สร้างความฮือฮาให้วงการภาพยนตร์ในเมืองไทยได้ในระดับที่ต้องจับตามอง สำหรับภาพยนตร์ เรื่อง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ภาพยนตร์ไทยสไตล์อีสาน ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมือง ส่วนหนึ่งมาจากความที่หนังบอกเล่าเรื่องราวของคนอีสาน อย่างตรงไปตรงมา ผ่านการตีความของผู้กำกับหนุ่มไฟแรงอย่าง “ศัก สุรศักดิ์ ป้องศร” ทำให้โดนใจแฟนหนังทั่วภาคอีสาน
นอกจากความสนุกของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว แง่มุมชีวิตบางส่วนของ สุรศักดิ์ เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย
บรรทัดต่อจากนี้ไปเป็นความพยายามของสุรศักดิ์ ที่ต้องการบอกเล่าความเป็นลูกอีสานผ่านหนังไทยบ้าน เดอะซีรีส์ รวมถึงบางแง่่ชีวิตที่น่าศึกษาของผู้กำกับหนุ่ม
ถ่ายทอดวัฒนธรรมอีสานผ่าน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์”
ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ ความตั้งใจจริงต้องการสื่อออกไปให้ดูมีความดิบมากที่สุด เพราะหนังแนวอีสานที่เคยมีมายังไม่ลงลึกถึงขั้นรายละเอียด จึงตั้งใจลงรายละเอียดแบบไทบ้านให้มากที่สุด แต่ละฉากพยายามใส่รายละเอียดต่างๆของความบ้านนอกที่เคยสัมผัส เช่น ฉากเปิดตัวที่จาลอดวิ่งเข้าห้องน้ำบ้านตรงข้ามตนเอง สิ่งที่อยากสื่อให้คนเห็นคือ ขอเข้าห้องน้ำบ้านคนอื่นได้อย่างสบายใจ โดยที่ยังมีความเป็นกันเองอยู่ เพราะในปัจจุบันในกรุงเทพคงไม่สามารถทำอะไรทำนองนี้ได้แล้ว

นอกจากนี้ด้านประเพณียังมีการเวียนเทียน เล่นบั้งแก๊ส ที่เป็นเครื่องเล่นสมัยก่อนในงาน มีการดีดลูกแก้ว เป่ายาง และฉากที่พี่น้องคือ จาลอดกับมืดใส่เสื้อตัวเดียวกัน แถบอีสานก็ยังมีวิถีชีวิตแบบนี้ที่น้องได้รับมรดกตกทอดจากพี่ โทรศัพท์ก็เล่นด้วยกัน เสมือนการแบ่งปันกัน ฉากผู้ใหญ่บ้านที่เป็นเสาหลักของหมู่บ้าน ชาวบ้านจะทำอาหารและแบ่งปันกัน พยายามใส่รายละเอียดลงไปทุกฉาก เรียกว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ได้สอดแทรกไว้ในหนังอย่างไหลลื่น แต่ผู้ชมส่วนใหญ่กลับไม่สังเกต เพราะเนื้อเรื่องจะโดดเด่นในเรื่องของความสนุกสานาน ความตลก ผู้ชมก็จะโฟกัสจุดนั้นมากกว่า
ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดความเป็นคนอีสานในอุดมคติ
ภาพยนตร์ต้องการเล่าเรื่องให้ออกมาเป็นภาพของภาคอีสานในช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 10-15 ปี ผสมกับภาพภาคอีสานในปัจจุบัน ที่พยายามนำมาผสมกันเพราะว่าภาพยนตร์เรื่องถ่ายทำในช่วงของการเปลี่ยนแปลง คล้ายกับเรื่องแฟนฉัน ที่อยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน

ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ จะอยู่ในช่วงของการกำลังพัฒนา คือ มีเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึง ตั้งใจให้สื่ออกมาเป็นการคาบเกี่ยวกันของยุคที่มีการเปลี่ยนแลง เช่น มีตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นคนนำเทคโนโลยีเข้ามาในหมู่บ้าน ที่จริงแล้วภาคอีสานพัฒนาไปด้วยกันทั้งหมด เพียงแค่ภาพยนตร์ไม่ได้เลือกที่จะเล่าในมุมนั้น แต่เลือกเล่าในมุมที่อีสานมีความสงบและสวยงาม และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ซึ่งความจริงแล้วอีสานไม่ล้าหลังแต่เลือกใช้ชีวิตแบบสงบ
สังคมที่คนบูชาใบปริญญา แต่เรียนไม่จบก็ประสบความสำเร็จได้
ใบปริญญาจะสำคัญในเชิงของคนที่ต้องการทำงานประจำ แต่สำหรับ สุรศักดิ์ ไม่ได้คิดแบบนั้น ทำให้ในขณะนี้แม้ผ่านมา 8 ปีแล้ว แต่เขายังเรียนไม่จบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะมีความตั้งใจตั้งแต่เริ่มต้นและเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากทำธุรกิจส่วนตัว เคยทำงานประจำประมาณ 1 ปี แต่รู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์ชีวิตของตัวเอง รู้สึกไม่มีความสุข และกว่าจะออกจากกรอบตรงนั้นใช้เวลานนานมาก แต่ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ทั้งครอบครัว แฟน การเรียน และออกมาเดินด้วยตัวเอง

ตอนแรกก็ล้มลุกคุกคลาน จนทำให้เราคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ที่จริงไม่อยากให้ยึดติดกับใบปริญญา คือบางคนเข้าไปเรียนอยากได้ใบปริญญา แต่สำหรับศัก “ไม่ได้อยากได้ใบปริญญา อยากได้ความรู้มากกว่า” เวลาที่เข้าไปเรียนวิชาไหนอยากได้ความรู้จะตั้งใจให้มากเป็นพิเศษ และตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทั้งเป้าหมายที่เกินคาด มีผู้ชมเข้าชมภาพยนตร์เต็มโรง เพราะก่อนหน้านั้นคาดหวังไว้แค่ครึ่งโรงก็รู้สึกดีแล้ว และสิ่งที่รู้สึกภูมิใจคือ มีผู้ชมมากมายอินกับภาพยนตร์ของเรา ไม่คาดคิดว่าผู้ชมจะอินขนาดนี้
ภาพยนตร์ที่หาทุนสร้างอย่างยากลำบาก
กว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์สักเรื่องทุนสร้างถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ หลังจากคลอดบท “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ออกมาก็เริ่มวิ่งหานายทุนและสปอนเซอร์ แต่ก็ไม่มีใครให้ จึงทำเป็นตัวอย่างภาพยนตร์เผยแพร่ในโลกออนไลน์ ทำให้มีกระแสในระดับหนึ่ง และมุ่งหานายทุนต่อแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเขาคงไม่ไว้ใจ ด้วยความที่ยังไม่มีชื่อเสียง แต่ไม่ได้โทษใคร เพราะคิดว่าถ้าจะให้เงินใครก็ต้องมั่นใจว่าทำสำเร็จได้ ถึงจะท้อแต่ก็ไม่เคยถอย มุ่งหน้าหาทุนไปเรื่อยๆทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ

แต่สุดท้ายก็มาจบที่จังหวัดบ้านเกิดของตนเอง คือ ศรีสะเกษ เพราะ เฮียโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ ให้การสนับสนุน อันที่จริงแล้วเฮียโต้ง เฝ้าดูเราอยู่ห่างๆ เหมือนปล่อยให้ลองหาทุนด้วยตนเองก่อน ถ้าหาไม่ได้ยังไงค่อยกลับมาหาเฮียโต้ง และเฮียโต้งก็บอกว่าถ้าทำหนังออกมาไม่ได้อะไรก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้กำไรก็ตอบแทนบ้าง ตอนแรกขอทุนไป 3 ล้าน แต่เฮียโต้งให้เงินส่วนตัว 2 ล้าน และถามว่าทำได้ไหม จึงตอบว่าทำได้
ทุน 2 ล้านบาทนี้ถ้าเทียบกับหนังทั่วไปถือว่าน้อยมาก โดยทั่วไปหนังเรื่องหนึ่งใช้ทุนสร้างขั้นต่ำที่ 10 ล้าน แต่ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ โลว์คอสทุกอย่าง ทั้งโปรดักชั่น นักแสดงค่าตัวไม่ได้จ่าย บอกกับนักแสดงว่าถ้ามีก็จะให้ ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ให้ พยายามเป็นพี่เป็นน้อง ไม่ได้เป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง มีความสนิทกันเมื่อสนิทกันคุยอะไรก็ง่ายขึ้น และตอนนี้รายได้หนังประมาณเกือบ 20 ล้าน และยังเดินสายโปรโมทแทบทุกจังหวัดในภาคอีสาน
“ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์” หนังเฉพาะกลุ่มของคนอีสาน ?
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นภาพยนตร์เฉพาะกลุ่ม เพราะความตั้งใจแรกเราต้องการทำให้คนอีสานดู ถ้าเราไปฉายทั่วประเทศอาจจะกลายเป็นกร่อย จึงเจาะกลุ่มเฉพาะคนที่เราอยากให้ดูก่อน ถ้ามันดีจึงค่อยขยายออกไป ในใจลึกๆก็หวังว่าจะได้ฉายทั่วประเทศ แต่ก็ไม่ได้หวังมาก

แต่ผลที่ออกมาปรากฎว่าคนที่ไม่ใช่คนอีสานเข้าดูเยอะ ต่างบอกว่ารู้เรื่อง เข้าใจ สามารถอินไปกับบทและกับนักแสดง และยังบอกไว้ว่าถ้าเป็นคนอีสานเองเขาคงจะเข้าใจและอินมากกว่านี้ นั่นหมายความว่าก็เป็นหนังทั่วไปที่คนทั่วไปสามารถดูได้ ตอนนี้ฉายทั่วประเทศแล้ว แต่ไม่ได้ฉายทุกโรงด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่น้อยของเราเอง
คนดูจะได้อะไรจากไทบ้านเดอะซีรี่ส์
ถ้าจะไปดูหนังเรื่องนี้ ไม่ต้องคาดหวังอะไรมาก ไปดูแล้วอยากให้รู้สึกว่าผ่อนคลาย แต่สิ่งหนึ่งที่คิดว่าจะได้กับมันจริงๆ คือ เห็นวิถีชีวิตแบบบ้านๆ ความเป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริง ณ ตอนนี้ ถ้าให้เวลามันเลยไปอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อเรากลับมาดูอีกรอบหนึ่งเราก็ยังจะคิดถึงบรรยากาศตรงนี้อยู่ และถ้าอีก 10 ปีข้างหน้าให้กลับมาทำหนังให้ได้แบบนี้ คงทำไม่ได้ เพราะมันเป็นหนังที่อยู่ในช่วงจังหวะที่มันเหมาะเจาะและต้องตอนนี้ เวลานี้ โอกาสนี้เท่านั้น เพราะถ้าผ่านไปแล้วทำหนังสไตล์นี้ไม่ได้แล้ว เพราะเหมือนเป็นหนังที่บันทึกช่วงเวลาเหตุการณ์บางอย่าง ณ เวลานี้ ของคนอีสานไว้
และถ้าจะให้พูดถึงนิยามของหนังเรื่องนี้คงต้องบอกว่า ‘ถึงเวลาแล้วที่หน้าหล่อหลบไป เพราะไทบ้านจะเดิน’ ติดตามผลงานกำกับของ “ศัก สุรศักดิ์ ป้องศร” ได้ใน ภาพยนตร์ภาพยนตร์อีสาน มาดอบอุ่น “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ตอนนี้ในโรงภาพยนตร์
ศศิประภา ดีรบรัมย์ / รายงาน




