คอลัมน์ หลอน

นทธี ศศิวิมล

เข่งเพื่อนผมมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจเอาเสียเลย เข่งชอบอ่านหนังสือผี ดูหนังผี ฟังเรื่องเล่าผีๆ อย่างจากรายการเดอะช็อค แม้แต่ใครบอกจะเล่าเรื่องผีให้ฟังมันก็จะชอบมาก หูผึ่ง แถมกระเถิบตัวเข้าใกล้ด้วย แต่เข่งก็เป็นคนที่กลัวผีมากที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่สมัยเรียนล่ะ ขึ้นตึกคนเดียวก็ไม่ได้ ยิ่งตึกหรืออาคารนั้นมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีๆ อย่าให้มันได้เดินขึ้นหรือเดินลงคนเดียวเลย ผมรู้จักมันมาตั้งแต่สมัยใหม่ ถึงวันนี้เกิน สี่สิบปีแล้ว อายุพวกเราครบสิบห้ากันหมดแล้ว มันก็ยังกลัวผีไม่เสื่อมคลาย

เพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเพราะมันไม่มีลูกไม่มีเมียละมั้ง ผมก็คิดว่าไม่น่าเกี่ยว บางคนก็บอกว่าเพราะไม่มีคนใกล้ชิดในครอบครัวเสียชีวิตลงมั้ง อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายมันอยุ่ครบ ลุงป้าน้าอา พี่น้อง อยู่ครบ ครอบครัวมันมีแต่คนอายุยืนกันทั้งนั้น ผมเข้าใจข้อสงสัยนี้ก็เพราะวัดจากตัวเอง ผมก็เคยกลัวผีตอนเด็กๆ

แต่แปลกที่ตอนยายผมเสีย ตอนผมอายุ 15 ไปนั่งเฝ้าศพยายทั้งคืน เนื่องจากสมัยนั้นไม่ได้ฉีดยาให้ศพยาย ยาพวกฟอร์มาลินที่เขาฉีดอัดศพตอนตาย (ที่โรงพยาบาลเขาก็ฉีดให้แม่ผม) ยายตายที่บ้านตอนเย็น ไม่มีการขนไปไหนในตอนแรก โลงจะมาวันรุ่งขึ้น โลงสมัยนั้นก็บุด้วยกากใบชารอบทั้งโลง ผมเห็นเพราะตอนเขาขนโลงมาใส่ศพยายจึงรู้ว่าเขาเอาไว้ดูดซับน้ำเหลืองที่จะออกมาจากศพยาย ผมนั่งเฝ้าศพยาย ต้องคอย ปัดมด ปัดแมลง โดยเฉพาะมดดำมันไต่มาตอม ตามรูจมูก รูหู ทั้งๆ ที่ยัดสำลีไว้แล้ว แต่มดก็มา นี่แหละมั้งที่เขาเรียกกันว่าน้ำเหลืองจากศพ

ผมนั่งเฝ้าศพยายทั้งคืนอย่างไม่กลัวเลย เหมือนนอนใกล้ยายอย่างไรอย่างนั้น แม่เคยถามผมไม่กลัวหรือ ผมบอกนั่นยายทั้งคนนะ คืนนั้นฝนตกหนักมาก ฟ้าร้องเปรี้ยงปร้าง ทั้งฟ้าแลบฟ้าผ่ามากันครบหลายสิบครั้ง เพื่อนยายที่มานอนเฝ้าศพด้วย ลุกขึ้นดูด้วยความเป็นห่วง ห่วงศพยายครับ ผมจึงถาม แกกระซิบตอบเบาๆ

“ฝนฟ้าร้องฟ้าผ่าแบบนี้ โบราณเขาว่าศพจะพองอืดเร็ว”

แล้วก็จริงท้องของยายโตพองอย่างเห็นได้ชัด!! พองเหมือนอัดลมเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น

แต่ผมก็ไม่กลัว เคยเล่าเรื่องนี้ให้เข่งฟัง เข่งบอกว่าเป็นมันคงไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าบ้าน ผมถาม ถ้านั่นเป็นยายมันเองนะ จะกลัวขนาดนั้นเลยหรือ เข่งห่อไหล่ ทำปากจู๋ แล้วสะบัดตัวทำท่าขนลุกซู่ ทำเอาผมกับเพื่อนๆ ถึงกับหัวเราะ

ใครจะคิดว่าเข่งนี่กลัวผีขนาดที่พวกเราพูดกันหยาบๆ ว่า กลัวจนขี้ขึ้นหัว เหตุที่มันกลัวขนาดนี้ ครั้งหนึ่งมันเคยเล่าให้ผมฟังถึงสาเหตุ

ตอนนั้นเป็นคืนเดือนมืด บ้านนอกตอนดึกๆ สำหรับเข่ง เด็กที่กลัวผีเอามากๆ ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก เข่งเป็นเด็กกรุงเทพฯ นี่แหละ แต่ตอนนั้นไปบ้านอาที่เพชรบูรณ์ จำได้ดีว่าเดินไปดูหนังกลางแปลงกัน ไปเป็นกลุ่มใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กโตสิบเอ็ดสิบสองปีแล้ว เล็กสุดก็หกเจ็ดขวบแล้ว ตอนนั้นเข่งแปดขวบเป็นเด็กเทพของเด็กกลุ่มนั้น

ขาไปก็เดินกันอย่างสนุกสนาน บางคนมีไฟฉายติดตัวไปก็ใช้ส่องเล่นแทนที่จะใช้ส่องทาง ไปถึงก็ซื้อขนมกิน ดูหนังสองเรื่องแล้วก็เดินกลับกัน ขากลับนี่สิ บางคนเริ่มง่วงก็ขอเดินเร็วๆ กลับบ้านตัวเอง บางคนคงเคยมีประสบการณ์มาดูหลายรอบ ให้ทางบ้านปั่นจักรยานไปรับแล้วนั่งพิงหลังลุงป้ายายตาหลับจนถึงบ้าน เข่งไปกลับญาติๆ รุ่นราวคราวเดียวกันอีกห้าคน จู่ๆ คนหนึ่งก็พูดขึ้น

“เล่าเรื่องผีกันดีกว่า”

เข่งถึงกับสะดุ้ง รีบโบกมือ

“ไม่เอาๆ” บางคนที่ไม่รู้ว่าเข่งกลัวผีมากก็พูดขึ้น “ทำไม หนุกดีออก”

เข่งทำท่าขยาดกลัวพลางห่อไหล่แล้วขอตัวเดินนำขึ้นไปก่อน จนห่างจากกลุ่มเพื่อน เข่งจำได้ว่าทางกลับบ้านเป็นทางตรงตลอด เพราะขามาก็ตรงตลอดเมื่อเห็นบ้านไม้สองชั้นทาสีขาวก็เป็นอันใช่ นั่นคือบ้านญาติที่พ่อกับแม่พามาเที่ยวปิดเทอมใหญ่

พอนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังเดินอยู่คนเดียว เข่งก็เหลียวไปกลับมองด้านหลัง ปรากฏว่าเพื่อนเดินอยู่ห่างทางด้านหลังอยู่ราวร้อยเมตร แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เดินคล้อยหลังเพียงสองสามก้าว เข่งจึงหยุดเดินแล้วรอเพื่อนคนนั้น

“โหย โทษทีเรากลัวจนเดินลิ่วเลย”

เข่งพูดแล้วเดินต่อ เพื่อนคนนั้นไม่ได้ตอบแต่ก็ก้าวเดินตาม

“เราชอบฟังเรื่องผี แต่ไม่ใช่เวลานี้ อย่าเล่านะ” เข่งขอร้อง

เพื่อนคนนั้นหัวเราะฮึๆ เข่งถึงกับหันมองใบหน้าที่เดินก้มอยู่ตลอด แล้วเขาก็พูดว่า

“แถวนี้ผีเยอะนะ นายไม่กลัวหรือ”

“เหรอออออ” เข่งตาโต

“ขนาดหลอกกันซึ่งๆ หน้าเลยนะ เจอมากันเยอะแล้ว”

เข่งหยุดเดิน เพื่อนคนนั้นก็หยุดแล้วหันใบหน้ามาช้าๆ ทันทีที่ใบหน้านั้นเงยขึ้นเต็มตา เลือดแดงฉานก็ไหลออกจากวงตานองใบหน้า แล้วหัวเราะเสียงก้องพลางพูดว่า

“นี่งายยยยย หลอกแบบนี้งายยยยยย ฮ่าๆๆๆๆ”

เข่งวิ่งโกยอ้าวแทบไม่ทัน กลับถึงบ้านญาติจับไข้หัวโกร๋นไปหลายวันจนพ่อต้องรีบพากลับกรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน