ทางออกครอบครัวในวิกฤตการเมือง – ยังคงยืดเยื้อหาบทสรุปและทางออกความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้เมื่อคนเห็นต่างคราวนี้ไม่ใช่เพื่อนฝูงหรือคนวัยเดียวกัน แต่กลับเป็นพ่อแม่และลูก จึงส่อแววเลือดในอกกลัดหนอง และสะเทือนถึงรากแก้วของสถาบันครอบครัว เครือข่ายครอบครัวและ นักวิชาการจึงร่วมหาทางออก

น.ส.ฐาณิชชา ลิ้มพานิช มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่ารอยร้าวและชนวนการแตกแยกคราวนี้ต่างกับเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในอดีตที่มีแค่สีเสื้อ ความเชื่อ หรือข้อขัดแย้ง มีการถกเถียงในวงผู้ใหญ่ หากเปรียบเป็นมวยก็ชกในรุ่นเดียวกัน แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะคู่ชกเป็นคนละรุ่นและเป็นลูกเป็นหลานตัวเอง

“ความขัดแย้งนี้มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวได้รับรายงานว่ามีเด็กอย่างน้อย 4-5 คน ถูกพ่อแม่ไล่ออกจากบ้านไปอยู่บ้านเพื่อน นี่นับเป็นจุดรุนแรงที่สุดในสถาบันครอบครัว ยังไม่นับความรุนแรงที่พ่วงมาด้วยเงื่อนไขทางการเงิน ตัดค่าขนมหรือรายจ่ายของลูก หวังเป็นไม้ตายให้ลูกจำนน ยิ่งผลักให้รอยร้าวรุนแรง ความเป็นปรปักษ์ตั้งแง่แจ่มชัด”

น.ส.ฐาณิชชากล่าวต่อว่า ในครอบครัวไม่ควรมีใครแพ้ชนะ หากนำข้อมูลทั้ง 2 ฝ่ายมากางออกคงเถียงกันไม่รู้จบ เพราะต่างฝ่ายมีชุดความคิดคนละอย่าง เด็กๆ มีชุดความคิดอีกแบบ ใช้สื่อเทคโนโลยี หาข้อมูลเอง และ เชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ขณะที่พ่อแม่ ชุดความคิดที่บ่มเพาะตามวัยและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน จึงอยากแนะให้พ่อแม่ใช้โอกาสนี้สอนและเป็นแบบอย่างให้ลูกด้วยการใช้ความนิ่ง ลองรับฟังลูก ดีกว่าผลักให้เด็กออกจากบ้านทั้งที่ในใจห่วงใย เปิดใจให้ลูกได้ระบายความคิดและความเชื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้วเชื่อว่าลูกจะคิดได้ว่าพ่อแม่ยังนิ่งฟังเรา ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ลูกก็จะไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงโต้ตอบพ่อแม่เช่นกัน ส่วนเรื่องที่พ่อแม่กังวลว่าลูกเข้า ร่วมชุมนุมทางการเมืองจะเปลี่ยนนิสัยเป็น หยาบคาย ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ เชื่อว่าภาพที่เห็นในม็อบเป็นแค่การแสดงออกถึงความเป็นพวก หากไม่ทำก็ไม่เข้าพวก แต่เนื้อแท้ของเด็กอยู่ที่สถาบันครอบครัว อยู่บ้านพูดจาแสดงออกอย่างไร ออกไปนอกบ้านก็เป็นแบบนั้น

ด้าน นางทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ ตัวแทนคุณแม่ กล่าวว่าอยากให้พ่อแม่ลองเปิดใจรับฟังลูก และใช้คำถามปลายเปิดในการสื่อสาร เช่นถามว่าไปม็อบมาเป็นอย่างไรบ้างลูก เปิดให้ลูกได้บอกเล่าเรื่องราว รับฟังเขาด้วยความสนใจ ขณะเดียวกันก็แสดงความห่วงใยในแบบที่ไม่ได้ห้ามปรามในที แต่เพียงแค่แสดงให้ลูกรู้ว่าเราห่วงใย เช่น เอาร่มไปไหม หรือเตรียมเสื้อกันฝน ขวดน้ำเปล่า หรือขนมเพื่อรองท้อง การทำในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดกับครอบครัวที่มีทัศนคติทางการเมืองเหมือนกัน เห็นต่างก็ทำได้ เพราะลูกจะเข้าใจว่าพ่อแม่ห่วง หรือบางครอบครัวอาจตั้งกติกาการกลับบ้านหรือนัดแนะลูกว่าจะมารับตรงไหน ทั้งนี้เพื่อความสบายใจของพ่อแม่ และเด็กเองก็จะเรียนรู้ว่าพ่อแม่เป็นห่วง

“เด็กทุกคนไม่มีใครอยากปกปิดพ่อแม่เรื่องการไปไหน ทำอะไร แต่ที่ไม่บอกเพราะไม่อยากให้พ่อแม่กังวลหรือห้ามปราม และไม่อยากทะเลาะด้วย แต่หากพ่อแม่ทำตรงข้าม สอบถามเรื่องราวการไปม็อบอย่างไม่ตำหนิ สนใจเรื่องราวของเขา ทำให้เขารู้ว่าพ่อแม่จะคอยอยู่ตรงนี้ เขาจะเห็นพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งและค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวทีละน้อยอย่างไม่โกหก แต่หากพ่อแม่กังวลจะไปติดตามดูลูกห่างๆ ก็ได้ หากไม่ชอบเนื้อหาในม็อบก็ใส่หูฟัง แค่ได้เห็นลูกในสายตาหรืออยู่ในระยะที่พอปกป้องลูกได้เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนสบายใจ” ทิพย์พิมลกล่าว

ขณะที่ น.ส.ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ นักกระบวนการการสื่อสารอย่างสันติ สื่อสารด้วยหัวใจ กล่าวว่าการสื่อสารในครอบครัววันนี้ต้องเปลี่ยน เริ่มจากใครมีสติมากกว่าคนนั้นควรเงียบและรับฟังก่อน อย่าคิดว่าทำไมพ่อแม่ต้องเป็นคนยอมเสมอไป แต่ให้คิดว่าจะดีแค่ไหนถ้าทุกคนต่างฟังซึ่งกันและกันและสื่อสารจากหัวใจ โดยเริ่มจากการจับใจตัวเองก่อน สังเกตว่าการสื่อสารในขณะนี้เป็นสัญญาณไฟอะไรหากเปรียบกับไฟจราจร 1. ไฟเขียว แปลว่าบรรยากาศการสื่อสารเหมาะสม คุยได้สะดวก มีการสื่อสารด้วยความเข้าใจ สนใจใคร่รู้ เปิดใจ ยอมรับ เข้าใจซึ่งกันและกัน 2. ไฟเหลือง แปลว่าบรรยากาศในการสื่อสารอาจต้องสมควรหยุด แสดงว่าไม่เราก็ฝ่ายตรงข้ามเริ่มมีอาการโกรธ ต้องหาวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ซ้ำเติมให้เกิดความรุนแรง 3. ไฟแดง เป็นระดับอันตราย สมควรหยุดการสนทนา เพราะมีโอกาสเกิดความรุนแรง และยังต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนกลางเข้ามาแก้ไข แต่เบื้องต้นต้องเร่งดึงสติกลับมาให้นิ่งและใช้การรับฟังเพื่อประคับประคองความสัมพันธ์ หรือท้ายที่สุดหากความขัดแย้งในครอบครัวรุนแรง ให้เปลี่ยนมาทำกิจกรรมอื่นที่สามารถทำร่วมกันและสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว เช่นการช่วยกันทำกับข้าว เพื่อเปลี่ยนบทสนทนา

ความเห็นต่างในครอบครัววันนี้อาจไม่ใช่จุดเปลี่ยนหรือรอยร้าว แค่เพียงพลิกมุมให้เป็นโอกาส บ่มเพาะระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง แม้คนในครอบครัวเห็นต่างกันแต่ก็รับฟังกันได้อย่างเสรี พร้อมกับแสดงพลังความรักให้ตระหนักชัดว่าทุกความคิดเห็นต่างเจือไปด้วยความรักและห่วงใยในครอบครัว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน