เยือนเมือง‘เคปทาวน์’ มนต์เสน่ห์แห่งแอฟริกาใต้
เยือนเมือง‘เคปทาวน์’ มนต์เสน่ห์แห่งแอฟริกาใต้ – เคปทาวน์ คือเมืองต่อไปที่ คุณระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน ไปเยือนภายใต้ทริป The World in One Country เหินฟ้าสู่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
หลังจากตะลุยส่องสัตว์ ในอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ มา 3 วัน 2 คืน ก็ได้เวลาแพ็กกระเป๋า เดินทางจากสนามบินกูกูซ่า ในอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ สู่เมืองเคปทาวน์

กระเช้าขึ้นภูเขารูปโต๊ะ
ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็มาถึง เคปทาวน์ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 และเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางของฝ่ายนิติบัญญัติของแอฟริกาใต้
เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ในจุดหมายปลายทางที่น่าไปเยือนมากที่สุดในโลก เพราะเสน่ห์ของเมืองที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

ทิวทัศน์บน-Table-Mountai
โอบล้อมด้วยมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติก ด้านหน้าหันเข้าหามหาสมุทรทั้งสอง ส่วนด้านหลังมีเทือกเขาสูงเป็นฉากหลัง ซึ่งตัวเมืองเป็นส่วนหนึ่งของ ภูเขารูปโต๊ะ (Table Mountain) มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นภูเขาขนาดใหญ่ มีรูปร่างเป็นแท่นคล้ายโต๊ะ อีกทั้งเห็นเมฆลอยอยู่บริเวณยอดภูเขาตลอดเวลา
ที่พิเศษคือ มองเห็นภูเขาลูกนี้ได้จากทุกจุดไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนในเมือง
วันแรกที่ไปถึง ได้ไปเยือนแหล่งช็อปปิ้งขึ้นชื่อ เป็นศูนย์รวมความบันเทิงอันดับหนึ่งของชาวเมืองเคปทาวน์ นั่นคือ Victoria & Alfred Waterfront ครอบคลุมพื้นที่ท่าเรือทางตอนเหนือของเคปทาวน์ เรียกว่าเป็น แลนด์มาร์กอันดับต้นๆ ไม่ว่าใครมาเที่ยวเคปทาวน์ ต้องแวะมาเช็กอินที่นี่

ชิงช้าสวรรค์ในเคปทาวน์
รอบๆ ห้าง ยังมีร้านค้าหลากหลาย ร้านอาหาร ผับ ภัตตาคาร มีจุดถ่ายภาพชมวิวบริเวณท่าเรือ ขณะเดียวกันมีภูเขารูปโต๊ะ เป็นฉากหลังกับชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่แห่งเดียวในเคปทาวน์
“กลางคืนอย่าออกไปไหนนะ ที่นี่มีข่าวจี้ปล้นเยอะ” เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนคณะ ก่อนเข้าที่พักซึ่งอยู่กลางเมือง เคปทาวน์ พร้อมชี้ให้ดูว่าหากเลี้ยวซ้ายเดินไป 2 ช่วงตึกจะเจอห้างเล็กๆ ที่ปิด 2 ทุ่ม แต่หากเลี้ยวขวา อาจเจอร้านที่มี ‘หนังผู้ใหญ่’ เรียกเสียงฮาลั่น
ถือเป็นความโชคดีของ 2 นักผจญภัย เพราะวันแรกที่ไปถึง เป็นคืนวันอาทิตย์ มีงานเฉลิมฉลองก่อนถึงเทศกาลปีใหม่ ตามถนนในตัวเมืองจะประดับไฟสวยงาม เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จะพบชาวแอฟริกาใต้จูงลูกจูงหลาน วัยรุ่นก็มากันเป็นกลุ่ม ร้องเต้นอยู่ริมถนน เดินไปจนถึงท่ารถซึ่งห่างจากโรงแรมที่พักพอสมควร เห็นเหล่าวัยรุ่นจับกลุ่มเปิดเพลงโชว์สเต็ปกันคึกคัก

ยอดเขาหัวสิงโต
สอบถามเขาจะยิ้มแล้วบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี บอกมีการแสดงดนตรีเริ่มตั้งแต่บ่ายสอง แต่เราไปถึงสี่ทุ่มกว่าแล้ว เลยเหลือแต่ ‘ขาแดนซ์’
ระหว่างที่ยืนดูเหล่านักเต้น ก็มีตำรวจขับรถมาไล่ให้เลิก เลยเห็นหลายคนร่วมแรงร่วมใจช่วยกันยกลำโพงขนาดใหญ่ วิ่งหนีตำรวจไปอีกทาง นักท่องราตรีอย่างเราเลยต้องกลับโรงแรม
รุ่งขึ้น ถึงคิวเยือน ภูเขารูปโต๊ะ ที่เราตื่นตาตื่นใจกันมาตั้งแต่เมื่อวาน เพราะเป็นไฮไลต์ของเคปทาวน์ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นเขตอุทยานแห่งชาติของแอฟริกาใต้ ในชื่อ Table Mountain National Park มีความสูงกว่า 1,000 เมตร
เราต้องขึ้นกระเช้าไฟฟ้าเพื่อขึ้นไปยังยอดเขา ซึ่งใช้เวลาเพียง 6 นาที ได้สัมผัสอากาศเย็นสบาย เสียงกดชัตเตอร์ดังระรัว สลับกับเสียงกรี๊ดกร๊าด ตรงนั้นก็สวย ตรงนี้ก็งาม หลายคนปีนป่ายก้อนหินเพื่อหาพิกัดใกล้ชิดติดขอบฟ้า ล้อมรอบด้วยวิวที่ถูกขนาบ 2 ด้านด้วยยอดเขา Lion Head หรือหัวสิงโต และ Devil Peak มีเส้นทางเดินลัดเลาะตามแนวขอบเขา
ใช้เวลาอยู่เกือบ 2 ชั่วโมง ก็มุ่งหน้าสู่ นีตลิงส์ฮอฟ ไวน์ เอสเตต ไร่ไวน์และโรงบ่มไวน์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในเมืองสเตลเลนนอช เมืองหลวงแห่งการทำไวน์ของแอฟริกาใต้ จิบไวน์ท่ามกลางบรรยากาศชิลชิล
จากนั้นได้เวลาช็อปปิ้งในเมืองแห่งนี้ มีทั้งสินค้าพื้นเมือง รูปแกะสลัก กระเป๋า เสื้อผ้าหลากสี ขณะเดียวกันก็ตื่นตาตื่นใจกับสถาปัตยกรรมบ้านเรือนแบบเคปดัตช์ ก่อนกลับที่พักในเมือง เคปทาวน์
คืนที่ 2 ของที่นี่ หลายคนหมายมั่นปั้นมือจะเดินเที่ยว แต่เมื่อเดินห่างจากโรงแรมเพียงแค่ 100 เมตร บรรยากาศเงียบเหงา ผิดกับคืนแรก คำเตือนผุดขึ้นมาทันที เลยต้องกลับไปนอนฝันหวานในโรงแรมแทน

แมวน้ำที่มารอาหารบริเวณท่าเรือ
เช้าวันใหม่เป็นอีกวันที่คณะได้เจอกับไฮไลต์สำคัญ ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ในอ่าวฮูตเบย์ เพื่อขึ้นเรือไปชมฝูงแมวน้ำเฟอร์ชีลแห่งแอฟริกาใต้ นอนอาบแดดนับพันตัวที่เกาะดุยเกอร์ หรือเกาะแมวน้ำ แต่ด้วยความที่คลื่นแรง เราได้แต่ชะโงกมองอยู่ไกลๆ ไม่สามารถเข้าไปใกล้เกาะได้
ก่อนกลับมายังท่าเรือ เพื่อเดินทางไปหาดโบว์เดอร์ส ในเมืองไซมอนส์ทาวน์ อาณาจักรของฝูงเพนกวินแอฟริกัน หรือ เพนกวินเท้าดำ ซึ่งเดิมได้ชื่อว่า เพนกวินลา เพราะมีเสียงร้องเหมือนลา

จ่าฝูงเจ้าเพนกวินเท้าดำ
ระหว่างทางแวะจุดชมวิว Chapman’s Peak ซึ่งมองเห็นอ่าวฮูตเบย์ในมุมสูงทั้งอ่าว ซึ่งสวยไปอีกแบบ
และแล้ว เราก็มาถึงหาดโบว์เดอร์ส สองข้างทางจากที่จอดรถ มีร้านค้าต่างๆ ให้แวะชม รวมถึงการแสดงเปิดหมวก และจากลานจอดรถ เดินไปประมาณ 500 เมตร เข้าสู่ชายหาดที่ทำเป็นสะพานไม้ ลัดเลาะพุ่มไม้ต่างๆ
“ว้าว เจอแล้ว” เสียงชาวคณะอุทาน เมื่อเจอเจ้าเพนกวินนับร้อยตัว ยืนโชว์หุ่นตัวน้อยๆ ชนิดไม่กลัวใคร บ้างก็ยืนส่ายหัวไปมา บ้างก็ยืนมองไปที่จ่าฝูง ซึ่งยืนอยู่บนโขดหิน บ้างก็จับเป็นคู่ เพนกวินที่นี่ตัวเล็ก สูงแค่ฟุตกว่าๆ เท่านั้น

เก็บภาพเจ้าตัวน้อยจนสะใจ เราก็ไปลุยต่อที่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งใครก็ตามที่มาเยือนเคปทาวน์ ห้ามพลาดมาเช็กอินที่นี่เด็ดขาด เพราะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของการค้นพบเส้นทางการค้าจากโลกตะวันตกสู่โลกตะวันออก เป็นแหลมที่ยื่นออกไปทางด้านมหาสมุทรแอตแลนติก และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งอยู่ห่างจากเคปทาวน์ประมาณ 64 กิโลเมตร

แหลมกู๊ดโฮป
จึงไม่แปลก เมื่อไปถึงจะเจอทั้งทัวร์ฝรั่ง ทัวร์จีน ทัวร์ญี่ปุ่น แย่งกันแชะภาพตรงป้าย เพื่อแสดงว่าได้มาเยือนแล้วจ้า
ก่อนปิดท้ายทริปนี้ ที่เคปพอยต์ จุดสูงที่สุดของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติแหลมกู๊ดโฮป และเป็นจุดที่อยู่ปลายสุดทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรถรางขึ้นไปยังจุดชมวิวด้านบน ขณะที่บางคนจะเดินขึ้นก็ได้

รวมพลทริปเคทีซี
ข้างบนมีประภาคารเด่นเป็นสง่า ซึ่งเราจะเห็นแหลม กู๊ดโฮป ในวิวที่ดีที่สุดอีกด้วย