‘โบสถ์เซรามิก’สุดอันซีน“วัดปากน้ำแขมหนู” เป็นวัดเก่าแก่ของจันทบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 86 หมู่ 9 ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี มีบรรยากาศร่มรื่น ติดปากแม่น้ำ “วังโตนด” ที่มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบ สายหนึ่งมาจากเขาสีเสียด อีกสายมาจากเขาชะมูล เขาชะอม มารวมกันเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ มีเกาะนอกใหญ่ อยู่ในแม่น้ำ ก่อนถึงทางออกสู่ทะเล แม่น้ำไหลออกสู่ทะเลที่บริเวณบ้านแขมหนู อ.ท่าใหม่ ในลักษณะคอดเข้ามาเหมือนคอขวด นอกจากนี้ ยังเป็นชุมชนของชาวประมง “บ้านแขมหนู” ที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ริมน้ำใกล้ปากแม่น้ำด้วย

ปัจจุบันในยุคสโลกออนไลน์ วัดปากน้ำแขมหนู กลายเป็น ที่รู้จักของพุทธศาสนิกชน ประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่ม มากขึ้น

จากความมหัศจรรย์ของ “โบสถ์สีน้ำเงิน” หรือ พระอุโบสถ เซรามิกสีน้ำเงิน ทำให้ผู้ที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชม มีการแชร์ภาพความสวยงามของโบสถ์สีน้ำเงินแห่งนี้ในโซเชี่ยลมีเดียอย่างกว้างขวาง พร้อมกับคอมเมนต์ถึงความแปลก ตลอดจนความงดงาม โดดเด่น วิจิตรตระการตา แตกต่างจากพระอุโบสถ์วัดอื่นๆ

สิ่งเหล่านี้ดึงดูดให้ทั้งชาวเน็ตสายบุญ ตลอดจนประชาชน จากทั่วสารทิศ ชักชวนกันมาเที่ยวชมวัดและทำบุญกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้โบสถ์สีน้ำเงินกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ของจ.จันทบุรี

พระครูวิกรมสังฆกิจ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำแขมหนู เปิดเผยว่า วัดปากน้ำแขมหนู เป็นวัดเก่าแก่ของจันทบุรี ตั้งอยู่ในชุมชนประมง ริมทะเล เริ่มก่อสร้างเป็นที่พักสงฆ์ เมื่อเดือน 6 ปีฉลู พ.ศ.2546 มีนายปั่น รื่นจิต บ้านวังวน เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างที่พักสงฆ์ เป็นกุฏิชั่วคราวหลังเล็กๆ และเริ่มมีพระจำพรรษาในปีพ.ศ.2457 โดยมีพระอาจารย์เครื่อง เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสเป็นรูปแรก

ต่อมามีพระที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก คือ พระอธิการผล ซึ่งท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์วัด โดยเปลี่ยนสภาพการมุงด้วยจาก มามุงด้วยสังกะสีแทน และ เริ่มมีพระจำพรรษาเพิ่มมากขึ้นในคราว นี้ด้วย

จากนั้นได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ และก่อสร้างเป็นการใหญ่ในสมัย พระครูยม ฐานกโร เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ.2479-2499 โดยเฉพาะกุฏิ ได้เปลี่ยนสภาพจากอาคารชั่วคราวมุงสังกะสี มาเป็นกุฏิถาวร เสาคอนกรีตหลังคามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ ฝากระดาน และยังได้ริเริ่มก่อสร้างพระอุโบสถตามแบบมาตรฐานด้วย

โดยวัดปากน้ำแขมหนู ได้รับวิสุงคาม สีมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2489 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 15 เมตร ยาว 30 เมตร และทางวัดสร้างพระอุโบสถหลังแรก เมื่อปี พ.ศ.2493 ในสมัยพระครูยม ฐานกโร เป็นเจ้าอาวาส แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2499 สิ้นเงิน 2 แสนบาทเศษ

ส่วนการฉลองพระอุโบสถครั้งแรก เมื่อวันที่ 8-11 ก.พ.2502 ในสมัยพระปลัดเฉวียง ปัญญาปสุโต ปัจจุบันคือ พระครูวิกรม สังฆกิจ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน และเริ่มสร้างกำแพงแก้ว เมื่อปี พ.ศ.2508 สิ้นค่าก่อสร้าง 39,548 บาท

พระครูวิกรมบอกอีกว่า ในช่วงปี พ.ศ.2532 พระอุโบสถหลังเก่า เริ่มชำรุดทรุดโทรมมากขึ้นเนื่องจากพื้นที่วัดปากน้ำแขมหนูอยู่ติดกับทะเลทำให้โครงสร้างพระอุโบสถ ผุกร่อนลุกลามไปทั่วจนถึงหลังคา โดยช่วงหน้าฝนเกิดน้ำรั่ว จนไม่สามารถประกอบกิจ สังฆกรรมของสงฆ์ได้

ในปี พ.ศ.2534 จึงได้มีมติร่วมกับชาวบ้าน ที่จะรื้อโบสถ์ หลังเก่า และก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น โดยนำรูปแบบพิมพ์เขียวจากวัดสระบาป มาเป็นตัวอย่าง พร้อมหาวิธีที่จะป้องกันไม่ให้โบสถ์หลังใหม่เกิดความชำรุดเสื่อมโทรมเร็ว เนื่องจากพื้นที่ติดกับน้ำเค็ม

ด้วยเหตุนี้ จึงได้เดินทางไปดูรูปแบบก่อสร้างโบสถ์วัดอื่นๆ จนไปพบที่วัดแห่งหนึ่งมีการใช้กระเบื้องเซรามิกมาประดับ และเห็นว่าพื้นผิวเซรามิก มีความมันเงา คงทนแข็งแรง จึงมีแนว ความคิดใช้เซรามิก มาเคลือบชั้นปูนพระอุโบสถที่วัดเพื่อป้องกันน้ำเค็ม กันสนิม

นอกจากนี้ ยังได้ประสานโรงงานรับเหมา ให้ผสมสีลงในชิ้นงานที่จะนำมาปิดเคลือบผนังปูน ตลอดจนชิ้นส่วนลวดลายต่างๆ ที่จะนำมาประดับตกแต่งโบสถ์ทั้งหลัง เพื่อลดเวลาการก่อสร้าง และจะได้ต้องทาสีซ้ำบ่อยๆ แถมลดการเสื่อมสภาพจืดจางของตัวสีได้อีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่เลือกประดับลวดลายลงพื้นโบสถ์ด้วยสีน้ำเงิน เนื่องจากเห็นว่า ภาชนะลายครามที่ทำจากเซรามิกสมัยโบราณ จะมีการใช้สีหลักเพียงสองสีเท่านั้น คือพื้นสีขาว ตัดลวดลายด้วยสีน้ำเงิน เมื่อลองมาใช้กับโบสถ์ พบว่ามีความสวยงาม โดดเด่น จึงได้นำมาใช้ประดับตกแต่งพระอุโบสถเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนกลายมาเป็นโบสถ์สีน้ำเงินอย่างที่เห็น

ภายในพระอุโบสถก็มีความสวยสดงดงาม ไม่แพ้เซรามิกสีน้ำเงินนอกโบสถ์ โดยด้านใน เฉพาะประตูโบสถ์ไม้ทั้ง 4 บาน มีการแกะสลักภาพนูนต่ำ เกี่ยวกับพุทธประวัติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลง สีสด เก็บทุกรายละเอียด ด้านนอกบานประตูและหน้าต่าง มีการลงลายมุข ภาพเทพทวารบาล ส่วนพื้นผนังด้านในพระอุโบสถ ประดับภาพลงสีในพื้นเซรามิก เกี่ยวกับวรรณคดีชาดก และพระมหาชนก

นอกเหนือจากการเที่ยววัด ทำบุญ ชื่นชมความงามของ “โบสถ์สีน้ำเงิน” แห่งเดียวในโลกแล้ว ใกล้กันเพียง 300 เมตร นักท่องเที่ยวยังสามารถไปชื่นชมทิวทัศน์บนจุดชมวิวปากน้ำแขมหนู หรือสะพานเฉลิมพระเกียรติ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “สะพานปากน้ำแขมหนู” อยู่บ้านแขมหนู ริมถนนเฉลิมบูรพา ชลทิต ที่ผ่านไปยังจุดท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น ชายหาดเจ้าหลาว แหลมเสด็จ แหลมสิงห์

เชิงสะพานเฉลิมพระเกียรติ เชื่อมต่อระหว่าง ต.คลองขุด กับ ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ เป็นจุดชมวิวยอดนิยมที่แวะได้ง่าย มีที่จอดรถกว้างขวาง

สะพานเฉลิมเกียรติ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำวังโตนด มีความยาวช่วงสะพานประมาณ 400 เมตร บนสะพานเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทะเลกว้างไกลสุดขอบฟ้า เมื่อมองไปทางฝั่งแม่น้ำวังโตนด จะเห็นชุมชนชาวประมงบ้านแขมหนู ที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ริมน้ำใกล้ปากแม่น้ำ มีเรือประมงหลายลำจอดลอยลำ คอยออกหาปลา

มองไปไกลอีกหน่อย จะเห็นหลังคาโบสถ์สีน้ำเงินของวัดปากน้ำแขมหนู โดดเด่นอยู่ใกล้หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดชมวิวไปเพียง 300 เมตร

หากนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะเวียนเยี่ยมชมจุดชมวิวปากน้ำแขมหนูอย่างถูกที่ ถูกเวลา จะมีโอกาสได้ชม “ทะเลแหวกปากน้ำแขมหนู” ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจากสันดอนทรายปากแม่น้ำ จะโผล่พ้นทะเลขึ้นมาเป็นลานหาดกว้างกลางทะเล ในช่วงที่ระดับน้ำลดลง นับได้ว่าเป็นจุดท่องเที่ยวอันซีนอีกจุดหนึ่งของจันทบุรี

หากนักท่องเที่ยวต้องการไปสัมผัสทะเลแหวกปากน้ำแขมหนู จะต้องนั่งเรือ หรือแพลากออกไปชม ซึ่งสามารถติดต่อจุดบริการนักท่องเที่ยว เชิงสะพานปากน้ำแขมหนูได้

โดย อธิคม สิงขรณ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน