มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

ฉี่บ่อย-ฉี่เป็นเลือดสัญญาณเตือนโรค

คอลัมน์ ข่าวสดสุขภาพ

ข่าวสดสุขภาพ – ‘มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ’ ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรเฝ้าระวัง พบบ่อยที่สุดในกลุ่มมะเร็งระบบขับถ่ายปัสสาวะ โดยเกิดจากความผิดปกติในตำแหน่งของเซลล์เยื่อบุทางเดินปัสสาวะที่เติบโตและแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ จนทำให้กลายเป็นก้อนเนื้อขึ้นมา และมีโอกาสลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลือง

นอกจากนี้การติดเชื้อและการระคายเคืองในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานาน เช่น มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือความผิดปกติแต่กำเนิดของกระเพาะปัสสาวะ ก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้เช่นกัน

นพ.พิชัย จันทร์ศรีวงศ์

นพ.พิชัย จันทร์ศรีวงศ์ สาขาวิชามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมีหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่มักเป็นชนิด urothelial cell carcinoma ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นในเซลล์เยื่อบุผนังภายในกระเพาะปัสสาวะ และถึงแม้มะเร็งชนิดนี้จะไม่ได้ติดอันดับต้นๆ ที่ผู้ป่วยไทยเป็นมากที่สุด

แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเพราะโรคมักมีความรุนแรง พบในเพศชายได้มากกว่าเพศหญิง ที่พบได้บ่อยเป็นช่วงอายุ 50-70 ปี เป็นมะเร็งประเภทที่มีความซับซ้อนในการวางแผนขั้นตอนการรักษา อย่างไรก็ตาม มะเร็งชนิดนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบและได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

นพ.พิชัยกล่าวต่อว่า อาการที่สังเกตได้และพบบ่อยที่สุดของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะคือ ปัสสาวะเป็นเลือด โดยไม่มีอาการเจ็บปวด แต่เนื่องจากลักษณะเป็นๆ หายๆ ทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจไม่มาพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะบ่อยและปวดขณะเบ่งปัสสาวะ โดยจะปวดบริเวณท้องน้อยหรือปลายท่อปัสสาวะ หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ เนื่องจากเนื้องอกรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ และเมื่อเข้าสู่ระยะแพร่กระจาย จะมีอาการผิดปกติในระบบอื่นๆ เช่น ปวดหลัง เนื่องจากมะเร็งกระจายไปที่กระดูกสันหลัง ไอเรื้อรัง เนื่อง จากมะเร็งกระจายไปที่ปอด น้ำหนักลด หรือมีการ อุดตันของท่อไต ทำให้เกิดภาวะไตวาย

ดังนั้น เมื่อสังเกตได้ถึงอาการดังกล่าว จึงควรเข้าพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยให้แน่นอน

การรักษามะเร็งในระยะที่ 1-3 จะใช้การผ่าตัด ซึ่งมีอยู่หลายแบบ ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะจะพิจารณาวิธีผ่าตัดตามความเหมาะสมของระยะที่เป็นและลักษณะของตัวโรค ทั้งนี้อาจต้องใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่นฉีดยาเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ การฉายรังสี หรือการทำเคมีบำบัด ขึ้นกับระยะของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย

นพ.พิชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการรักษาในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกายนั้น การได้รับการรักษาตามมาตรฐาน จะเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะในระยะนี้คือการรักษาด้วยยา เพื่อให้ออกฤทธิ์ครอบคลุมตัวโรคทั้งร่างกาย

ยากลุ่มแรกคือ ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) เหมาะกับผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรง ส่วนผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาเคมีบำบัด เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น

ยากลุ่มที่สองคือ ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) จะออกฤทธิ์ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งได้ กลุ่มยาชนิดนี้มีผลข้างเคียงน้อย ส่วนมากจะไม่รุนแรง อาจมีผลข้างเคียงที่เกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และการอักเสบในอวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมไทรอยด์ ปอด ลำไส้ใหญ่ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษามะเร็งชนิดนี้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง และไม่เหมาะสมต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด”

แม้ปัจจุบันนวัตกรรมของยาและวิธีการรักษาโรคมะเร็งจะมีพัฒนาการมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกมากขึ้นในการรักษา แต่สิ่งที่ดีที่สุดในการป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ คงหนีไม่พ้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงอย่าง การสูบบุหรี่ เพราะร่างกายจะขับสารจากบุหรี่ออกทางปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะสัมผัสกับสารก่อมะเร็งโดยตรง หากสูบก่อนนอนสารก่อมะเร็งจะคั่งค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานาน หากทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องสัมผัสสารเคมีในกลุ่มเสี่ยง ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานป้องกันการปนเปื้อน

ที่สำคัญหากสังเกตได้ถึงอาการผิดปกติต่างๆ ข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน