสตรี

กำลังใจ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต 

กำลังใจ – ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นในชีวิตได้ไหม…

หากวันหนึ่งคุณประสบอุบัติเหตุต้องกลายเป็นผู้พิการ หรือ ล้มป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่ยากจะรักษา

คำตอบที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ น่าจะมาจาก Life is Miracle หนึ่งในหัวข้อสนทนาจากงาน 20 ปี HA National Forum : Change and Collaboration for Sustainability จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)

กำลังใจ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต : หน้าสตรี
ณิชชารีย์

ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ และ ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ นำประสบการณ์ของพวกเธอมาแบ่งปัน เชื่อว่าหลายคนที่ได้ฟังเสวนาในครั้งนี้จะมีมุมมองใหม่ๆ ให้ขบคิดกันอย่างมีความสุข

ณิชชารีย์เล่าเรื่องราวของเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แม้ว่าเธอจะเสียขาทั้งสองข้างไปเพราะอุบัติเหตุที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างรอรถเข้าสู่ชานชาลาเธอพลาดตกลงไปบนราง โชคร้ายที่รถไฟฟ้าวิ่งมาพอดีในจังหวะนั้น ทำให้เธอบาดเจ็บสาหัส

กำลังใจ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต : หน้าสตรี

นอกจากบาดแผลทางร่างกาย เธอยังต้องต่อสู้คดีเพื่อรับการเยียวยาอย่างยืดเยื้อ

เหตุการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่ในประเทศไทย แม้จะนานหลายปีแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงจำเธอได้ วันนี้ณิชชารีย์หัดใช้ขาเทียมจนเดินได้คล่องแคล่ว

จากคนเคยเป็นผู้รับกำลังใจ เธอเปลี่ยนความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นมา สร้างพลังบวกให้ตัวเอง จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งยังกลายมาเป็นผู้สร้างกำลังใจเพื่อส่งต่อพลังบวกนี้ไปยังคนอื่นๆ อีกมากมาย

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ณิชชารีย์ยอมรับว่าเคยท้อมากในช่วงที่ต้องรับการรักษาหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

กำลังใจ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต : หน้าสตรี

“ตอนเกิดอุบัติเหตุ เราเห็นเหตุการณ์ มันเกินเจ็บแต่ชาจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว พยายามกระดิกนิ้วเท้าแต่ไม่สามารถกระดิกได้ คิดว่าต้องถูกตัดขาแน่ พอมาอยู่โรงพยาบาล มียา มีสายต่างๆ มีเครื่องบางอย่างต่อเข้ามาทำให้เราเจ็บมาก สิ่งพิเศษสำหรับเราในตอนนั้นคือมอร์ฟีน ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้ติดอบายมุขใดๆ เรามีชีวิตอยู่แบบนั้น อยู่เฉพาะภายในห้องไปไหนไม่ได้เป็นเดือน”

ระหว่างการรักษา เธอมองเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยของคนที่มาเยี่ยม แม้ว่าจะมาพร้อมของฝากที่สดใส เมื่อเห็นแบบนี้มากเข้าเธอจึงฉุกคิดขึ้นว่า การเห็นคนมาเยี่ยมด้วยสภาวะที่เศร้ากว่ามันไม่โอเค หากมีโอกาสเธออยากเปลี่ยนแปลงตรงนี้ นั่นจึงเป็นที่มาของงานปัจจุบันที่เธอทำ คือการเป็น “ผู้สำรวจความสุข” ในโรงพยาบาล

“การเป็นนักสำรวจความสุข คือการเข้าไปหาผู้ป่วย ไปคุย ไปถาม คอยเป็นเพื่อน ประสานคนนั้นคนนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้มีความสุข ความจริงไม่เฉพาะในโรงพยาบาล ช่องว่างนี้เป็นกันทุกคน มนุษย์มักไม่ค่อยสื่อสารกัน หมอไม่รู้จะบอกดีไหม หรือคนไข้ก็ไม่กล้าถาม แต่เราเป็นคนที่เขาเปิดใจให้ได้ เราเข้าใจและเป็นที่พึ่งให้เขาได้ การที่เราเกิดอุบัติเหตุมา เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นอนาคตได้”

ณิชชารีย์บอกว่าอุบัติเหตุทำให้มองเห็นคุณค่าในชีวิตมากขึ้น มองหลายๆ เรื่องในมุมบวกขึ้น การคิดบวกเป็นเรื่องที่ฝึกได้

“เริ่มต้นเลยก็คือมองว่าเราทำอะไรได้ตอนนี้ แล้วหาเป้าหมาย หาต้นแบบให้ชีวิต หาแรงบันดาลใจจนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายมาได้ การคิดบวกไม่ได้หมายความว่าต้องคิดทุกอย่างให้บวก อันนั้นคือโลกสวย แต่คิดบวกคือการคิดถึงการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตมากกว่า” ณิชชารีย์กล่าว

ด้าน ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ อดีตผู้ป่วยที่โชคไม่ดีนัก เธอป่วยเป็นมะเร็งและเมื่อได้รับการรักษาจนคิดว่าหายแล้วกลับเป็นซ้ำอีก และคราวนี้หมอบอกว่าดูไม่มีหวังนัก

“เป็นมะเร็งซ้ำ ไม่มีอะไรน่าเสียใจเท่าไม่มีทางหาย” แต่เธอยังพยายาม

หลังจากค้นหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อสู้ เธอพบว่าทางรอดมีทางเดียวคือต้องใช้สเต็มเซลล์ซึ่งต้องเข้ากัน ดีที่สุดคือของตัวเอง แต่เธอไม่สามารถเก็บได้ ลองไปหาจากญาติหรือจากคลังสเต็มเซลล์ต่างๆ ไม่มีที่ใดเข้ากับเธอได้

“วันนั้นเศร้ากว่าวันที่เรารู้ว่าเป็นมะเร็ง คือวันที่หมอบอกว่าเก็บสเต็มเซลล์ไม่ได้ เพราะเป็นทางออกเดียวของเรา เรารู้สึกว่าเราไม่เคยท้อ แต่วันที่คนในบ้าน หมอและทีมงานท้อ บอกให้พอ เรารู้สึกสิ้นหวัง”

แต่ศิรินทิพย์ยังไม่หยุดที่จะสู้ เธอบอกกับหมอว่าจะดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงที่สุด เพื่อให้หมอรักษาอย่างไรก็ได้ ถึงเสียชีวิตก็ไม่ฟ้อง จะทดลองด้วยยาตัวใดก็ได้

“เราสู้จนไม่รู้จะสู้อย่างไรแล้ว จนมาคิดได้ว่าชีวิตไม่ใช่การต่อสู้ เราเปลี่ยนสมการความคิดเป็นศิโรราบ คำนี้ไม่ได้หมายถึงยอมแพ้ แต่คือการยอมรับ เราไปหาความหวัง สร้างศรัทธาของเราเอง ขอพรจากพระเจ้า เราอยากมีชีวิตต่อ อยากทำอะไรดีๆ ต่อไป เราเปลี่ยนจากเคยเป็นคนวางแผนชีวิตแบบล่วงหน้าเป็นปีสองปี ตอนนี้เรามองเป็นนาทีต่อนาที”

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ศิรินทิพย์บอกว่าเมื่อศิโรราบให้กับมะเร็ง กลับกลายเป็น ยาคีโมตอบสนองต่อโรค เมื่อไม่ได้มองว่าการที่เราเกิดมาเพื่อสู้แต่เกิดมาเพื่อสร้างกำลังใจในที่สุดก็กลายเป็นรักษาได้

ในช่วงท้าย ศิรินทิพย์ฝากข้อคิดในการอยู่กับมะเร็งอย่างเป็นสุข 10 ข้อ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคนอื่นๆ คือ 1.ยอมรับความจริง กลับมาอยู่กับปัจจุบัน อย่าเอาอดีตที่แก้ไม่ได้มาย้ำเตือน 2.อยู่กับคนและบรรยากาศที่เป็นบวก 3.มีสติรู้เท่าทันตัวเอง 4.ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น 5.อยู่กับปัจจุบันไม่กังวลถึงอนาคต ส่วนอดีตแก้ไม่ได้แล้ว 6.มองโลกตามความเป็นจริง มีความสุขกับสิ่งรอบตัว มีความหวังกับสิ่งที่เชื่อมั่น 7.ให้รางวัลตัวเองเมื่อมีโอกาส 8.ตั้งเป้าหมายและความฝันในชีวิตใหม่ 9.ใช้ชีวิตตามปกติ และสุดท้าย 10.แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้คนอื่นเพื่อเติมพลังในตัวเอง

“ชีวิตคนเราท้อได้ มีวันที่จะหมดแม็กได้ ต้องกลับมาใช้ชีวิตที่เป็นปกติ สร้างสมดุลจากภายใน อย่าสุดโต่ง ทำจิตใจให้สบาย เราอย่าลืมว่าเราช่วยเหลือทุกคนไม่ได้ แต่เราสามารถทำด้วยจิตใจที่อยากให้จริงๆ ได้” ศิรินทิพย์ทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ (ตอนจบ) : รู้ไปโม้ด
บทความถัดไป12 สามเณรน้อยปี 8 สัญจรสู่สวนโมกข์ : สดจากเยาวชน