เปิดใจ‘ศุภชัย ปทุมนากุล-รองปลัดอว.’
‘พลิกโฉมมหาวิทยาลัย-ตอบโจทย์โลกเปลี่ยน’
เปิดใจ‘ศุภชัย ปทุมนากุล-รองปลัดอว.’ ‘พลิกโฉมมหาวิทยาลัย-ตอบโจทย์โลกเปลี่ยน’ – ศาสตราจารย์(ศ.) ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัต กรรม (อว.) วัย 49 ปี เพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน ก่อนหน้านี้นั่งเก้าอี้ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือเป็นนักวิชาการหนุ่มที่มีอนาคตไกล เป็นตัวเต็งเก้าอี้ปลัดกระทรวงอว.คนต่อไป
ปัจจุบันรับผิดชอบโครงการสำคัญๆ ของกระทรวงนี้ ทั้งโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย โครงการยุวชนสร้างชาติ และนโยบายBCG(ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนเและเศรษฐกิจสีเขียว)
ลองมาฟังแนวคิดของ ศ.ดร.ศุภชัย กับแนวนโยบายพัฒนาด้านการศึกษาของไทยในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

-
โครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยจะเห็นเป็นรูปธรรมเมื่อไร
ตอนนี้เริ่มแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นโกลบอล เน้นการทำวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่จะไปแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นในโลก หรือเพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่มีนักวิจัยเยอะๆ อย่างจุฬาฯ มหิดล
กลุ่มที่ 2 มหาวิทยาลัยที่เน้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม อย่างเช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
และกลุ่มที่ 3 มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พวกมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหลาย
พอแยกมหาวิทยาลัย 3 กลุ่มนี้เสร็จแล้ว ทุกแห่งต้องร่วมกับกระทรวงในการวางแผนว่าตัวเองจะเปลี่ยนอะไรที่เป็นรูปธรรม และเฉพาะเจาะจง ขั้นตอนต่อไปจะใช้เงินจากกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาลงไปจัดสรรในแต่ละเรื่องๆ
ซึ่งการแบ่งมหาวิทยาลัย 3 กลุ่มมีข้อดีหลายอย่าง อย่างแรกทำให้ทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องไปในทิศทางไหน 2.การพัฒนาบุคลากรแต่ละกลุ่มจะตรงจุด ไม่ใช่พัฒนากันสะเปะสะปะ ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยต้องเก่งทุกเรื่อง ในโลกปัจจุบันทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะงบประมาณมีจำกัด

-
การแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยแบบนี้ มีประเทศอื่นทำกันหรือไม่
แนวโน้มของทั่วโลกคล้ายกันหมด ต้องย้อนหลังไปสมัยก่อน 20 ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยต้องมีทุกสาขา ทั้งสายแพทย์ วิศวะ สังคม และวิทยาศาสตร์ ซึ่งพัฒนายาก ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยในประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มโฟกัสหมด ของไทยเองก็ต้องโฟกัส ต้องเฉพาะเจาะจง โดยใช้การแบ่งแทร็ก (Track) บางประเทศก็แบ่งแบบนี้ บางประเทศมีวิธีอื่นๆ แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือมุ่งไปที่การเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะด้าน
ภายในไม่กี่เดือนจะเห็นการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยชัดเจน เห็นแผนของบางมหาวิทยาลัยที่เป็นตัวอย่าง เห็นการจัดสรรงบประมาณไปตามแผน เพื่อวัดผลได้ภายในระยะสั้น 3-4 ปี จนถึงระยะยาว 10 ปี ต้องมีแผนลักษณะอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นไม่สามารถเปลี่ยนหรือพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้ก้าวทันกับโลก เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก เด็กก็น้อยลง
และการเรียนปกติเด็กก็ไม่ได้อะไร ทุกวันนี้เด็กไม่สนใจการเรียนแบบเดิมๆ ต้องมีการเรียนแบบใหม่มากขึ้น และเทคโนโลยีเปลี่ยนเรียนออนไลน์ได้ มีโอกาสที่จะหาข้อมูลจากสารสนเทศต่างๆ ได้ง่ายขึ้น วิธีการเรียนการสอนก็ต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นจำเป็นพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เพื่อตอบสนองกับสิ่งเหล่านี้
-
มองว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง
ระบบมหาวิทยาลัยไทยค่อนข้างแข็งตัว ไม่ค่อยยืดหยุ่น ยังเป็นแบบเดิมๆ 10-20 ปี มีเปลี่ยนบ้างไปตามยุคสมัย แต่เปลี่ยนไปเลยแบบตอบรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปหรือประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนไป
คิดว่ายังล้าหลังอยู่มาก คือยังไปไม่ทันกับสิ่งที่เปลี่ยนไปมากกว่า เหตุผลหนึ่งเพราะระบบยังเป็นแบบเดิม ทั้งระบบการบริหารและระบบการกำกับดูแลยังเป็นเดิมๆ อยู่ และที่สำคัญไม่ได้โฟกัส
-
หากเปรียบเทียบในอาเซียนด้วยกัน
ถ้าเทียบกับในอาเซียนมหาวิทยาลัยไทยอยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่อาจเทียบไม่ได้กับสิงคโปร์หรือมาเลเซีย อย่างไรก็ตามถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยพัฒนาไปค่อนข้างมากเหมือนกัน
ในแง่ของงานวิจัย การตีพิมพ์บทความ คืออยู่ในระดับที่ได้รับการยอมรับ แต่ยังก้าวช้าไปกว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เหตุผลหนึ่งเป็นเรื่องโครงสร้างมหาวิทยาลัย ส่วนเรื่องนโยบายของกระทรวงก็มีผลเหมือนกันที่ทำให้การเติบโตของมหาวิทยาลัยยังเป็นเส้นตรง ไม่ได้ก้าวทันกับสิ่งที่โลกกำลังเปลี่ยนมากนัก
-
โครงการยุวชนสร้างชาติถือเป็นบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยด้วยใช่ไหม
ยุวชนอาสาเป็นเรื่องของนักศึกษาปี 3 ปี 4 โดยนำเด็กออกนอกห้องเรียนมามีประสบการณ์ในการทำงาน ไม่ใช่ให้อยู่ในการเรียนแบบเดิม เป็นการทำงานในชุมชน ซึ่งได้ประโยชน์ 2-3 เรื่อง
1.มีประสบการณ์จริง 2.มีความผูกพันกับสังคม มีจิตใจเพื่ออุทิศตัวเพื่อสังคม 3.เด็กจะมีโอกาสนำองค์ความรู้เอาเทคโนโลยีที่มีอยู่ไปช่วยชาวบ้าน ซึ่งชุมชนก็จะได้ประโยชน์ ต่อไปเด็กอาจมีแนวคิดใหม่ มีจิตใจอยากจะไปพัฒนาธุรกิจที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นโซเชี่ยลเอ็นเตอร์ไพรซ์ (Social Enterprise)
หรือพัฒนาเป็นนวัตกรรมสังคม (Social Innovation) ไปช่วยชาวบ้าน และทางอว.มีกองทุนยุวสตาร์ตอัพ (Startup Fund) ที่มารองรับด้วย โดยทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นผู้ดูแล ซึ่งโครงการยุวชาติสร้างชาติก็เป็นการดำเนินงานตามนโยบาย BCG ด้วย
สำหรับโครงการยุวชนอาสาเฟส 1 ลงพื้นที่ไปแล้ว 83 โครงการ นักศึกษาประมาณ 400 คน เฉพาะที่จ.กาฬสินธุ์ เฟส 2 ประมาณรับสมัครเดือนเม.ย. 1 รอบประมาณ 4 เดือน เท่ากับ 1 ภาคการศึกษา ไม่ได้รับเงินเดือน แต่ได้เบี้ยเลี้ยง 200-300 บาทต่อวัน
ส่วนโครงการบัณฑิตอาสา จะเปิดรับสมัครเดือนเม.ย.เช่นกัน ต่างจากยุวชนอาสา คือเป็นการนำบัณฑิตที่จบแล้วไม่เกิน 5 ปี มาทำงานในพื้นที่ พยายามให้เป็นบัณฑิตในถิ่นเพื่อให้เข้าไปพัฒนาชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ของเขา ในส่วนของบัณฑิตอาสาจ้าง 1 ปี มีค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง