หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

ภัยเงียบ! ชายเป็นกลากมา 2 ปี ทายารักษาไม่หาย ตรวจอีกที เจอมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

31 ส.ค. 2565 - 11:14 น.

ภัยเงียบใกล้ตัว! ชายเป็นกลากมา 2 ปี ทายารักษาไม่หายสักที ไปโรงพยาบาลตรวจซ้ำอีกที ช็อกเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่ผิวหนัง

โรคบางชนิดเป็นภัยเงียบไม่แสดงอาการ ซ่อนเร้นอำพรางอยู่ภายในร่างกาย โดยสามารถแสดงอาการให้รู้ได้ แต่ใครจะคาดคิดว่าการมีผื่นแดง กลากเกลื้อน สะเก็ดบาง ๆ ขาว ๆ เพียงเล็กน้อยกลับพบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

นพ. ช่าย อี้ซาน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง อธิบายผ่านทางยูทูบ Health 2.0 ชี้ให้เห็นว่ามะเร็งผิวหนังบางชนิดก็ไม่ต่างจากโรคเรื้อนหรือกลากทั่วไป พร้อมกล่าวเตือนว่า ในบางครั้งอาจมีอาการเหมือนกันทุกประการ นอกจากนี้ ยังมีอาการคันอย่างมาก, รอยแดง, เป็นไข้ และมีการตอบสนองเล็กน้อยระหว่างการรักษา แต่ไม่หายขาด
ผู้ป่วยบางรายมีอาการกลากซ้ำหลายครั้งเป็นเวลา 2 ปี สุดท้ายกลับได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทีเซลล์ที่ผิวหนัง โดยแพทย์เคยเจอเคสนี้มาก่อน คือ ผู้ป่วยฮ่องกงอายุ 70 ​​ปี ซึ่งอาศัยอยู่ที่ไต้หวันมาระยะหนึ่งและเป็นโรคเรื้อนกวางหรือโรคสะเก็ดเงินเป็นเวลาสองปี

โดยแรกเริ่มผู้ป่วยรู้สึกกังวลมาก เพราะในการรักษามีการบรรเทาอาการเพียงครั้งเดียว ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ ในเวลานั้น แพทย์ได้ทำการตัดผิวหนังชิ้นเล็ก ๆ เพื่อทำการตรวจชิ้นเนื้อของผู้ป่วย และผลที่ได้ก็เกินความคาดหมายของแพทย์ ถึงกับประหลาดใจ เพราะจริง ๆ แล้วมันคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองทีเซลล์ของผิวหนัง ที่มีลักษณะเหมือนกลาก
ผู้ป่วยยังค่อนข้างตื่นตระหนก โดยไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคเรื้อนกวางหรือมะเร็ง นพ. ช่าย อี้ซาน กล่าวว่ามีตัวบ่งชี้ 2 ตัวที่สามารถตัดสินเพิ่มเติมได้ อย่างแรกคือ อายุ การแก่ตัวหรือมีอายุมากกว่า 65 ปีจะทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมผิวลดลง

ประการที่สองคือ การตอบสนองการรักษาไม่ได้ผล ซึ่งตรงกับเคสผู้ป่วยฮ่องกงที่ที่วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดทีเซลล์เนื่องจากการใช้สเตียรอยด์ซ้ำ ๆ แต่อาการไม่ดีขึ้น พร้อมย้ำว่า ควรตื่นตัวและสังเกตตัวเอง หากเป็นกลากทั่วไป เมื่อทายาผื่นต่าง ๆ จะหายไป ทว่าถ้าทายาไม่หายขาดหรือไม่รับการรักษาจนมีอาการรุนแรงอาจไม่ใช่กลากธรรมดา แนะนำให้สังเกตอย่างน้อย 3 ถึง 5 วันแล้ว ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการตรวจชิ้นเนื้อ
สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย โดยรศ.พญ. จันทนา ผลประเสริฐ อธิบายถึงโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนังว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนังมี 2 รูปแบบคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เกิดขึ้นที่ตำแหน่งต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ต่อมน้ำเหลืองและลามมายังผิวหนัง ลักษณะนี้เรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 4 คือระยะลุกลามไปยังผิวหนัง

อีกรูปแบบหนึ่งคือ ลักษณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดขึ้นที่ผิวหนังเท่านั้น การพยากรณ์ของโรคและการรักษาจะแตกต่างจากกลุ่มแรก ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่พูดถึงในบทความนี้เป็นหลัก ซึ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนังพบได้ทั้งชนิดบีและทีเซลล์ แต่จะพบชนิดทีเซลล์บ่อยกว่า

ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด mycosis fungoides (MF) อาการโดยทั่วไปมักเป็นผื่นนูนแดง มีบางส่วนเป็นก้อนเนื้อที่ผิวหนังบนผื่นราบ อาจมีแผลที่ก้อนเนื้อได้ โดยทั่วไปถ้ารอยโรคเป็นผื่นนูนและผื่นราบเฉพาะที่จะมีการพยากรณ์โรคที่ดี มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 และ 10 ปี มากกว่าร้อยละ 90

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด subcutaneous panniculitis-like T-cell lymphoma (SPTCL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทีเซลล์ชนิดซีดี 8 อาการที่พบมักเป็นตุ่มนูนจากชั้นไขมันใต้ผิวหนังตามตำแหน่งต่างๆ ได้แก่ แขน ขา ลำตัว เป็นต้น ส่วนใหญ่อาการเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป บางคนมีไข้ร่วมด้วยได้ มีส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงเกิดภาวะเม็ดเลือดทำลายกันในไขกระดูก ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้
ปัจจุบันมีข้อมูลว่าโรคนี้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมชนิดยีนด้อย โดยเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน HAVCR2 ที่ได้รับจากพ่อและแม่ เป็นปัจจัยเสี่ยงและมีปัจจัยที่มากระตุ้นให้เกิดโรคได้แก่ การติดเชื้อ, การกลายพันธุ์ของยีนอื่นๆ ร่วมด้วยทำให้ภูมิคุ้มกันผิดปกติไป เป็นต้น

นอกจากนี้ นพ. ช่าย อี้ซาน กล่าวว่า กลากแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กลากเฉียบพลัน ซึ่งจะทำให้เกิดแผลพุพองขนาดเล็ก มีเลือดคั่งขนาดเล็ก และอาการคันรุนแรงเมื่อมีอาการอาจพัฒนาเป็นกลากกึ่งเฉียบพลัน และ ผิวจะเริ่มหนาขึ้น โดยมีอาการตั้งแต่ 3 – 6 เดือน ในบางครั้งอาจมีอาการ 3 – 6 ปี ซึ่งกลากเรื้อรังจะทำให้ผิวดูหนาขึ้น
โรงพยาบาลพญาไท เผย ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยส่วนมากจะเกิดขึ้นกับ “เพศชาย” มากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุประมาณ 60 – 70 ปี รวมไปถึงผู้ที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori และการติดเชื้อไวรัส EBV การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ตลอดจนผู้ป่วยที่เป็นโรค SLE หรือในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจากการชอบทานอาหารจำพวกช็อกโกแลต เนย หรือชีส การชอบดื่มเครื่องแอลกอฮอล์เป็นประจำ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ตลอดจนการอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีกลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นน้ำหอม และอากาศร้อนจัด

ขอบคุณที่มาจาก Youtube โรงพยาบาลพญาไท สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

ภัยเงียบ! ชายเป็นกลากมา 2 ปี ทายารักษาไม่หาย ตรวจอีกที เจอมะเร็งต่อมน้ำเหลือง