Khaosod
Online

วันจันทร์ ที่ 6 เม.ย. 2563

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี หยับย้ายสร้างอาชีพ-ถิ่นท่องเที่ยว

15 ม.ค. 2563 - 13:26 น.

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

หยับย้ายสร้างอาชีพ-ถิ่นท่องเที่ยว

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี - แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานน้ำเป็นพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็เกิดข้อสงสัยจากสังคมเกี่ยวกับ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี มาโดยตลอด ว่าเป็นต้นเหตุของการเกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขง

ด้วยความวิตกนี้ CKPower ในฐานะผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การลงทุนด้านความปลอดภัย การคำนึงถึงปลาสายพันธุ์น้อยใหญ่ ห่วงโซ่สำคัญในระบบนิเวศ ตลอดจนการเดินทางของตะกอน เพื่อนำพาความอุดมสมบูรณ์ไปสู่ผืนดินสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง รวมถึงชีวิตผู้คนในพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้า

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

บ้านท่าเดื่อ 2 ชุมชนที่มีการหยับย้าย

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

อนาคตของชาติได้รับการดูแลอย่างดี

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

รอยยิ้มแห่งความสุข

การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ช่วงแรกอาจสร้างความกังวลให้กับผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขงอยู่บ้าง ด้วยระยะเวลาการก่อสร้าง จนกระทั่งเปิดขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีได้ผ่านบททดสอบสำคัญ ที่พิสูจน์ได้ถึงความปลอดภัย

โดยเฉพาะจากเหตุแผ่นดินไหวใน สปป.ลาว ขนาด 6.4 ความลึก 3 กิโลเมตร ที่รู้สึกสั่นไหวมาถึงกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 แต่แรงสั่นสะเทือนไม่ ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ ต่อโรงไฟฟ้าฯ หากยังคงเดินเครื่องผลิต และจ่ายกระแสไฟฟ้า ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวตามสัญญาได้อย่างต่อเนื่องตามปกติ

โครงสร้างและอุปกรณ์ทุกส่วนของโรงไฟฟ้านั้นเป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงการออกแบบยังเป็นที่ยอมรับว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี

จุดเด่นของโรงไฟฟ้า

จุดเด่นของโรงไฟฟ้าแบบ Run-of-River ที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบการสร้างเขื่อนโดยทั่วไป จึงมีชุมชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขงระหว่างแขวงไซยะบุรี และแขวงหลวงพระบางได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเพียงบางส่วน สำหรับหมู่บ้านในเขตก่อสร้างโรงไฟฟ้า จะโยกย้ายบ้านเรือนไปสู่ที่จัดสรรโดยรัฐบาลลาว ผู้ได้รับผลกระทบเพียงบางส่วนจะหยับย้ายไปตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ที่สูงขึ้นมาให้พ้นเขตน้ำท่วมถึง และได้รับการจัดสรรที่ ทำกิน รวมแล้ว 15 หมู่บ้าน

ผู้บริหารโรงไฟฟ้าเตรียมแผนโยกย้าย และฟื้นฟูความเป็นอยู่ไว้อย่างดี ทั้งการจัดหาที่อยู่ใหม่ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย วางโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า น้ำสะอาด สถานีอนามัยไว้รองรับ โดยยึดมั่นหลักการการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการให้ดีกว่าเดิม

ท่านสมหมาย แสนพันสิริ หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองการ โยกย้ายจัดสรร แขวงไซยะบุรี กล่าวว่า หมู่บ้านที่โยกย้ายและ หยับย้ายในแขวงไซยะบุรี มี 219 ครอบครัว ในเขตที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี แต่เดิมถือเป็นเขตที่ห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านจะสัญจรทางเรือเป็นหลัก ไม่มีไฟฟ้าใช้ น้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ไม่มี ทำมาหากินด้วยการทำไร่เลื่อนลอยและหาปลา ยามเจ็บไข้ก็ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงกว่าจะถึงตัวเมืองไซยะบุรี

ภายหลังมีโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ประชาชนได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น มีการส่งเสริมอาชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ประชาชนดีใจที่เกิดโรงไฟฟ้า เขาสะดวกสบาย ลูกหลานเข้าโรงเรียน ครอบครัวมีเงินใช้ เข้าถึงระบบสาธารณสุข มีการสร้างสถานีอนามัย มีตรวจสุขภาพและอบรมการช่วยเหลือพยาบาลเบื้องต้น ประชาชนมีสุขภาพดี มีความสุข นี่คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

ความเชื่อยังอยู่คู่ชุมชน

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ

สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมในการพัฒนาชุมชนบ้านนาต่อใหญ่ คือหมู่บ้านต้นแบบที่ก้าวพ้นเส้นความทุกข์ยาก ซึ่งการเข้ามาของ โรงไฟฟ้าทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยหมู่บ้านบ้านนาต่อใหญ่โยกย้ายจากบ้านเดิมที่ห่างไกล มาตั้งอยู่ใกล้เมืองไซยะบุรีเพียง 4 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านแรกที่ได้รับการจัดสรร และโยกย้าย ที่นี่มีการส่งเสริมอาชีพ การปูพื้นฐานสาธารณูปโภค มีผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านคือการต้มเหล้า เลี้ยงหมูดำ ทำส้มปลา และตำหูก (ทอผ้า)

ท่านหรั่ง อินทะวง อดีตนายบ้านห้วยซุย ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายบ้าน บ้านนาต่อใหญ่ เล่าว่า เดิมหมู่บ้านเป็นบ้านป่าอยู่บนภูดอย การเดินทางเข้าเมืองถ้าไม่พายเรือ ก็ต้องเดินข้ามภูเขา ไม่มีไฟฟ้า มีอาชีพปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำไร่เลื่อนลอยตามเขตแม่น้ำโขง หาได้พออยู่พอกินไปวันๆ

พอรู้ข่าวว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้ากั้นแม่น้ำโขง ประชาชนก็เห็นดีด้วย ยอมย้ายกันด้วยดี รัฐบาลให้ก่อสร้างก็เพื่อมีไฟฟ้าใช้ มีไฟฟ้าขาย มีเงิน มีทองเข้าประเทศ การจัดผังบ้านพักอาศัยแทบไม่ต้องใช้เงิน มีแปลงปลูกผัก มีคอกเลี้ยงหมู มีไข่ มีไก่กิน เกินกินเอาไปขาย ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้ฝึกอาชีพ เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์อย่างมีความรู้ โรงไฟฟ้าและทางรัฐบาลพาไปเรียนรู้เทคนิคการเลี้ยงสัตว์ ต้มเหล้า ส้มปลา ทอผ้าฝ้าย เลี้ยงหมูดำ ปลูกยางพารา เป็นอาชีพหลักของชาวบ้านตามความถนัด รายได้ก็พออยู่พอกิน

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

อาชีพใหม่ที่สร้างรายได้มากกว่าเดิม

สำหรับหมู่บ้านจัดสรรโยกย้าย แต่ละหมู่บ้านจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่นหมู่บ้านท่าเดื่อมีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว เพราะใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำโขง มีน้ำตกตาดเจ้า และพื้นฐานของคนพื้นที่ชื่นชอบการให้บริการ ดังนั้น เมื่อมีการหยับย้าย การส่งเสริมอาชีพจึงเน้นด้านการท่องเที่ยว

โรงไฟฟ้าไซยะบุรีปรับปรุงเส้นทางทางเข้าหมู่บ้านให้เอื้อต่อการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงปลากระชัง มีเรือนแพ และการกสิกรรมอื่นๆ เช่น เพาะเห็ด ปลูกมะนาวและเลี้ยงสัตว์

ท่านเพ็ดสะหมอน สะหวัดดี รองนายบ้าน บ้านท่าเดื่อเล่าว่า หมู่บ้านท่าเดื่อ เป็นหมู่บ้านหยับย้าย มี 76 หลังคาเรือน ขยับจากพื้นที่ริมน้ำโขงขึ้นไปที่สูง ความเปลี่ยนแปลงหลังจากย้ายมาอยู่ที่ใหม่ก็คือ มีความสะดวกมากขึ้น มีที่ดินกว้างขวางขึ้น สร้างความดีอกดีใจให้กับชาวบ้าน

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

ศาสนายังเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวคนในชุมชน

รัฐบาลลาวได้วางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนแล้วว่า ลาวมีจุดเด่นเรื่องน้ำ และน้ำโขงไหลผ่านไปแต่ชาวลาวใช้ประโยชน์จากน้ำโขงได้ไม่เต็มที่ รัฐบาลลาวจึงพิจารณาการก่อสร้างไฟฟ้าจากพลังน้ำเพื่อหา งบประมาณให้เข้าประเทศ จุดเด่นหลักก็คือสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ ให้กับแขวง ให้แก่ชุมชน สามารถสร้างงานสร้างอาชีพให้กับท้องถิ่น และให้ทั้งแขวงหลวงพระบางและไซยะบุรี

ตามทิศทางแผนพัฒนาของอนาคต คือ รัฐบาลลาวจะสร้างเขตนี้ให้เป็นเขต ท่องเที่ยว มีการจัดโซนนิ่งโดยจะยกให้เป็นเขตท่องเที่ยวระดับแขวง เพราะไม่ไกลหลวงพระบางมากนัก โดยพื้นที่แถบนี้อาจจะมีท่าเรือใหญ่ ประชาชนเดินทางไปหลวงพระบาง หรือหลวงพระบางเดินทางมา และเป็นจุดจอดเรือ

โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีที่สร้างขวางลำน้ำนั้น CKPower ย้ำว่า มิได้ขวางกั้นการสัญจรทางน้ำ เพราะมีประตูให้เรือขนาดใหญ่ผ่านไปมา ดังนั้น บริเวณนี้จะเป็นโซนเศรษฐกิจที่พร้อมจะเติบโตในอนาคต เริ่มมีตั้งกลุ่มบริการขึ้นมา เช่น กลุ่มเรือนแพ ค้าขาย กลุ่มรถตู้บริการขนส่ง เตรียมไว้สำหรับแผนยุทธศาสตร์นี้แล้ว

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

ตำหูกอยู่กับบ้าน ก็มีคนมาซื้อผ้าทอถึงที่

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการสืบสาน

มาฟังเสียงชาวบ้านบ้าง โดยเฉพาะเสียงจากแม่บ้านในชุมชน

แม่ทอง สะไบทอง ตำหูก (ทอผ้า) ชาวบ้านบ้านนาตอใหญ่ เล่าว่า บ้านเก่าที่เคยอยู่ ไกลโรงหมอ ย้ายมาก็สบายขึ้น อยู่ใกล้โรงหมอ เดินทางสะดวกขึ้น อยู่บ้านเก่าไม่มีไฟฟ้าใช้ ย้ายมาที่ใหม่ก็ได้ใช้ไฟฟ้าแล้ว พูดเรื่องอาชีพ แม่ก็ตำหูก (ทอผ้า) มาตั้งแต่อายุ 10 ปี เป็นความรู้ที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ตั้งแต่อยู่บ้านห้วยซุยแล้ว ย้ายบ้านมาก็ยังทำอาชีพเดิม เพียงแต่ทำในพื้นที่ใหม่ มีพื้นที่ปลูกฝ้าย ปลูกข้าวและยังได้ปลูกยางพาราด้วย ผ้าฝ้ายที่ทอได้ก็เอาไปขายตลาด ไปทำผ้าขาวม้าบ้าง ผ้าปูโต๊ะบ้าง หรือตัดเป็นย่ามใช้เองก็มี บางครั้งก็มีคนมารับซื้อถึงบ้านได้ผืนละ 100-200 บาทไทย

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

การต้มเหล้า ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสู่การสร้างอาชีพ

ส่วน แม่สมจัน วิไลสุก อาชีพต้มเหล้ากาสามปีก ชาวบ้านบ้านนาตอใหญ่ กล่าวว่า เราย้ายจากบ้านป่าเข้ามาอยู่ใกล้เมืองมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งภูมิปัญญาของบ้านเรา เดิมผู้เฒ่าผู้แก่ต้มเหล้าขาวกินกัน และมีสมุนไพรเพิ่มพละกำลังชื่อกาสามปีก สรรพคุณแก้ปวดเมื่อย ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี เราก็นำเอาใบแห้งของกาสามปีกมาดองกับเหล้าขาวที่ชาวบ้านต้มเอง เพิ่มดีกรีให้เหล้าเป็นสินค้า ODOP (One District One Product) ได้รับรางวัลระดับแขวง ขายไกลถึงนครเวียงจันทน์ ชาวบ้านก็ภูมิใจ

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

หมูดำท้องถิ่น มีความสำคัญต่อความเชื่อ

ด้าน แม่นาง สีประเสิด อาชีพเลี้ยงหมูดำ ชาวบ้านบ้านนาตอใหญ่ กล่าวถึงหมูดำ หมูท้องถิ่นของ สปป.ลาว ว่าเนื้อแน่นกว่า หมูขาว ทางการลาวส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงและส่งเสริมให้ชุมชนตั้งเป็นสหกรณ์เลี้ยงเพื่อส่งออก ความเชื่อและธรรมเนียมเกี่ยวกับหมูดำของคนลาวตั้งแต่อดีตจะใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ เมื่อมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย การเลี้ยงหมูดำเป็นการออมเงิน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่มีเงินเราก็เอาหมูมาขาย เวลามีพี่น้องมาเยี่ยมเยือนก็ใช้หมูมาทำอาหารต้อนรับ แต่พอเราเลี้ยงมากขึ้นก็ขายมีรายได้เข้ามามากที่สุดตัวละ 1.5 ล้านกีบ

ขณะที่ แม่พร พนจำปา อาชีพทำส้มปลา ชาวบ้าน บ้านนาตอใหญ่ กล่าวว่า อยู่บ้านเก่าแม่หาปลาหาปู หามากินในบ้าน มันไม่ได้มากมายพอขาย แต่พอมีฝีมือทำ ส้มปลาอยู่บ้าง เมื่อย้ายมาอยู่บ้านใหม่ มีโครงการส่งเสริมอาชีพหลายอย่าง อยู่ใกล้ตลาดมากขึ้น มีอาชีพให้ทำเยอะขึ้น ไม่ต้องจับปลาเหมือนเดิม แต่เราใช้ฝีมือทำส้มปลาของเรา รับปลาจากแม่น้ำโขงมาทำส้มปลาขาย ได้กิโลกรัมละ 40-50 พันกีบ กำไรเดือนละ 3 ล้านกีบ อยู่ได้สบายๆ

ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

ปิดท้ายที่ ท้าวสมดี ไซยะสิน ครอบครัวต้นแบบในการเลี้ยงปลากระชัง บ้านท่าเดื่อ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นคนขับรถรับจ้าง ตอนนี้ทำธุรกิจเลี้ยงปลาและกบในกระชัง ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งที่โครงการไซยะบุรีมาให้ความรู้ผู้ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายจัดสรร เมื่อได้ทดลองเลี้ยงในระยะ 3 ปีมานี้ได้ผลตอบรับดี สร้างรายได้ให้ครอบครัวพออยู่ได้ ส่งขายตามบ้านและตลาดไซยะบุรี ราคาก็ปกติตามท้องตลาด ราคากิโลกรัมละ 20 พันกีบ

ปัจจุบันมีปลา 5 กระชัง กบ 1 กระชัง ปีหนึ่งขายได้ประมาณ 20 ล้านกีบ อาชีพนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวขนาด 5 คนได้ เราทำกินได้ตลอดทั้งปี อุดมสมบูรณ์ดี พอเพียง ถึงไม่ได้มาก กำไรได้นิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ต่อให้เราไม่ได้ขายปลาแต่เราก็มีกิน


ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ส่องชุมชนโรงไฟฟ้าไซยะบุรี หยับย้ายสร้างอาชีพ-ถิ่นท่องเที่ยว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง